การติดตั้ง Void Linux
Void LInux มีต้นกำเนิดจากสเปน ออกเวอร์ชันแรกเมื่อ 2008-09-26 เป็น Independent Distro ที่ได้รับความนิยมตัวหนึ่ง เป็นลีนุกซ์แบบ Stable-Rolling Release (ในเวปทางการบอกอย่างนั้น) ซึ่งมีการพัฒนาเป็นดิสโทรย่อยหลายตัว เช่น AgarimOS, LazyLinux, Neko Void, D77Void Gnu/Linux เป็นต้น โดยใช้คำสั่ง xbps เป็นระบบจัดการแพคเกจของตนเอง
จุดเด่นของ Void Linux ก็คือ เป็นลีนุกซ์ที่พัฒนาขึ้นโดยใช้เคอเนลแบบ Monolithic (หมายความว่า บริการหลักทั้งหมดของระบบปฏิบัติการ ระบบไฟล์ และไดรเวอร์อุปกรณ์จะทำงานร่วมกันในพื้นที่หน่วยความจำที่ได้รับการปกป้องในพื้นที่เดียวกัน โดยมีสิทธิ์ในการเข้าถึงฮาร์ดแวร์อย่างเต็มรูปแบบ) โดยใช้ init แบบดั้งเดิมคือ rinit (แตกต่างจาก Debian, Ubuntu, Fedora และ Arch Linux ที่ใช้ระบบ Systemd)
ความน่าใช้ของ Void คือการเป็นลีนุกซ์ที่ต้องปรับแต่งประกอบระบบเอง (เหมือน Arch Linux) ซึ่งจะทำให้ระบบมีความเบา เพราะไม่ต้องแบกเซอร์วิสระบบที่ลีนุกซ์บางดิสโทรอาจจะอัดมาให้เต็มที่โดยที่ไม่มีการใช้งานจริง ทำให้เปลืองหน่วยความจำในระบบจากเซอร์วิสที่เปิดไว้โดยไม่จำเป็น (ที่จริงก็สามารถเข้าปรับแต่งได้ทุกตัวนั่นแหละแต่มันจะกลับด้านกันคือ ในดิสโทรที่มีการปรับแต่งระบบมาแล้วเราต้องเข้าปิดเซอร์วิสที่ไม่ได้ใช้เอง แต่แบบของ Void หรือ Arch Linux เราติดตั้งเฉพาะเซอร์วิสที่ต้องการเท่านั้น)
ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ Void Linux มีการพัฒนาขึ้นมาให้สามารถใช้งานกับคอมพิวเตอร์หลากหลายรูปแบบ คือมีทั้งเวอร์ชัน 64 บิต และ 32 บิต และใช้ได้ทั้งซีพียู X86 และ Arm
สเป็คเครื่่องขั้นต่ำสำหรับการติดตั้ง Void Linux เริ่มต้นที่แรม 520 MB (สำหรับใช้งานใน CLI) ดังนั้นสเป็คเครื่องที่ใช้กันอยู่ทั่วๆ ไปถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานเดสก์ท็อป รวมไปถึงเครื่องรุ่นเก่า ๆ ที่ยังเป็น 32bit ด้วย
ในที่นี้จะติดตั้งในเครื่องที่มีสเป็คเป็น CPU Intel Core I7 Gen2 แรม 8 GB ฮาร์ดดิสก์แบบ HDD
ก่อนอื่นไปดาวน์โหลด ISO สำหรับติดตั้งที่ https://voidlinux.org/download/
จะเห็นได้ว่า มีไฟล์ให้เลือกแยกออกเป็นหมวดต่างๆ คือ X86_64 (Intel/AMD 64bit), I686 (Intel/AMD 32bit), Arm (Arm CPU 32/64bit), Arm Platforms (CPU ที่ใช้สถาปัตยกรรม Arm 32/64 bit) และ Containers
นอกจากนี้ยังมีการแยกออกเป็น glibc (ซอฟต์แวร์ไลบราลีหลักที่นิยมใช้ในลีนุกซ์ทั่วไป มีฟีเจอร์ครบ) และ musl (ซอฟต์แวร์ไลบราลีที่พัฒนาขึ้นใหม่ โดยเน้นความเบา เรียบง่ายและเป็นไปตามมาตรฐาน)
ผมจะติดตั้งเพื่อใช้งานเดสก์ท็อปในเครื่อง X86_64 สามารถเลือกได้ได้สองแบบคือ Base (ติดตั้งใน CLI หรือเท็กซ์โหมด) หรือ xfce (ติดตั้งในเดสก์ท็อป xfce ซึ่งเมื่อติดต้งเสร็จจะได้ xfce มาด้วย) ซึ่งทั้งสองแบบก็ติดตั้งเหมือนกันคือผ่านสคริปต์ void-installer
ความขอบส่วนตัวผมไม่ต้องการใช้ xfce ดังนั้นจึงเลือกดาวน์โหลด live image glibc ของ Base ขนาดไฟล์ 1.0 GB (ถ้าใครชอบ xfce ก็เลือก live image glibc ของ xfce ได้เลย ขนาดไฟล์ 1.3 GB) หรือใครอยากลอง musl ก็เลือกดาวน์โหลดได้ตามสะดวก ใช้วิธีการติดตั้งเหมือนกัน
หลังจากดาวน์โหลดเสร็จก็สร้าง USB Boot จากนั้นก็บูตจาก USB ได้เลยครับ (เครื่องนี้มีการแบ่งพาร์ติชันสำหรับติดตั้งไว้เรียบร้อยแล้ว)
ขึ้นหน้า Grub Boot Loader ก็ไม่ต้องคิดไรมากมายกด Enter ไปเลย
เมื่อบูตเสร็จจะมีล็อกอินพร็อมต์ ให้ป้อนยูสเซอร์เป็น root และรหัสผ่าน voidlinux(ตอนป้อนรหัสจะไม่เห็นตัวอักษรนะครับ ป้อนให้ถูกแล้วกด Enter เลย)
หมายเหตุ ถ้าคุณใช้ xfce live image จะเข้าหน้าจอล็อกอินแบบกราฟฟิค ให้ใช้ชื่อ root และรหัสผ่าน voidlinux เช่นเดียวกัน ล็อกอินเข้าไปใน xfce
จากนั้นก็พิมพ์คำสั่ง void-installer แล้วกด Enter
ถ้าใช้ xfce ให้เปิดเทอร์มินัล แล้วพิมพ์คำสั่ง void-installer
จะมีไดอาล็อก welcome ขึ้นมาดังภาพ กด Enter ไปได้เลยจากนั้นจะเป็น Main Menu สำหรับติดตั้งระบบ ตัวเลือกแรกคือ Keyboard กด Enter เพื่อตั้งค่าคีย์บอร์ด
เลื่อนไปเลือกที่ us แล้วกด Enterจากนั้น ในส่วนของ Network ถ้าเชื่อมต่อด้วยสายแลนจะมีการตั้งค่าให้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ตอนบูต ถ้าใช้ wifi ให้เข้าไปตั้งค่าการเชื่อมต่อที่ Network
อุปกรณ์เชื่อมต่อให้เลือก wlp3s0 แล้วกด Enterต่อไปตั้งค่าแอคเซสพอยต์SSID ให้ใส่ชื่อแอคเซสพอยต์ เช่นในภาพใช้แอคเซสพอยต์ชื่อ Nudee
Encryption รูปแบบการเข้ารหัสให้ใช้เป็น wpa
Password ใส่รหัสผ่านของ wifi
แล้วเลื่อนมาที่ OK แล้วกด Enter
ระบบจะทำการตั้งค่าเครือข่าย
เมื่อตั้งค่าเสร็จจะแจ้งให้ทราบตามภาพ กด Enter เพื่อกลับไปเมนูหลักจากนั้นเลื่อนไปที่ Source เพื่อเลือกแหล่งแพคเกจ
ตรงนี้ให้เลือกเป็น Local เพื่อติดตั้งจาก iso image ซึ่งสำคัญมากคือ ถ้าใช้ xfce image ระบบจะติดตั้ง xfce มาให้เลย แต่ถ้าใช้ Base image ก็จะติดตั้งเฉพาะ Base System เท่านั้น ข้อดีของการเลือกเป็น Local คือจะนำคอนฟิคระบบเครือข่ายไปใช้ได้เลย ทำให้ไม่ต้องไปเชื่อมต่อไวไฟใหม่เมื่อรีบูตเริ่มระบบครั้งแรกแต่ถ้าเลือก Nerwork จะติดตั้งแค่ Base System และต้องไปเชื่อมไวไฟใหม่เมื่อรีบูตเข้าระบบใหม่
ดังนั้นต้องเลือกเป็น Local แล้วกด Enter เพื่อกลับไปเมนูหลัก
ต่อไปเลือก Mirror แล้วกด Enter
เมื่อเข้าไดอาล็อกของ Mirror กด Enterแล้วกด Enter
ระบบจะแจ้งข้อมูลเพื่อคอนเฟิร์มอีกครั้งให้กด Enterจากนั้นระบบจะตั้งค่า Mirror จนเสร็จให้กด Enter เพื่อกลับไปสู่เมนูหลัก
ต่อไปเลือก Hostname แล้วกด Enter เพื่อตั้งชื่อเครื่อง
จากนั้นเลือก Locale เพื่อเซ็ต Locale ของระบบ
เลือก th_TH.UTF-8 เพื่อตั้งระบบเป็นภาษาไทย แล้วกด Enter
ตรงนี้สำหรับคนที่ใช้ xfce image เมื่อติดตั้งเสร็จแล้วบูตเข้าไปใน xfce ถ้าตั้งค่าเป็นไทยแล้ว แต่เนื่องจากระบบยังไม่ได้ติดตั้งฟอนต์ไทย ดังนั้นจะแสดงผลเป็นตัวอักษรยึกยือ ต้องไปติดตั้งฟอนต์ไทยเพิ่มหลังจากรีบูตเข้าไปในระบบแล้ว ถ้ากลัวงงก็เลือก Locale เป็น us_US-UTF-8 ไปก่อน แล้วไปเซ็ตเป็นไทยหลังจากที่ติดตั้งฟอนต์ไทยแล้วก็ได้
เมื่อออกไปสู่เมนูหลักให้เลื่อนไปที่ Timezone แล้วกด Enter เพื่อตั้งเวลาของระบบ
เลือก Asia แล้วกด Enter
เลือก Bangkok แล้วกด Enter
เมื่อกลับมาเมนูหลักให้เลือก RootPassword แล้วกด Enter เพื่อตั้งรหัสผ่านของ root
ป้อนรหัสผ่านที่ต้องการ แล้วกด Enter
จากนั้นระบบจะให้ป้อนรหัสผ่านอีกรอบหนึ่ง ให้ป้อนรหัสผ่านแล้วกด Enter
เมื่อออกมาที่เมนูหลักให้เลือก UserAccount แล้วกด Enter เพื่อตั้งค่า User
ตั้งชื่อยูสเซอร์ที่ต้องการแล้วกด Enter
ป้อนชื่อยูสเซอร์อีกครั้งแล้วกด Enter
จากนั้นป้อนรหัสผ่านของยูสเซอร์ที่ต้องการแล้วกด Enter
ระบบจะให้ป้อนรหัสผ่านอีกครั้ง ป้อนรหัสผ่านให้ตรงกันแล้วกด Enter
จากนั้นจะเป็นการตั้งค่า Group ของยูสเซอร์ ถ้าไม่รู้ว่าจะเลือกออะไรบ้างก็แนะนำว่าให้เลือกทั้งหมดไปเลย จากนั้นก็เลื่อนมาที่ OK แล้วกด Enter
เมื่อกลับมาสู่เมนูหลัก ให้เลื่อนไปเลือก BootLoader เพื่อตั้งค่าการบูต
ถ้าในเครื่องมีฮาร์ดดิสตัวเดียวให้เลือกไปที่ /dev/sda
ถ้ามีหลายตัวก็เลือกฮาร์ดดิสก์ที่จะติดตั้ง Grub ตามต้องการ เช่นในภาพตั้งค่าไว้ที่่ /dev/sdb
จากนั้นกด Enter
จากนั้นจะถามว่าใช้ระบบกราฟิคกับบูตโหลดเดอร์หรือไม่ กด Enter ไปเลย
เมื่อกลับมาสู่เมนูหลัก จะมีตัวเลือก Partition ซึ่งใช้ในการจัดการพาร์ติชันของฮาร์ดดิสก์ มีโปรแกรมให้เลือกใช้งาน 2 โปรแกรมคือ cfdisk และ fdisk
โดยที่ผมได้จัดการแบ่งพาร์ติชันไว้ก่อนแล้วดังนั้นจึงข้ามขั้นตอนนี้ไปเลย
โดยไปที่ Filesystems แล้วกด Enter เพื่อกำหนดระบบไฟล์
ทีนี้จะเป็นการเลือกพาร์ติชันที่จะใช้ติดตั้งลีนุกซ์ ให้เลือกพาร์ติชันที่ต้องการ ซึ่งได้มีการแบ่งไว้แล้ว ตามภาพผมต้องการใช้พาร์ติชัน /dev/sdb5 แล้วเลือก Change แล้วกด Enter ระบบจะให้เลือกรูปแบบของพาร์ติชัน ในที่นี้ผมเลือกเป็น ext4 เพราะสะดวกกับการใช้งานร่วมกับลีนุกซ์ที่มีอยู่ในเครื่องแล้ว นอกจากนี้ตัวเลือกอื่นที่นิยมใช้กันก็คือ btrfs ซึ่งจะเหมาะกับระบบที่ต้องการทำ snapshot ในกรณีที่ต้องการสำรองข้อมูลของระบบเมื่อเลือกได้แล้วก็กด Enter
ต่อมาตั้งค่า mount point ให้เป็น / เพื่อกำหนดให้เป็นรูทพาร์ติชันของระบบ แล้วกด Enter
ระบบจะให้เราคอนเฟิร์มว่าต้องการสร้างระบบไฟล์ใหม่หรือไม่ (หรือพูดง่ายๆ คือให้ฟอร์แมทใหม่) ให้กด Enter เพื่อฟอร์แมทใหม่
ในกรณีที่ต้องการใช้ swap ให้เลือกพาร์ติชันที่ต้องการ เช่นในตัวอย่างใช้ /dev/sda2
แล้วกด Enter
เลือกรูปแบบพาร์ติชันเป็น swap แล้วกด Enter
ระบบจะถามอีกครั้งเพื่อให้เลือกฟอร์แมทพาร์ติชัน กด Enter
เมื่อกลับมาที่หน้าเลือกพาร์ติชันจะเห็นได้ว่ามีพาร์ติชันที่ตั้งค่าไว้แล้วสองพาร์ติชันคือ /dev/sdb5 และ /dev/sda2 ส่วนพาร์ติชันอื่นก็ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน เราสามารถใช้ติดตั้งระบบได้เลย
การตั้งค่าพาร์ติชันแบบนี้ใช้กับการบูตในแบบ Legacy Mode เท่านั้น (ซึ่งระบบต้องบูตด้วย Legacy Mode ตั้งแต่แรก) ถ้าคุณค้องการใช้ Multi Boot ร่วมกับไมโครซอฟต์วินโดวส์ ซึ่งใช้การบูตแบบ UEFI Mode ต้องบูตใน UEFI Mode และต้องกำหนดจุดเมาท์ของพาร์ติชันที่เป็น UEFI ไว้ที่ /boot/efi (โดยปกติจะเป็น /dev/sda1) ซึ่งทำเหมือนกับกำหนดจุดเมาท์ของ / หรือ swap ตามที่กล่าวมา แต่ห้ามฟอร์แมท (หรือ Create new filesystem) โดยเด็ดขาด
เมื่อกำหนดเสร็จแล้ว เลือกไปที่ Done แล้วกด Enter
จากนั้นก็จะทำการติดตั้งระบบลงในพาร์ติชันที่เราตั้งค่าไว้แล้ว ถ้าเป็นแค่ Base System ก็ใช้เวลาไม่นาน ถ้าเป็น xfce ก็นานกว่ากันนิดหน่อยเพราะติดตั้งจาก USB Drive อยู่แล้ว
หลังจากติดตั้งเสร็จระบบจะให้เราตั้งค่าเซอร์วิสที่จะเรียกใช้งาน ถ้าไม่รู้จะเลือกอะไรดีก็ตามสูตร เลือกมันให้หมดนั่นแหละ แล้วเลือก OK แล้วกด Enter
จากนั้นก็แจ้งให้ทราบว่าติดตั้งระบบเรียบร้อยแล้ว ให้เราเลือกว่าจะรีบูตเลยหรือจะกลับไปที่พร็อมต์อีกครั้ง ก็ให้เลือก Yes แล้วกด Enter เพื่อรีบูต
เมื่อบูตเข้ามาในระบบ Base System จะยังเป็นโหมด CLI อยู่นะครับ เราจะติดตั้งระบบเดสก์ท็อป ให้ล็อกอินด้วย root และใส่รหัสผ่านตามที่เราตั้งไว้ก่อนแล้ว
จากนั้นลองทดสอบระบบเครือข่ายว่าเชื่อมต่อแล้วหรือยังด้วยคำสั่ง ping จะเห็นการทำงานของ ping ตามภาพ (กด Ctrl+C เพื่อออกจากคำสั่ง) ก็เป็นอันว่าเชื่อมต่อกับเครือข่ายเรียบร้อยแล้ว
อย่างแรกที่ต้องทำคืออัพเดตระบบ โดยใช้คำสั่ง xbps-install -Suตามภาพเราจะเห็นว่าระบบแจ้งกลับมาว่าให้อัพเดต xbps เสียก่อน พร้อมแนะนำคำสั่งมาให้แล้ว
ให้ใช้คำสั่งตามที่ระบบแนะนำคือ xbps-install -u xbps ตามภาพ เพื่อทำการอัพเดต xbps
เมื่อให้คอนเฟิร์มก็กด Enter ไปได้เลย
เสร็จแล้วก็กลับมาใช้คำสั่ง xbps-install -Su เพื่ออัพเดตระบบอีกครั้ง
เมื่อระบบรวบรวมข้อมูลในการอัพเดตเสร็จจะแจ้งให้เราคอนเฟิร์มอีกครั้งก็กด Enterแล้วก็จะทำการอัพเดตระบบ
เมื่ออัพเดตระบบเสร็จ เราจะทำการติดตั้งระบบเดสก์ท็อป ซึ่งแนะนำว่าให้เลือกเดสก์ท็อปหลักตัวใดตัวหนึ่งระหว่าง Gnome หรือ KDE Plasma เป็นตัวยืนไว้ก่อน เพื่อให้มีการตั้งค่าเซอร์วิสเบื้องต้นที่จำเป็นในการใช้งานให้เรียบร้อย จะทำให้ใช้งานได้สะดวกขึ้นมาก(ถ้าคุณเลือกเดสก์ท็อปตัวอื่นอาจจะต้องมีการตั้งค่าเซอร์วิสเอง ซึ่งไม่น่าจะสนุกนัก) หลังจากนั้นจะชอบใช้เดสก์ท็อปตัวไหนก็ไปติดตั้งเพิ่มทีหลัง ในที่นี้เราจะติดตั้งโดยใช้ Gnome เป็นตัวยืน โดยใช้คำสั่ง
xbps-install xorg gnome pipewire Fonts-TLWG Fonts-TLWG-otf
โดย xorg คือระบบจัดการกราฟิคหลัก (รวมถึง wayland ด้วย)
gnome คือระบบเดสก์ท็อปของ Gnome ถ้าจะใช้ KDE Plasma ให้เปลี่ยนเป็น plasma-desktop แทน
pipewire คือระบบจัดการการ์ดเสียง
Fonts-TLWG และ Fonts-TLWG-otf คือแพคเกจฟอนต์ภาษาไทย ซึ่งผู้ที่ติดตั้งเดสก์ท็อป xfce ต้องไปติดตั้งเพิ่มเติม
(ระบบเชลล์ของลีนุกซ์ แยกตัวอักษรเล็กใหญ่นะครับต้องระบุให้ถูกต้องทุกตัวอักษร)
หลังจากติดตั้งเสร็จ ต้องมาเปิดเซอร์วิสที่จำเป็นก่อนคุณสามารถดูเซอร์วิสที่สามารถเปิดให้ทำงานได้โดยตรวจดูใน /etc/sv/ โดยใช้คำสั่ง
ls /etc/sv/
ก็จะเห็นรายชื่อเซอร์วิสที่สามารถใช้งานได้ ตอนนี้เราจะเปิดเซอร์วิสที่จำเป็นคือ NerworkManager, dbus, elogin และ gdm โดยใช้คำสั่งดังนี้
ln -s /etc/NetworkManager /var/service
ln -s /etc/dbus /var/service
ln -s /etc/elogin /var/service
ln -s /etc/gdm /var/service
สิ่งสำคัญคือ ต้องเปิด gdm เป็นลำดับสุดท้าย เพราะเมื่อเปิด gdm แล้วระบบจะวิ่งเข้าไปสู่กราฟิคโหมดทันที ตามภาพ
ถ้าคุณเลือกติดตั้ง KDE Plasma เป็นตัวยืนจะไม่ใช้ gdm เป็นตัวจัดการล็อกอิน อาจจะใช้เป็น sddm หรือ plasmalogin ซึ่งสามารถตรวจดูได้ใน /etc/sv/ ตามที่กล่าวมาแล้ว
ก็เป็นอันว่าต่อจากนี้เราสามารถใช้งานเดสก์ทอปใน Void Linux ได้แล้ว ไปติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมและใช้งานตามความต้องการได้ตามสะดวกครับ





































































