การติดตั้ง Linux Mint 22.3 : Mate Edition ไทย
Linux Mint เป็น Debian Base ที่ได้รับความนิยมมาก เป็น Stable Distro ที่ใช้ Repository ของ Ubuntu 24.04.4 Noble เป็นเบสหลัก ดังนั้น ซอฟต์แวร์ที่ใช้ส่วนมากจึงยังเป็นเวอร์ชันเก่าอยู่พอสมควร ข้อดีคือใช้กับเครื่องสเป็คต่ำได้ลื่นและมีความเสถียรมาก แต่อาจจะไม่ถูกใจสำหรับผู้ใช้ที่นิยมอัพเดตซอฟต์แวร์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ พัฒนาขึ้นมาโดยเน้นการใช้งานด้านเดสก์ท็อปเพื่อฮาร์ดแวร์ที่ใช้สถาปัตยกรรม i686,x86_64 โดยเฉพาะ ซึ่งก็คือเครื่องพีซีและแลปท็อปทั่วไปนั้นเอง
Linux Mint ปัจจุบันคือเวอร์ชัน 22.3 Zena ใช้ เคอเนล 6.14 ซึ่งมีให้เดสก์ท็อปหลักให้เลือกดาวน์โหลด 3 เวอร์ชันคือ Cinamon, Mate และ xfce ในที่นี้เราจะมาทำการติดตั้ง Mate Edition กัน โดยเข้าไปดาวน์โหลดไฟล์ ISO Image ได้ที่ https://linuxmint.com/edition.php?id=328
เลื่อนลงมาข้างล่างหา Mirror Server จากประเทศไทย (จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น) เพื่อการดาวน์โหลดได้รวดเร็วที่สุด แล้วคลิกที่ Khon Kaen University ซึ่งมีขนาดไฟล์ดาวน์โหลดประมาณ 2.5 GB
หลังจากดาวน์โหลดเสร็จให้สร้างเป็น USB Boot Disk (ในวินโดวส์แนะนำให้ใช้ Rufus)
ฮาร์ดแวร์ขั้นต่ำที่สามารถติดตั้ง Mint Linux ขั้นต่ำคือ
-CPU 64 bit Dual Core Processor
-Ram 2 GB
- เนื้อที่ในฮาร์ดดิสก์ 20 GB
- GPU ความละเอียดหน้าจอ1024x678
ฮาร์ดแวร์ที่แนะนำให้ใช้เพื่อประสิทธิภาพเต็มที่
-CPU Multicore 2.0 GHz ขึ้นไป (Intel Core, AMD Ryzena)
-Ram 4 GB ขึ้นไป
-ฮาร์ดดิสก์ SSD เนื้อที่ 100 GB
-GPU ความละเอียดหน้าจอระดับ HD ขึ้นไป
ต้องจัดเตรียมพาร์ติชันไว้สำหรับติดตั้ง 1 พาร์ติชันและ พาร์ติชันสำหรับทำ swap อีก 1 พาร์ติชัน (ขนาดเท่ากับแรม แต่ก็ไม่ควรเกิน 8 GB เพราะมากกว่านี้ไม่มีประโยชน์แล้ว)
เริ่มติดตั้ง Linux Mint 22.3
การติดตั้งในตอนนี้จะใช้รูปแบบการบูตแบบ Legacy นะครับ ถ้าจะใช้ Dual Boot ร่วมกับ MS Windows ให้ใช้การบูตแบบ UEFI เมื่อบูตเข้ามาสู่ Grub Menu ให้เลือกเป็น Start Linux Mint
เมื่อบูตเสร็จแล้วจะเข้าสู่ระบบ Live Sytem ซึ่งเป็น Mate Desktop ที่ได้รับการปรับแต่งให้เป็นรูปแบบของ Mint Linux
ก่อนอื่นดูที่การเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต ถ้าใช้เชื่อมต่อด้วยสายแลนระบบจะตั้งค่าให้โดยอัตโนมัติแล้ว แต่ถ้าใช้การเขื่อมต่อกับ Wifi ให้เข้าไปตั้งค่าการเชื่อมต่อด้วยการคลิกที่ไอคอน Wifi ที่ทาสก์บาร์ด้านขวามือ เลือกแอคเซสพอยต์แล้วป้อนรหัสผ่านและเชื่อมต่อกับแอคเซสพอยต์ให้เรียบร้อย
เมื่อเข้าสู่หน้าแรกจะเห็นว่าภาษาที่ใช้ในการติดตั้งเป็นภาษาอังกฤษ โดยพื้นฐาน ซึ่งเราสามารถใช้การติดตั้งในโหมดภาษาอังกฤษก็ได้ แต่ระบบภาษาไทยอาจจะติดตั้งได้ไม่สมบูรณ์
ดังนั้นให้เลือกเป็นภาษาไทย จากนั้นคลิก ดำเนินการต่อ
ต่อมาตั้งค่าคีย์บอร์ด ถ้าเลือกใช้ภาษาอังกฤษในการติดตั้งต้องเลือกคีย์บอร์ดภาษาไทยเพื่มเติม แต่ถ้าเลือกติดตั้งในโหมดภาษาไทยจะเลือกคีย์บอร์ดไทยให้โดยอัตโนมัติ ระบบจะตั้งค่าให้ใช้คีย์ Alt+Shift เป็นคีย์ลัดสำหรับสลับคีย์บอร์ดเลย์เอาต์ภาษาอังกฤษและภาษาไทย
จากนั้นคลิก ดำเนินการต่อไป
ต่อไปจะให้เลือกติดตั้งซอฟต์แวร์เพิ่มเติมคือ ตัวแปลงสัญญาณมัลติมีเดีย สำหรับใช้กับไฟล์ Audio และ Video ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์จากผู้พัฒนาอื่นที่สามารถติดตั้งเพิ่มได้ ให้คลิกเลือกแล้ว คลิกดำเนินการต่อ (ใช้เวลาดาวน์โหลดซอฟต์แวร์สักครู่หนึ่ง)
จากนั้นเลือกรูปแบบการติดตั้ง ให้เลือก อื่นๆ แล้วคลิก ดำเนินการต่อ
ต่อไปเป็นการตั้งค่าพาร์ติชัน เลือกพาร์ติชันที่เตรียมไว้สำหรับการติดตั้ง แล้วคลิก เปลี่ยน
จากนั้นตั้งค่าใช้เป็น ระบบแฟ้ม ่journaling ext4
เลือก ฟอร์แมตพาร์ติช้น
ตำแหน่งเมาท์ เป็น /
แล้วคลิก OK
จะมีคำเตือนขึ้นมาเพื่อให้คุณแน่ใจว่าต้องการใช้พาร์ติชันนี้จริงๆ ให้คลิก ดำเนินการต่อ
จากนั้นเลือกพาร์ติชันที่ต้องการทำเป็น swap แล้วคลิก เปลี่ยน
ตั้งค่าใช้เป็น พื้นที่สลับ จากนั้นคลิก OK
*ในกรณีที่จะทำมัลติบูตในโหมด UEFI ต้องตั้งค่าพาร์ติชันสำหรับทำ UEFI (ธรรมดาจะเป็น /dev/sda1) ให้ตั้งค่าเป็น EFI โดยไม่ต้องฟอร์แมต แต่ในที่นี้เราจะทำมัลติบูตในโหมด Legacy จึงไม่จำเป็นต้องทำพาร์ติชัน UEFI
จากนั้นตรวจดูการตั้งค่าพาร์ติชัน ถ้าถูกต้องแล้วก็คลิก ติดตั้งเดี๋ยวนี้
เมื่อเราไม่ได้ตั้งค่า UEFI ระบบจึงแจ้งให้เราทราบ และแจ้งให้เรากลับไปแก้ไข แต่เนื่องจากเราไม่ต้องการใช้ UEFI จึงคลิก ดำเนินการต่อ ได้เลย
ต่อไประบบจะให้ตั้งค่า Timezone ให้เลือกเป็น Bangkok
แล้วคลิก ดำเนินการต่อ
การติดตั้งในโหมดภาษาไทย จะมีปัญหาคือเมื่อเซ็ตคีย์บอร์ดเป็นภาษาไทย จะไม่สามารถสลับกลับมาเป็นคีย์บอร์ดอังกฤษได้ ให้เข้าไปตั้งค่า ในเมนู Preferences >> Keyboard แล้วเซ็ตเลเอาต์ Thai เพิ่ม และตั้งค่า Keyboard Layout Options ในตัวเลือก Switching to another layout เป็น Alt+Shift
แล้วกลับมาตั้งค่า User ให้เรียบร้อย
จากนั้นคลิก ดำเนินการต่อ
จากนั้นจะทำการติดตั้งระบบให้เราจนเสร็จก็จะมีไดอาล็อกแจ้งมาดังภาพ ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
จะเห็นว่ารูปแบบการติดตั้งก็คล้ายๆ กับการติดตั้งลีนุกซ์ดิสโทรอื่นๆ ที่ใช้การติดตั้งผ่าน Calamares เพียงแต่มีการเพิ่มการขั้นตอนบางอย่าง และมีการสลับขั้นตอนการตั้งค่าเท่านั้น แต่ในสาระยังคงมีรูปแบบการตั้งค่าเหมือนๆ กัน
ต่อไปก็บูตเครื่องเข้าไปใช้งานระบบกัน
เมื่อบูตเครื่องเข้าไปใน Grub Menu (จอมัลติบูตเพื่อให้เลือกระบบปฏิบัติการที่จะใช้งาน) จะเห็นได้ว่ามีการตั้งค่าให้สามารถบูตเข้าระบบปฏฺิบัติการที่มีการติดตั้งไว้ในเครื่องเรียบร้อยแล้ว มีการตั้งค่าให้ Linux Mint 22.3 Mate เป็นตัวเลือกแรกก็ให้กด Enter เพื่อเริ่มบูตระบบ
เมื่อบูตเสร็จจะเข้าสู่หน้าจอล็อกอิน ซี่งมีชื่อ User ที่เราตั้งค่าไว้แล้ว
ให้ป้อนรหัสผ่านแล้วกด Enter
จะมีหน้าจอต้อนรับขึ้นมาดังภาพ เราสามารถเข้าไปดูรายละเอียดคำแนะนำต่างๆ ได้ ถ้าไม่ต้องการให้หน้าจอนี้เปิดขึ้นมาทุกครั้งที่ล็อกอิน ก็ให้เอาคลิกเช็คบอกซ์ตรง แสดงกล่องโต้ตอบนี้เมื่อเริ่มวาระ ออกเสีย แล้วปิดหน้าจอตอนร้บ
ขั้นตอนสุดท้ายก่อนจะใช้งานจริง คุณควรอัพเดตระบบเสียก่อน โดยคลิกที่ เทอร์มินัล (ไอคอนสีดำที่สามซ้ายมือ)
เมื่อเปิดหน้าต่างเทอร์มินัลขึ้นมาแล้วให้พิมพ์คำสั่ง
sudo apt update
( sudo คือการเข้าสู่โหมด Super User หรือ root เพื่อเข้าไปใช้คำสั่งจัดการระบบ
apt คือคำสั่งจัดการแพคเกจของลีนุกซ์ที่เป็นดิสโทรที่พัฒนาจาก Debian Linux
update คือคำสั่งของ apt เพื่อทำการอัพเดตข้อมูลแพคเกจให้เป็นรุ่นล่าสุด)
จากนั้นระบบจะดึงข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ที่เป็นแหล่งที่เก็บของแพคเกจ เราจะสังเกตุเห็นได้ว่า Linux Mint ใช้แหล่งแพคเกจจาก Ubuntu Noble ซึ่งเป็นเวอร์ชัน 24.04
เมื่อดาวน์โหลดข้อมูลเสร็จก็จะกลับมาที่พรอมพ์เพื่อรับคำสั่งอีกครั้ง ให้พิมพ์คำสั่ง
sudo apt upgrade
(upgrade เป็นคำสั่งของ apt ให้ทำการอัพเกรดระบบให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดหลังจากอัพเดตข้อมูลแพคเกจแล้ว)
จากนั้นกด Enter เพื่อรันคำสั่ง
ตอนนี้จะไม่มีการป้อนรหัสผ่าน เพราะเป็นการรันคำสั่ง sudo ต่อเนื่องกัน
ระบบจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบว่ามีแพคเกจไหนบ้างที่ต้องอัพเกรดพร้อมปริมาณข้อมูลที่จะต้องดาวน์โหลดและเนื้อที่ดิสก์ที่ต้องใช้ แล้วถามว่าต้องการทำต่อหรือไม่ (ตอนอัพเกรดครั้งแรกหลังจากติดตั้งจะมีแพคเกจที่ต้องอัพเดตมากกว่านี้ ซึ่งจะทำให้ใช้เวลาอัพเกรดนิดหน่อย แต่ก็ไม่นานเท่าไหร่)
ให้กด y แล้วกด Enter
หลังจากอัพเกรดเสร็จก็จะกลับมาที่พรอมพ์เพื่อรอรับคำสั่งอื่นๆ ต่อไป
ก็เป็นอันว่า Linux Mint ใช้งานแล้วครับ ต่อไปก็ควรสำรวาจว่ามีแอพพลิเคชันตัวไหนบ้างที่ติดตั้งมาให้แล้ว และมีตัวไหนที่ต้องติดตั้งเพิ่มเติมเพื่อการใช้งานตามความต้องการ
ควรดูเพิ่ม