วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569

การติดตั้ง Void Linux

 

การติดตั้ง Void Linux

   Void LInux มีต้นกำเนิดจากสเปน ออกเวอร์ชันแรกเมื่อ 2008-09-26 เป็น Independent Distro ที่ได้รับความนิยมตัวหนึ่ง เป็นลีนุกซ์แบบ Stable-Rolling Release (ในเวปทางการบอกอย่างนั้น) ซึ่งมีการพัฒนาเป็นดิสโทรย่อยหลายตัว เช่น AgarimOS, LazyLinux, Neko Void, D77Void Gnu/Linux เป็นต้น โดยใช้คำสั่ง xbps เป็นระบบจัดการแพคเกจของตนเอง

  จุดเด่นของ Void Linux ก็คือ เป็นลีนุกซ์ที่พัฒนาขึ้นโดยใช้เคอเนลแบบ Monolithic (หมายความว่า บริการหลักทั้งหมดของระบบปฏิบัติการ ระบบไฟล์ และไดรเวอร์อุปกรณ์จะทำงานร่วมกันในพื้นที่หน่วยความจำที่ได้รับการปกป้องในพื้นที่เดียวกัน โดยมีสิทธิ์ในการเข้าถึงฮาร์ดแวร์อย่างเต็มรูปแบบ) โดยใช้ init แบบดั้งเดิมคือ rinit (แตกต่างจาก Debian, Ubuntu, Fedora และ Arch Linux ที่ใช้ระบบ Systemd) 

  ความน่าใช้ของ Void คือการเป็นลีนุกซ์ที่ต้องปรับแต่งประกอบระบบเอง (เหมือน Arch Linux) ซึ่งจะทำให้ระบบมีความเบา เพราะไม่ต้องแบกเซอร์วิสระบบที่ลีนุกซ์บางดิสโทรอาจจะอัดมาให้เต็มที่โดยที่ไม่มีการใช้งานจริง ทำให้เปลืองหน่วยความจำในระบบจากเซอร์วิสที่เปิดไว้โดยไม่จำเป็น (ที่จริงก็สามารถเข้าปรับแต่งได้ทุกตัวนั่นแหละแต่มันจะกลับด้านกันคือ ในดิสโทรที่มีการปรับแต่งระบบมาแล้วเราต้องเข้าปิดเซอร์วิสที่ไม่ได้ใช้เอง แต่แบบของ Void หรือ Arch Linux เราติดตั้งเฉพาะเซอร์วิสที่ต้องการเท่านั้น) 

  ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ Void Linux มีการพัฒนาขึ้นมาให้สามารถใช้งานกับคอมพิวเตอร์หลากหลายรูปแบบ คือมีทั้งเวอร์ชัน 64 บิต และ 32 บิต และใช้ได้ทั้งซีพียู X86 และ Arm 

  สเป็คเครื่่องขั้นต่ำสำหรับการติดตั้ง Void Linux เริ่มต้นที่แรม 520 MB (สำหรับใช้งานใน CLI) ดังนั้นสเป็คเครื่องที่ใช้กันอยู่ทั่วๆ ไปถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานเดสก์ท็อป รวมไปถึงเครื่องรุ่นเก่า ๆ ที่ยังเป็น 32bit ด้วย

  ในที่นี้จะติดตั้งในเครื่องที่มีสเป็คเป็น CPU Intel Core I7 Gen2 แรม 8 GB ฮาร์ดดิสก์แบบ HDD

  ก่อนอื่นไปดาวน์โหลด ISO สำหรับติดตั้งที่  https://voidlinux.org/download/


   จะเห็นได้ว่า มีไฟล์ให้เลือกแยกออกเป็นหมวดต่างๆ คือ X86_64 (Intel/AMD 64bit), I686 (Intel/AMD 32bit), Arm (Arm CPU 32/64bit), Arm Platforms (CPU ที่ใช้สถาปัตยกรรม Arm 32/64 bit) และ Containers

   นอกจากนี้ยังมีการแยกออกเป็น glibc (ซอฟต์แวร์ไลบราลีหลักที่นิยมใช้ในลีนุกซ์ทั่วไป มีฟีเจอร์ครบ) และ musl (ซอฟต์แวร์ไลบราลีที่พัฒนาขึ้นใหม่ โดยเน้นความเบา เรียบง่ายและเป็นไปตามมาตรฐาน)

   ผมจะติดตั้งเพื่อใช้งานเดสก์ท็อปในเครื่อง X86_64 สามารถเลือกได้ได้สองแบบคือ Base (ติดตั้งใน CLI หรือเท็กซ์โหมด) หรือ xfce (ติดตั้งในเดสก์ท็อป xfce ซึ่งเมื่อติดต้งเสร็จจะได้ xfce มาด้วย) ซึ่งทั้งสองแบบก็ติดตั้งเหมือนกันคือผ่านสคริปต์ void-installer

   ความขอบส่วนตัวผมไม่ต้องการใช้ xfce ดังนั้นจึงเลือกดาวน์โหลด live image glibc ของ Base ขนาดไฟล์ 1.0 GB  (ถ้าใครชอบ xfce ก็เลือก live image glibc ของ xfce ได้เลย ขนาดไฟล์ 1.3 GB) หรือใครอยากลอง musl ก็เลือกดาวน์โหลดได้ตามสะดวก ใช้วิธีการติดตั้งเหมือนกัน

   หลังจากดาวน์โหลดเสร็จก็สร้าง USB Boot จากนั้นก็บูตจาก USB ได้เลยครับ (เครื่องนี้มีการแบ่งพาร์ติชันสำหรับติดตั้งไว้เรียบร้อยแล้ว)

 

  ขึ้นหน้า Grub Boot Loader ก็ไม่ต้องคิดไรมากมายกด Enter ไปเลย

  เมื่อบูตเสร็จจะมีล็อกอินพร็อมต์ ให้ป้อนยูสเซอร์เป็น  root  และรหัสผ่าน voidlinux

(ตอนป้อนรหัสจะไม่เห็นตัวอักษรนะครับ ป้อนให้ถูกแล้วกด Enter เลย)

   หมายเหตุ ถ้าคุณใช้ xfce live image จะเข้าหน้าจอล็อกอินแบบกราฟฟิค ให้ใช้ชื่อ root และรหัสผ่าน voidlinux เช่นเดียวกัน ล็อกอินเข้าไปใน xfce
 

  จากนั้นก็พิมพ์คำสั่ง void-installer แล้วกด Enter

  ถ้าใช้ xfce ให้เปิดเทอร์มินัล แล้วพิมพ์คำสั่ง void-installer     

จะมีไดอาล็อก welcome ขึ้นมาดังภาพ กด Enter ไปได้เลย

  จากนั้นจะเป็น Main Menu สำหรับติดตั้งระบบ ตัวเลือกแรกคือ Keyboard กด Enter เพื่อตั้งค่าคีย์บอร์ด

  เลื่อนไปเลือกที่ us แล้วกด Enter

   จากนั้น ในส่วนของ Network ถ้าเชื่อมต่อด้วยสายแลนจะมีการตั้งค่าให้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ตอนบูต ถ้าใช้ wifi ให้เข้าไปตั้งค่าการเชื่อมต่อที่ Network

อุปกรณ์เชื่อมต่อให้เลือก wlp3s0 แล้วกด Enter

ต่อไปตั้งค่าแอคเซสพอยต์ 

SSID ให้ใส่ชื่อแอคเซสพอยต์ เช่นในภาพใช้แอคเซสพอยต์ชื่อ Nudee

Encryption รูปแบบการเข้ารหัสให้ใช้เป็น wpa

Password ใส่รหัสผ่านของ wifi

แล้วเลื่อนมาที่ OK แล้วกด Enter

ระบบจะทำการตั้งค่าเครือข่าย

เมื่อตั้งค่าเสร็จจะแจ้งให้ทราบตามภาพ  กด Enter เพื่อกลับไปเมนูหลัก

จากนั้นเลื่อนไปที่ Source เพื่อเลือกแหล่งแพคเกจ

ตรงนี้ให้เลือกเป็น Local เพื่อติดตั้งจาก iso image ซึ่งสำคัญมากคือ ถ้าใช้ xfce image ระบบจะติดตั้ง xfce มาให้เลย แต่ถ้าใช้ Base image ก็จะติดตั้งเฉพาะ Base System เท่านั้น ข้อดีของการเลือกเป็น Local คือจะนำคอนฟิคระบบเครือข่ายไปใช้ได้เลย ทำให้ไม่ต้องไปเชื่อมต่อไวไฟใหม่เมื่อรีบูตเริ่มระบบครั้งแรก

  แต่ถ้าเลือก Nerwork จะติดตั้งแค่ Base System และต้องไปเชื่อมไวไฟใหม่เมื่อรีบูตเข้าระบบใหม่

ดังนั้นต้องเลือกเป็น Local แล้วกด Enter เพื่อกลับไปเมนูหลัก 

ต่อไปเลือก Mirror แล้วกด Enter

เมื่อเข้าไดอาล็อกของ Mirror กด Enter

 
 
เลือก Asia แล้วกด Enter

เลือก Mirror ที่ใกล้ที่สุด ในที่นี้เลือกที่ Singapore (ไม่มี Mirror ในไทย)

แล้วกด Enter

ระบบจะแจ้งข้อมูลเพื่อคอนเฟิร์มอีกครั้งให้กด Enter
 

จากนั้นระบบจะตั้งค่า Mirror จนเสร็จให้กด Enter เพื่อกลับไปสู่เมนูหลัก

ต่อไปเลือก Hostname แล้วกด Enter เพื่อตั้งชื่อเครื่อง
 

ใส่ชื่อเครื่องตามต้องการแล้วกด Enter เพื่อกลับไปสู่เมนูหลัก

จากนั้นเลือก Locale เพื่อเซ็ต Locale ของระบบ

เลือก th_TH.UTF-8 เพื่อตั้งระบบเป็นภาษาไทย แล้วกด Enter

ตรงนี้สำหรับคนที่ใช้ xfce image เมื่อติดตั้งเสร็จแล้วบูตเข้าไปใน xfce ถ้าตั้งค่าเป็นไทยแล้ว แต่เนื่องจากระบบยังไม่ได้ติดตั้งฟอนต์ไทย ดังนั้นจะแสดงผลเป็นตัวอักษรยึกยือ ต้องไปติดตั้งฟอนต์ไทยเพิ่มหลังจากรีบูตเข้าไปในระบบแล้ว ถ้ากลัวงงก็เลือก Locale เป็น us_US-UTF-8 ไปก่อน แล้วไปเซ็ตเป็นไทยหลังจากที่ติดตั้งฟอนต์ไทยแล้วก็ได้

เมื่อออกไปสู่เมนูหลักให้เลื่อนไปที่ Timezone แล้วกด Enter เพื่อตั้งเวลาของระบบ 

เลือก Asia แล้วกด Enter

 

เลือก  Bangkok แล้วกด Enter

 เมื่อกลับมาเมนูหลักให้เลือก RootPassword แล้วกด Enter เพื่อตั้งรหัสผ่านของ root

ป้อนรหัสผ่านที่ต้องการ แล้วกด Enter 

จากนั้นระบบจะให้ป้อนรหัสผ่านอีกรอบหนึ่ง ให้ป้อนรหัสผ่านแล้วกด Enter

เมื่อออกมาที่เมนูหลักให้เลือก UserAccount แล้วกด Enter เพื่อตั้งค่า User 

ตั้งชื่อยูสเซอร์ที่ต้องการแล้วกด Enter 

ป้อนชื่อยูสเซอร์อีกครั้งแล้วกด Enter 

จากนั้นป้อนรหัสผ่านของยูสเซอร์ที่ต้องการแล้วกด Enter

ระบบจะให้ป้อนรหัสผ่านอีกครั้ง  ป้อนรหัสผ่านให้ตรงกันแล้วกด Enter 

จากนั้นจะเป็นการตั้งค่า Group ของยูสเซอร์ ถ้าไม่รู้ว่าจะเลือกออะไรบ้างก็แนะนำว่าให้เลือกทั้งหมดไปเลย จากนั้นก็เลื่อนมาที่ OK แล้วกด Enter

เมื่อกลับมาสู่เมนูหลัก ให้เลื่อนไปเลือก BootLoader เพื่อตั้งค่าการบูต
 

ถ้าในเครื่องมีฮาร์ดดิสตัวเดียวให้เลือกไปที่ /dev/sda

ถ้ามีหลายตัวก็เลือกฮาร์ดดิสก์ที่จะติดตั้ง Grub ตามต้องการ เช่นในภาพตั้งค่าไว้ที่่ /dev/sdb 

จากนั้นกด Enter

 

จากนั้นจะถามว่าใช้ระบบกราฟิคกับบูตโหลดเดอร์หรือไม่ กด Enter ไปเลย

เมื่อกลับมาสู่เมนูหลัก จะมีตัวเลือก Partition ซึ่งใช้ในการจัดการพาร์ติชันของฮาร์ดดิสก์ มีโปรแกรมให้เลือกใช้งาน 2 โปรแกรมคือ cfdisk และ fdisk 

โดยที่ผมได้จัดการแบ่งพาร์ติชันไว้ก่อนแล้วดังนั้นจึงข้ามขั้นตอนนี้ไปเลย

โดยไปที่ Filesystems แล้วกด Enter เพื่อกำหนดระบบไฟล์

 
  ทีนี้จะเป็นการเลือกพาร์ติชันที่จะใช้ติดตั้งลีนุกซ์ ให้เลือกพาร์ติชันที่ต้องการ ซึ่งได้มีการแบ่งไว้แล้ว ตามภาพผมต้องการใช้พาร์ติชัน /dev/sdb5 แล้วเลือก Change แล้วกด Enter

  ระบบจะให้เลือกรูปแบบของพาร์ติชัน ในที่นี้ผมเลือกเป็น ext4 เพราะสะดวกกับการใช้งานร่วมกับลีนุกซ์ที่มีอยู่ในเครื่องแล้ว นอกจากนี้ตัวเลือกอื่นที่นิยมใช้กันก็คือ btrfs ซึ่งจะเหมาะกับระบบที่ต้องการทำ snapshot ในกรณีที่ต้องการสำรองข้อมูลของระบบ 

  เมื่อเลือกได้แล้วก็กด Enter 

 

ต่อมาตั้งค่า mount point ให้เป็น /  เพื่อกำหนดให้เป็นรูทพาร์ติชันของระบบ แล้วกด Enter

 

 

ระบบจะให้เราคอนเฟิร์มว่าต้องการสร้างระบบไฟล์ใหม่หรือไม่ (หรือพูดง่ายๆ คือให้ฟอร์แมทใหม่) ให้กด Enter เพื่อฟอร์แมทใหม่

ในกรณีที่ต้องการใช้ swap ให้เลือกพาร์ติชันที่ต้องการ เช่นในตัวอย่างใช้ /dev/sda2

แล้วกด Enter 

เลือกรูปแบบพาร์ติชันเป็น swap แล้วกด Enter

ระบบจะถามอีกครั้งเพื่อให้เลือกฟอร์แมทพาร์ติชัน  กด Enter

เมื่อกลับมาที่หน้าเลือกพาร์ติชันจะเห็นได้ว่ามีพาร์ติชันที่ตั้งค่าไว้แล้วสองพาร์ติชันคือ /dev/sdb5 และ /dev/sda2 ส่วนพาร์ติชันอื่นก็ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน เราสามารถใช้ติดตั้งระบบได้เลย

  การตั้งค่าพาร์ติชันแบบนี้ใช้กับการบูตในแบบ Legacy Mode เท่านั้น (ซึ่งระบบต้องบูตด้วย Legacy Mode ตั้งแต่แรก)  ถ้าคุณค้องการใช้ Multi Boot ร่วมกับไมโครซอฟต์วินโดวส์ ซึ่งใช้การบูตแบบ UEFI Mode ต้องบูตใน UEFI Mode และต้องกำหนดจุดเมาท์ของพาร์ติชันที่เป็น UEFI ไว้ที่  /boot/efi  (โดยปกติจะเป็น /dev/sda1) ซึ่งทำเหมือนกับกำหนดจุดเมาท์ของ / หรือ swap ตามที่กล่าวมา แต่ห้ามฟอร์แมท (หรือ Create new filesystem) โดยเด็ดขาด 
 เมื่อกำหนดเสร็จแล้ว เลือกไปที่ Done แล้วกด Enter

 เมื่อกลับมาที่เมนูหลัก ให้เลือก Install แล้วกด Enter

ระบบจะให้เราคอนเฟิร์มอีกครั้ง ให้กด Enter

จากนั้นก็จะทำการติดตั้งระบบลงในพาร์ติชันที่เราตั้งค่าไว้แล้ว ถ้าเป็นแค่ Base System ก็ใช้เวลาไม่นาน ถ้าเป็น xfce ก็นานกว่ากันนิดหน่อยเพราะติดตั้งจาก USB Drive อยู่แล้ว

หลังจากติดตั้งเสร็จระบบจะให้เราตั้งค่าเซอร์วิสที่จะเรียกใช้งาน  ถ้าไม่รู้จะเลือกอะไรดีก็ตามสูตร เลือกมันให้หมดนั่นแหละ แล้วเลือก OK แล้วกด Enter

 

จากนั้นก็แจ้งให้ทราบว่าติดตั้งระบบเรียบร้อยแล้ว ให้เราเลือกว่าจะรีบูตเลยหรือจะกลับไปที่พร็อมต์อีกครั้ง ก็ให้เลือก Yes แล้วกด Enter เพื่อรีบูต

 

เมื่อบูตเข้ามาในระบบ Base System จะยังเป็นโหมด CLI อยู่นะครับ เราจะติดตั้งระบบเดสก์ท็อป ให้ล็อกอินด้วย root และใส่รหัสผ่านตามที่เราตั้งไว้ก่อนแล้ว 

จากนั้นลองทดสอบระบบเครือข่ายว่าเชื่อมต่อแล้วหรือยังด้วยคำสั่ง ping จะเห็นการทำงานของ ping ตามภาพ (กด Ctrl+C เพื่อออกจากคำสั่ง) ก็เป็นอันว่าเชื่อมต่อกับเครือข่ายเรียบร้อยแล้ว

อย่างแรกที่ต้องทำคืออัพเดตระบบ โดยใช้คำสั่ง xbps-install -Su

ตามภาพเราจะเห็นว่าระบบแจ้งกลับมาว่าให้อัพเดต xbps เสียก่อน พร้อมแนะนำคำสั่งมาให้แล้ว

ให้ใช้คำสั่งตามที่ระบบแนะนำคือ xbps-install -u xbps  ตามภาพ เพื่อทำการอัพเดต xbps 

เมื่อให้คอนเฟิร์มก็กด Enter ไปได้เลย

เสร็จแล้วก็กลับมาใช้คำสั่ง xbps-install -Su เพื่ออัพเดตระบบอีกครั้ง 

เมื่อระบบรวบรวมข้อมูลในการอัพเดตเสร็จจะแจ้งให้เราคอนเฟิร์มอีกครั้งก็กด Enter

แล้วก็จะทำการอัพเดตระบบ

เมื่ออัพเดตระบบเสร็จ เราจะทำการติดตั้งระบบเดสก์ท็อป ซึ่งแนะนำว่าให้เลือกเดสก์ท็อปหลักตัวใดตัวหนึ่งระหว่าง Gnome หรือ KDE Plasma เป็นตัวยืนไว้ก่อน เพื่อให้มีการตั้งค่าเซอร์วิสเบื้องต้นที่จำเป็นในการใช้งานให้เรียบร้อย จะทำให้ใช้งานได้สะดวกขึ้นมาก(ถ้าคุณเลือกเดสก์ท็อปตัวอื่นอาจจะต้องมีการตั้งค่าเซอร์วิสเอง ซึ่งไม่น่าจะสนุกนัก) หลังจากนั้นจะชอบใช้เดสก์ท็อปตัวไหนก็ไปติดตั้งเพิ่มทีหลัง ในที่นี้เราจะติดตั้งโดยใช้ Gnome เป็นตัวยืน โดยใช้คำสั่ง

  xbps-install xorg gnome pipewire Fonts-TLWG Fonts-TLWG-otf

โดย xorg คือระบบจัดการกราฟิคหลัก (รวมถึง wayland ด้วย)

    gnome คือระบบเดสก์ท็อปของ Gnome ถ้าจะใช้ KDE Plasma ให้เปลี่ยนเป็น plasma-desktop แทน

    pipewire คือระบบจัดการการ์ดเสียง

    Fonts-TLWG และ Fonts-TLWG-otf คือแพคเกจฟอนต์ภาษาไทย ซึ่งผู้ที่ติดตั้งเดสก์ท็อป xfce ต้องไปติดตั้งเพิ่มเติม 

 (ระบบเชลล์ของลีนุกซ์ แยกตัวอักษรเล็กใหญ่นะครับต้องระบุให้ถูกต้องทุกตัวอักษร) 

 
หลังจากติดตั้งเสร็จ  ต้องมาเปิดเซอร์วิสที่จำเป็นก่อน

คุณสามารถดูเซอร์วิสที่สามารถเปิดให้ทำงานได้โดยตรวจดูใน /etc/sv/ โดยใช้คำสั่ง 

   ls /etc/sv/

ก็จะเห็นรายชื่อเซอร์วิสที่สามารถใช้งานได้  ตอนนี้เราจะเปิดเซอร์วิสที่จำเป็นคือ NerworkManager, dbus, elogin และ gdm โดยใช้คำสั่งดังนี้

  ln -s /etc/NetworkManager /var/service

  ln -s /etc/dbus /var/service

  ln -s /etc/elogin /var/service

  ln -s /etc/gdm /var/service

 

สิ่งสำคัญคือ ต้องเปิด gdm เป็นลำดับสุดท้าย เพราะเมื่อเปิด gdm แล้วระบบจะวิ่งเข้าไปสู่กราฟิคโหมดทันที ตามภาพ 
 ถ้าคุณเลือกติดตั้ง KDE Plasma เป็นตัวยืนจะไม่ใช้ gdm เป็นตัวจัดการล็อกอิน อาจจะใช้เป็น sddm หรือ plasmalogin ซึ่งสามารถตรวจดูได้ใน /etc/sv/ ตามที่กล่าวมาแล้ว 

 ก็เป็นอันว่าต่อจากนี้เราสามารถใช้งานเดสก์ทอปใน Void Linux ได้แล้ว ไปติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมและใช้งานตามความต้องการได้ตามสะดวกครับ


 


 

 



 



 

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2569

การติดตั้ง Arch Linux แบบทำมือ

 การติดตั้ง Arch Linux แบบทำมือ


   Arch Linux เป็นลีนุกซ์ที่มีต้นกำเนิดจาก Canada ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใช้กับคอมพิวเตอร์สถาปัตยกรรม X86_64 โดยเฉพาะ โดยเน้นสำหรับยูสเซอร์ที่มีความเชี่ยวชาญในระบบของ Linux ในระดับหนี่ง ออกแบบมาให้ผู้ใช้ต้องจัดการระบบด้วยตนเอง ซึ่งจะสามารถสร้างระบบที่มีความเบา เรียบง่ายและยึดหยุ่นในการใช้งาน 

    Arch Linux จะใช้ pacman เป็นตัวจัดการแพคเกจโดยมีแหล่งซอฟต์แวร์หลัก (Repository) ของตนเอง ซึ่งมีแพคเกจซอฟต์แวร์หลักให้เลือกติดตั้งได้ครบถ้วน จัดเป็นลีนุกซ์แบบ Rolling Release มีการปรับรุ่นแพคเกจให้เป็นรุ่นล่าสุดอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังมีแหล่งแพคเกจเพิ่มเติมจากผู้พัฒนาทั่วไป (AUR:Arch User Repository) เพื่อให้ผู้ใช้สามารถติดตั้งแพคเกจอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้หรือซอฟต์แวร์ใหม่ๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นมานอกจากซอฟต์แวร์หลักที่มีในแหล่งแพคเกจหลัก

     Arch Linux มีระบบการติดตั้งแบบ Text Mode คือใช้คำสั่งติดตั้งในบรรทัดคำสั่ง เป็นหลัก ซึ่งเป็นการติดตั้งแบบ Manual ที่ผู้ใช้ต้องทำการติดตั้งด้วยตนเอง  ทำให้ไม่สะดวกกับผู้ใช้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับลีนุกซ์มากนัก ดังนั้น จึงมีการแตกไลน์พัฒนาออกไปเป็นดิสโทรย่อยๆ อีกหลายตัวที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อเน้นการใช้งานเฉพาะอย่าง และใช้การติดตั้งในกราฟิคโหมดซึ่งทำให้ติดตั้งได้ง่ายกว่า เช่น CachyOS, Garuda Linux, EndeavourOS, Manjaro Linux, ArtixLinux, StreamOS เป็นต้น

การติดตั้ง Arch Linux

  การติดตั้ง Arch Linux นั้นอย่างที่ว่าไปแล้วว่าใช้การติดตั้งในเท็กซ์โหมด โดยสามารถติดตั้งได้สองรูปแบบคือแบบ Manual คือใช้คำสั่งติดตั้งโดยตรง ซึ่งมีความยืดหยุ่นการการติดตั้งมากกว่า และการติดตั้งในรูปแบบสคริปต์ โดยใช้คำสั่ง archinstall ซึ่งสะดวกตรงที่เข้าใจง่ายกว่า แต่มีความยืดหยุ่นน้อยกว่า เพราะใช้การตั้งค่าที่มีการกำหนดไว้ในสคริปต์แล้ว ทำให้การกำหนดค่าบางอย่างอาจจะไม่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้

   ในที่นี้เราจะใช้การติดตั้งแบบ Manual 

ก่อนอื่นมาดูสิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับการติดตั้ง Arch Linux กันก่อน

สเป็คเครื่องขั้นต่ำสำหรับติดตั้งทางเวปต์ไซต์ทางการของ Arch Linux บอกแค่ว่าเครื่องที่ใช้ CPU X86_64 แรม 512 MB พร้อมกับฮาร์ดดิสก์ สำหรับสเป็คที่ผู้เขียนแนะนำสำหรับการใช้งานเดสก์ท็อปคือ CPU 2Core แรม 2GB ขึ้นไปและเนื้อที่ในฮาร์ดดิสก์สำหรับติดตั้ง 40GB ขึ้นไป เพื่อความลื่นไหลในการใช้งาน (สเป็คยิ่งสูงยิ่งดี แต่แรมแค่ 8GB พร้อมกับฮาร์ดดิสก์แบบ SSD ก็ลื่นหัวแตกหัวแตนแล้ว)

ดังนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือแบ่งพาร์ติชันในฮาร์ดดิสก์ไว้สำหรับติดตั้งเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 40GB ฟอร์แมตเป็นอะไรไว้ก่อนก็ได้แต่ต้องจำได้ได้ว่าเป็นพาร์ติชันไหนในฮาร์ดดิสก์ 

-ดาวน์โหลดไฟล์อิเมจสำหรับติดตั้ง 

จากนั้นก็ไปดาวน์โหลดไฟล์ iso image สำหรับติดตั้งจากเวปไซต์ของ Arch Linux ซีงมันจะให้เลือก mirror สำหรับดาวน์โหลด โดยในไทยมี mirror site อยู่สองแห่ง ที่แนะนำก็คือ

   https://mirror.kku.ac.th/archlinux/iso/

จากนั้นเลือกดาวน์โหลดไฟล์จากเวอร์ชันล่าสุดตามวันที่ที่มีให้เลือก (ในขณะเขียนบล็อกคือ 2026-08-01)

ปกติชื่อไฟล์คือ  archlinux-x86_64.iso

  หมายเหตุไว้ก่อน  ไฟล์ iso เวอร์ชัน  2026-08-01 สำหรับเครื่องของผู้เขียนมีปัญหาบูตไม่เข้า จึงต้องเลือกใช้เวอร์ชัน 2026-07-01 แทนซึ่งสามารถใช้งานได้ปกติ ใครลองเวอร์ชัน 8 แล้วมีปัญหาก็ไปโหลดเวอร์ชันเดือน 7 มาใช้ก็แล้วกันนะครับ

หลังจากดาวน์โหลดเสร็จก็ไรท์ลงแฟลชไดร์ฟ (ใน MS Windows แนะนำให้ใช้ Rufus)   

จากนั้นก็เปิดเครื่องใหม่บู๊ตเข้าระบบจากแฟลชไดร์ฟ 

      หมายเหตุ ในการติดตั้งถ้าจะติดตั้งร่วมกับไมโครซอฟต์วินโดวส์ต้องบูตใน UEFI Mode เท่านั้น แต่ถ้าใช้ Legacy Mode จะใช้มัลติบูตร่วมกับไมโครซอฟต์วินโดวส์ไม่ได้  ในตอนนี้ผมใช้ Legacy Mode เพราะไม่ได้ใช้ร่วมกับไมโครซอฟต์วินโดวส์ แต่ใช้มัลติบูตร่วมกับลีนุกซ์ตัวอื่นได้อยู่ ซึ่งต้องใช้ Legacy Mode เหมือนกัน

เมื่อเข้ามาหน้าแรกก็ไม่ต้องคิดอะไรมากกด Enter เข้าไปได้เลย
 
  จากนั้นรอสักสองสามนาที จะมีการโหลดระบบเข้าไปไว้ในเมมโมรีก่อน ถ้าคุณเจอจอมืดโดยไม่เห็นการทำงานของระบบ โดยเฉพาะตอนที่โหลดข้อมูลเข้าเมมโมรี ก็ต้องไปดาวน์โหลดเวอร์ชันที่เก่ากว่ามาใช้ตามที่ว่าไปแล้ว

  เมื่อระบบโหลดเสร็จก็จะล็อกอินเข้ามาในโหมดของ root โดยอัตโนมัติ ซึงคุณจะเห็นพร็อมต์ขึ้นเครื่องหมาย # ตามภาพ

-เชื่อมต่อเข้ากับ wifi 

ด่านแรกที่ต้องจอหลังการบูตเข้าระบบแล้วก็คือการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย (ซึ่งต้องทำเป็นอย่างแรกไม่ว่าจะติดตั้งลีนุกซ์ตัวไหนก็ตาม) ถ้าเราเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายโดยใช้สายแลน ก็จะมีการคอนฟิึคระบบให้เรียบร้อยแล้ว 

แต่ถ้าจะใช้ Wifi เราจะเชื่อมต่อเองโดยพิมพ์คำสั่ง iwctl แล้วกด Enter


 เข้าไปสู่พรอมต์ของคำสั่ง โดยมีข้อความ [iwd]#  อยู่ด้านหน้าตามภาพ 

ขั้นแรกให้ใช้คำสั่ง 

device list

 

ซึ่งจะแสดงรายชื่ออุปกรณ์ให้เราเห็นดังภาพซึ่งก็คือ wlan0 จากนั้นให้ใช้คำสั่ง 

station wlan0 scan

 

ต่อด้วยคำสั่งให้แสดงแอคเซสพอยต์ 

station wlan0 get-networks

 

ซึี่งเราจะเห็นรายชื่อแอคเซสพอยต์ที่สามารถเชื่อมต่อได้ดังภาพ จากนั้นก็เชื่อมต่อกับแอคเซสพอยต์ที่ต้องการ (ในที่นี้จะเชื่อมต่อกับแอคเซสพอยต์ชือ Nudee) โดยใช้คำสั่ง 

station wlan0 connect Nudee

 

ระบบก็จะให้เราใส่พาสเวิร์ดเพื่อเชื่อมต่อตามภาพ เมื่อใส่พาสเวิร์ดแล้วก็กด Enter

จากนั้นก็ออกจากพรอมต์ iwd เพื่อกับไปสู่พรอมต์ปกติของระบบ โดยใช้คำสั่ง 

exit

เมื่อออกมาแล้วก็ต้องลอง ทดสอบการเชื่อมต่อด้วยการใช้คำสั่ง


ping www.google.com

สถานะการเชื่อมต่อจะขึ้นมาตามภาพ ถือว่าเชื่อมต่อพร้อมเรียบร้อย ให้กด Ctrl+C เพื่อออกจาก ping

 

- เริ่มการติดตั้งแบบ manual

ต่อไปก็จะทำการติดตั้งระบบ โดยใช้ Legacy boot mode ถ้าคุณจะใช้ UEFI Mode เพื่อทำมัลติบูตร่วมกับ MS Windows สามารถทำตามขั้นตอนนี้ได้เหมือนกัน ซึ่งจะมีขึ้นตอนเพิ่มเติมเล็กน้อยที่จะว่าต่อไป

เริ่มแรกเลยตรวจสอบฮาร์ดดิสก์ก่อน


 ใช่คำสั่ง fdisk /dev/sda เพื่อตรวจสอบพาร์ติชันในฮาร์ดดิสก์ตัวที่หนึ่งที่มีติดตั้งในเครื่อง

 ในคอมมานด์ของ fdisk ให้กด p และ Enter เพื่อดูรายละเอียดของพาร์ติชันในดิสก์

จากภาพเป็นข้อมูลของ /dev/sdb ซึ่งเป็นฮาร์ดดิสก็ตัวที่สองในเครื่อง (ในกรณีมีฮาร์ดดิสก็ตัวเดียวก็มีแค่ /dev/sda)

ตรงนี้เข้ามาตรวจสอบเพื่อความแน่ใจว่าพาร์ติชันที่เราต้องการติดตั้งอยู่ตำแหน่งไหนเท่านั้น

  ในกรณีนี้ ผมต้องการใช้ /dev/sdb2 สำหรับทำการติดตั้ง Arch Linux ซึ่งมีเนื้อที่ 39 GB กว่าๆ เป็นพาร์ติขันเก่าที่มีการลงลีนุกซ์ไว้แล้ว  

  

เมื่อแน่ใจว่าจะใช้พาร์ติชัน /dev/sdb2 สำหรับติดตั้งแล้ว กด q แล้วกด  Enter เพื่อออกจากโปรแกรม

จากนั้นฟอร์แมตพาร์ติชันที่จะใช้ด้วยคำสั่ง


mkfs.ext4 /dev/sdb2

 

จากนั้นเมาท์พาร์ติชันไปที่ /mnt ด้วยคำสั่ง 

mount /dev/sdb2 /mnt

 

การติดตั้งโดยใช้การบูตใน Legacy Mode สำหรับใช้งานเดสก์ท็อปทั่วไป ตัั้งค่าแค่นี้ก็พอแล้ว 

 

ถ้าคุณต้องการใช้ swap partition ให้สร้างพาร์ติชันสำหรับทำสวอปไว้เนื้อที่ประมาณ 2-5 GB  (ตัวอย่างในเครืี่องนี้ได้แบ่งพาร์ติชันไว้ทำสวอปไว้ที่  /dev/sda2) ถ้าสร้างใหม่ให้ใช้คำสั่ง

mkswap /dev/sda2

 

จากน้นกำหนด swap partitionด้วยคำสั่ง

swapon /dev/sda2

 หมายเหตุ  swap partitons มีไว้สำหรับเสริมการทำงานของแรมเพื่อรองรับการทำงานกับไฟล์ใหญ่ๆ ซึ่งมีก็ดีไม่มีก็ได้

  หมายเหตุอีกที กรณีที่ใช้การบูตใน UEFI Mode เพื่อทำมัลติบูตร่วมกับไมโครซอฟต์วินโดวส์ เครื่องที่ติดตั้งต้องมีไมโครซอฟต์วินโดวส์ติดตั้งอยู่แล้ว และจะมีพาร์ติชันที่เป็น UEFI Boot ใช้งานกับวินโดวส์แล้ว (ตามปกติจะเป็น /dev/sda1) ซึ่งห้ามฟอร์แมตเด็ดขาด  และต้องเมาท์พาร์ติชันเพิ่มด้วยคำสั่ง 

mount /dev/sda1 /boot

 สรุปอีกที ตรงนี้มีสามอย่างคือ

 -เมาท์พาร์ติขันที่จะติดตั้งไว้ที่ /mnt

- เปิดใช้งานสวอป (ถ้าต้องการ)

-เมาท์ UEFI พาร์ติชันไปที่ /boot  ในกรณีที่ต้องการใช้ UEFI Boot Mode

 


- ติดตั้ง base sytem และคอนฟิคระบบ  

   ต่อไปก็ติดตั้งระบบพื้นฐานโดยใช้คำสั่ง
 
pacstrap -K /mnt base linux linux-firmware
 
 

ระบบจะตรวจเช็คแพคเกจแล้วสอบถามเพื่อคอนเฟิร์มอีกครั้งให้ กด Y และ Enter (ใช้เวลาติดตั้งไม่นาน)
 

 
จากนั้นให้คอนฟิคระบบโดยใช้คำสั่ง
 
genfstab -U /mnt >> /mnt/etc/fstab
 
 
เสร็จแล้วเปลี่ยนโหมดเข้าไปในระบบใหม่โดยใช้คำสั่ง
 
arch-chroot -S /mnt
 
นั่นหมายความว่าเราเข้าไปใช้ระบบใหม่ในสถานะผู้ดูแลระบบแล้ว 
 
 


ต่อไปก็ตั้งเวลาของระบบโดยใช้คำสั่ง
 
 ln -sf /usr/share/zoneinfo/Area/Location /etc/localtime
 
ต่อด้วยคำสั่ง 
 hwclock --systohc
 
 


ต่ดไปเราจำเป็นต้องแก้ไขไฟล์ระบบบางตัว ต้องติดตั้ง  nano ซึ่งเป็นเท็กซ์เอดิเตอร์ ก่อน โดยใช้คำสั่ง
 
pacman -S nano
 
เมื่อระบบแจ้งคอนเฟิร์มให้กด Y และ Enter
เมื่อติดตั้งโปรแกรมเสร็จก็จะกลับมาที่พรอมต์อีกครั้ง
 

 
ต่อไปเป็นการเซ็ต Locale ของระบบ
 ให้เข้าไปแก้ไขไฟล์ /etc/locale.gen ด้วยคำสั่ง
 
nano /etc/locale.gen
 
เมื่อเปิดเข้าไปใน nano ให้เลื่อนลงมาจนถึงบรรทัด  #th_TH.UTF-8 แล้วลบเครื่องหมาย # ข้างหน้าออก
จากนั้นกด Ctrl+X เพื่อปิดโปรแกรม กด Y เพื่อบันทึกแล้วกด Enter

 

จากนั้นใช้คำสั่ง 
 
locale-gen 

  
เซ็ต Language โดยแก้ไขไฟล์ /etc/locale.conf ด้วยคำสั่ง
 
nano /etc/locale.conf
 
แก้ไขไฟล์โดยเพิ่มบรรทัดนี้เข้าไป
 
LANG=th_TH.UTF-8

จากนั้นก็ปิดโปรแกรม โดยกด Ctrl+X เพื่อปิดโปรแกรม กด Y เพื่อบันทึกแล้วกด Enter
 

 แล้วตั้งค่า hostname โดยแก้ไขไฟล์ /etc/hostname โดยใช้คำสั้ง
 
nano /etc/hostname
 
ตั้งชื่อตามที่ต้องการแล้วออกจาก nano โดยกด Ctrl+X เพื่อปิดโปรแกรม กด Y เพื่อบันทึกแล้วกด Enter
 


 
ต่อไปเซ็ต  Initramfs โดยใช้คำสั่ง
 
 mkinitcpio -P
 
 

 
จากนั้นเซ็ต Root Password  โดยใช้คำสั่ง
 
passwd 
 
ป้อนรหัสผ่านสองครั้งก็เสร็จ
 
 
เสร็จแล้วติดตั้ง grub เพื่อตั้งค่า  Boot Loader โดยใช้คำสั่ง

pacman -S grub

 

หลังจากติดตั้งเสร็จต้องใช้คำสั่งต่อไปนี้ 

grub-install /dev/sdb

เพื่อตั้งค่า grub เบื้องต้น

grub-mkconfig -o /boot/grub/grub.cfg

เพื่อสร้าง Boot Loader ของระบบ 

grub-install /dev/sdb 

ติดตั้งบูตโหลดเดอร์อีกครั้งเพื่อใช้ค่าใหม่  (ในที่นี้ติดตั้งไว้ที่ฮาร์ดดิสก์ตัวที่สอง ถ้ามีฮาร์ดดิสก์ตัวเดียวหรือติดตั้งในโหมด UEFI ให้ติดตั้งไว้ที่ /dev/sda)

------------------------  

 คำแนะนำในการติดตั้งในเวปทางการของ Arch Linux ได้จบการติดตั้งไว้ที่ตรงนี้ ซึ่งจะสามารถปิดเครื่องและบูตเข้าใช้งานในระบบได้ แต่จะเป็นการใช้งานในโหมด CLI (Command Line Interface) เท่านั้น 

   ดังนั้นเราจะยังไม่ออกจากระบบ จะทำการติดตั้งซอฟต์แวร์เพื่อใช้งานเดสก์ท็อปให้เรียบร้อยเสียก่อน

-------------------------

 


ขั้นตอนแรกให้ติดตั้ง networkmanager เพื่อสะดวกในการเชื่อม Wifi โดยใช้คำสั่ง

pacman -S  networkmanager

 


จากนั้นทำการติดตั้ง ระบบเดสก์ท็อป ด้วยคำสั่ง

pacman -S xorg lightdm lightdm-gtk-greeter gnome pipewire

จากคำสั่งสิ่งที่เราจะติดตั้งก็คือ xorg (ระบบ Xwindows) ระบบจัดการล็อกอิน (lightdm, lightdm-gtk-greeter) ระบบเดสก์ท็อปของ Gnome (gnome) ระบบจัดการเสียง (pipewire) 

  โดยสาระสำคัญคือ เราจะติดตั้ง Gnome เป็นพื้นฐานของเดสก์ท็อป เนื่องจาก Gnome  จะมีการจัดการระบบเซอร์วิสต่างๆ ให้แล้วโดยที่เราไม่ต้องไปยุ่งยากในการคอนฟืคภายหลัง (ใช้ KDE ก็ได้เช่นกัน โดยติดตั้ง plasma-desktop) และส่วนที่สำคัญในการใช้งานเบื้องต้นคือระบบล็อกอิน ระบบ Xwindows และระบบจัดการเสียง  

เมื่อรันคำสั่งแล้วระบบจะมีการถามตัวเลือกในการติดตั้งหลายครั้งให้กด Enter เพื่อใช้ตัวเลือกที่ระบบเลือกให้แล้วผ่านไปได้เลย จนกระทั่งระบบจะรวบรวมข้อมูลของแพคเกจทั้งหมดที่จะติดตั้งแล้วให้เราคอนเฟิร์มอีกครั้ง (ระบบการติดตั้งแพคเกจทั่วไปนั่นแหละ) ก็กด Enter ได้เลย

หลังจากนั้นให้เปิดเซอร์วิสของระบบเพื่อรองรับการรีบูตเข้ากราฟิคโหมด 

เปิดเซอร์วิส lihgtdm , nerworkmanager, pipewire โดยใช้คำสั่ง

systemctl enable lightdm

systemctl enable  NetworkManager.service

systemctl enable  pipewire.service

 

 เป็นอันเสร็จแล้วออกจากระบบ ด้วยคำสั่ง 

exit 

umount -U /mnt

reboot


 

หลังจากรีบูตจะเข้าสู่หน้าจอ lightdm 

ล็อกอินในชื่อ root เข้าไปใน gnome โดยป้อนชื่อและพาสเวิร์ด แล้วคลิก Login หรือกด Enter

 


การตั้งค่าเพิ่มเติม

   เมื่อล็อกอินเข้ามาแล้ว ตอนแรกจะยังไม่ได้เชื่อมต่อเข้ากับ Wifi ให้คลิกที่แถบมุมซ้ายด้านบนเพื่อเข้าไปสู่พาเนลของระบบ แล้วคลิกที่ไอคอนรูปฟันเฟืองเพื่อเข้าไปตั้งค่า
ถ้า Wifi อยู่ในสถานะปิดอยู่ก็เปิดขึ้นมาแล้ว เลือกเข้าไปเชื่อมต่อกับแอคเซสพอยต์ที่ต้องการ
 
 
 จากนั้นคลิกไปที่ ระบบ  สิ่งที่ต้องทำก่อนเลยคือเพิ่ม User เข้าไปในระบบเพื่อหลีกเลี่ยงในการใช้งานระบบด้วยสถานะของ root โดยคลิกไปที่ ผู้ใช้

จากนั้นก็ทำการเพิ่มผู้ใช้ใหม่เข้าไปให้เรียบร้อย

จากนั้นเช็คค่าใน ภูมิภาคและภาษา

แล้วเช็คค่าใน วันที่และเวลา 

ถ้าต้องการต้องค่าคีย์บอร์ดให้เข้าไปตั้งค่าใน แป้นพิมพ์ 

เสร็จแล้วก็  Log Out ออกจากระบบและ Log In เข้ามาใช้งานในระบบด้วยชื่อผู้ใช้ใหม่ที่เราเพิ่มเข้าไปแล้ว ก็เป็นอันเสร็จการตั้งค่าเบื้องต้น เราก็สามารถติดตั้งโปรแกรมใช้งานอื่นๆ ที่ต้องการได้ตามความพอใจ

เป็นอันเสร็จนะครับ  เนื่องจากในบทความตอนนี้ มีภาพประกอบมาก ถ้าต้องการทำการติดตั้ง Arch Linux ตามแนวทางนี้สามารถเข้าไปใน

การติดตั้ง Arch Linux แบบย่อ

ซึ่งจะมีเป็นรูปแบบข้อความลำดับขั้นตอนการติดตั้งโดยไม่มีรูปภาพเพื่อเป็นไกด์ในการติดตั้ง (เปิดบล็อกผ่านมือถือหรือเซฟออกเป็น PDF เพื่อเปิดดูในมือถือขณะทำการติดตั้ง)