แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การติดตั้ง Linux แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การติดตั้ง Linux แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ติดตั้ง Debian Linux 13.5 Trixie ด้วย Calamares

 ติดตั้ง Debian Linux 13.5 Trixie ด้วย Calamares

   Debian Linux เป็นลีนุกซ์ดิสโทรหลักซึ่งเปิดตัวครั้งแรกเมื่อ 16 สิงหาคม 1993 เวอร์ชัน Stable ล่าสุดคือ 13.5 Trixie  (06-2026) มีการนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นดิสโทรอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เช่น Ubuntu, Linux Mint, MX Linux, Zurin Linux เป็นต้น โดยดิสโทรที่ใช้ Debian เป็นเบส จะใช้ตัวจัดการแพคเกจคือ apt และเป็นดิสโทรแรกที่มีการติดตั้งอัพเดตผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยตรง ซึ่งเป็นมาตรฐานการใช้งานลีนุกซ์ในปัจจุบัน

   ก่อนอื่นที่จะติดตั้ง Debian Linux สำหรับเวอร์ชัน 13.5 นี้มาดูความต้องการด้านฮาร์ดแวร์กันก่อน  Debian Linux นิยมใช้งานทั้งด้านเซิร์ฟเวอร์และเดสก์ท็อปทั่วไป จึงมีการพัฒนาให้สามารถใช้ได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้สถาปัตยกรรมหลากหลายทั้ง AMD64/Intel64, Arm, Power System, RISC-V, IBM S/390  ในที่นีเราจะกล่าวถึงสถาปัตยกรรมสำหรับ PC/Laptop ทั่วไปนั้นก็คือ AMD64/Intel64 

   โดยข้อมูลจากเวปไซต์ของ Debian สเป็คของฮาร์ดแวร์ขั้นต่ำสำหรับการติดตั้งใช้งานแบบเดสก์ทอปก็คือ

   Ram  1GB  แนะนำที่ 2GB 

   เนื้อที่  10 GB

   โดยไม่ได้แจ้งสเป็คขั้นต่ำของ CPU

   ซึ่งแน่นอนว่าสเป็คเครื่องยิ่งดีก็ยิ่งทำให้เราสามารถใช้งานได้ลื่นไหลมากกว่า  ความเห็นส่วนตัว ควรใช้ CPU ไม่ต่ำกว่า Dual Core แรม 4GB ขึ้นไป เนื้อที่ฮาร์ดดิสก์ไม่ควรต่ำกว่า 30GB

   ก่อนอื่่น ต้องดาวน์โหลดไฟล์ ISO Image สำหรับติดตั้งกันก่อน

การดาวน์โหลด ISO Image สำหรับติดตั้ง Debian

    การติดตั้ง Debian Linux   มีวิธีการติดตั้งหลายแบบ 

   แบบดั้งเดิมซึ่งใช้ตัวติดตั้ง Debian Installer มีทั้งแบบ Text Mode และ Graphic Mode ให้เลือกสามารถดาวน์โหลด ISO Image ได้ทั้งแบบ Live Desktop ซึ่งมีหลายเวอร์ชันมาก ทั้ง Gnome, KDE, XFCE เป็นต้น และแบบ Network Install ซึ่งมีขนาดไฟล์เล็กกว่า (เวอร์ชันนี้ประมาณ 755 MB กว่าๆ) หรือ Tiny iso ขนาดไฟล์แค่ 64 MB ซึ่งสามารถติดตั้งผ่านเครือข่าย Lan เท่่านั้น (ไม่สามารถใช้ Wireless ได้) 

   ในตอนนี้จะใช้การติดตั้งอีกแบบหนึ่งคือ Calamares ซึ่งเป็นรูปแบบการติดตั้ง Linux ที่นิยมใช้งานกันในปัจจุบัน เพราะใช้ง่ายและติดตั้งได้รวดเร็ว เหมาะสำหรับมือใหม่มากๆ (รวมถึงมือเก่าที่ขี้เกียจเซ็ตค่าระบบเอง)  ตอนนี้มีหลายดิสโทรที่นิยมใข้การติดตั้งแบบนี้ เช่น Debian, CachyOS, Garuda Linux เป็นต้น Calamares จะทำงานผ่านการบูตแบบ Live Desktop เท่านั้น

  การดาวน์โหลด ISO Image เพื่อติดตั้ง Debian Linux นั้นสามารถเข้าไปดาวน์โหลดจากเวปไซต์ของ Debian ได้โดยตรงที่ https://www.debian.org/distrib/

   จะเห็นว่าเราสามารถเลือกดาวน์โหลดได้ทั้งแบบ Network Installer และ Live Desktop ตอนนี้เราจะเลือกดาวน์โหลด Live Gnome ซึ่งมีขนาดไฟล์ประมาณ 3.5 GB

   นอกจากนี้เรายังสามารถเข้าไปดาวน์โหลดผ่านเซิร์ฟเวอร์ Mirror ของ Debian ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ประเทศไทยได้ เพื่อความเร็วในการดาวน์โหลด โดยมีหลายเซิร์ฟเวอร์ให้เลือกใช้ เช่น เซิร์ฟเวอร์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็สามารถเข้าไปดาวน์โหลด ISO Live Image ของ Debian ได้ที่  https://mirror.ku.ac.th/debian-cd/13.5.0-live/amd64/iso-hybrid/ 

  ซึ่งจะมี ISO Image ให้เลือกเป็นจำนวนมาก ตอนนี้เราจะเลือกใช้ Gnome ก็ให้คลิกดาวน์โหลดที่ไฟล์ debian-live-13.5.0-amd64-gnome.iso 
  หลังจากดาวน์โหลดเสร็จก็ไรท์ลง USB Flash Drive ด้วยซอฟต์แวร์ที่ถนัดได้เลย  สำหรับใน MS Windows แนะนำให้ใช้ Rufus นะครับ 

  อีกอย่างที่สำคัญคือก่อนติดตั้งควรมีการแบ่งพาร์ติชันของฮาร์ดดิสก์ไว้สำหรับการติดตั้งไว้หนึ่งพาร์ติชัน ขนาดไม่ต่ำว่า 30 GB และอีกหนึ่งพาร์ติชันเพื่อใช้เป็น Swap เนื้อที่ ไม่ต่ำกว่า 2 GB ไว้ทำงานเสริมหน่วยความจำ (Ram)

เริ่มการติดตั้ง Debian ด้วย Caramares

    เมื่อทำ USB Boot เสร็จแล้ว ก็เปิดเครื่องขึ้น ครั้งนี้เราจะติดตั้งใน Legacy โหมดนะครับ ไม่ได้ใช้ UEFI โหมด เพราะในเครื่องไม่ได้ลง Microsoft Windows แต่จะทำ Dual Boot เพื่อใช้งานดิสโทรอื่นในเครื่องด้วย (คือในเครื่องนี้ติดตั้ง Linux 6 ดิสโทรและส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบ UEFI สักเท่าไหร่) 


 ตัวอย่างในภาพ  เมื่อกดเข้าไปใน Bios เพื่อเลือกบูตจาก USB Drive มีตัวเลือกการบูต USB Drive 2 ตัว Kingston DT 100 GZ PMAP และ UEFI: KingstonDT 100 GZ PMAP เมื่อจะใช้โหมด Legacy ก็ให้เลือกบูตจากตัวแรก แต่ถ้ากรณีจะใช้บูตร่วมกับ Microsoft Windows ต้องเลือกบูต UEFI

   เมื่อเข้ามาสู่ Boot Menu เรามีตัวเลือก 2 แบบสำหรับการติดตั้งคือ

    เข้าไปใน Live System เพื่อติดตั้งผ่าน Calamares

    Start Installer เพื่อเข้าไปติดตั้งด้วย Debian Installer โดยสามารถเลือก with Speech synthesis เพื่อฟังคำแนะนำระหว่างติดตั้งหรือ Advance install options เพื่อกำหนดการติดตั้งเองแบบละเอียด

  เราจะใช้การติดตั้งผ่าน Calamares  จึงต้องเลือก Live system (adm64) แล้วกด Enter แล้วรอให้ระบบบูตเข้าไปใน Gnome

  

  เมื่อบูตเข้าระบบแล้วจะมีไดอาล็อก Wellcome to Debian GNU/Linux 13 (trixie) ขึ้นมาดังรูป ให้คลิก Skip เพื่อออกไปสู่ระบบ

  ถ้าเราเชื่อมต่อกับ Lan ผ่านสายระบบจะเชื่อมต่อกับเครือข่ายโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าเราใช้ Wireless ต้องตั้งค่าเชื่อมต่อ โดยคลิกที่ไอคอนเน็ตเวิร์ค (มุมบนซ้าย) แล้วเลือกแอคเซสพอยต์ที่ต้องการเชื่อมต่อ

   ป้อนพาสเวิร์ดของแอคเซสพอยต์แล้วคลิก Connect ระบบจะตั้งค่าเครือข่ายให้โดยอัตโนมัติ

 

  เมื่อกลับมาหน้าจอปกติให่้เลื่อนเมาส์ไปชี้ที่มุมด้านบนของจอ (ซ้ายหรือขวา) เพื่อเรียกดูไอคอนโปรแกรม จากนั้นคลิกที่  Install Debian (ไอคอนแรกซ้ายมือ) เป็นการเปิด Calamares เพื่อทำการติดตั้ง

ใช้เวลาโหลดโปรแกรมสักครู่ ตอนนี้ค่าที่ระบบตั้งไว้อาจจะยังเป็น American English อยู่นะครับ

    เมื่อเข้าสู่โปรแกรมติดตั้งหน้าแรกให้ตั้งค่าภาษาเป็น  ไทย (บางดิสโทรอาจจะตั้งเป็นไทยให้แล้วโดยเช็คจาก IP ของเครื่อง หรือบางดิสโทรอาจจะไม่มีภาษาไทยให้เลือกเลยก็ได้) จากนั้นคลิก  ถัดไป (หรือ Next ในกรณีที่ไม่มีภาษาไทยให้เลือก)

ภูมิภาค ตั้งเป็น Asia

โซน ตั้งเป็น Bangkok

 เมื่อเลือกภูมิภาคและโซนถูกต้องแล้วระบบจะตั้งค่าภาษาและตัวเลข-วันที่ เป็น ไทย โดยอัตโนมัติ  แต่ในกรณีที่การตั้งภาษาครั้งแรกไม่มีภาษาไทยให้เลือก เราต้องมาเปลี่ยนตรงนี้ให้เป็น ไทย ให้หมดเพื่อให้ระบบติดตั้งภาษาไทยให้ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์

  จากนั้น คลิก ถัดไป 

   ต่อไปตั้งค่าแป้นพิมพ์  ระบบเลือกให้อัตโนมัติแล้ว แต่เราต้องตั้งค่า Switch Keyboard เพื่อเป็นคีย์สำหรับสลับภาษาของแป้นพิมพ์ โดยมากจะเลือกเป็น Alt+Shift หรือปุ่มอื่นตามที่ถนัด  แต่ไม่สามารถใช้ปุ่ม ~ เดี่ยวๆ ได้เพราะเป็นอักขระที่ใช้งานในระบบ

  จากนั้นคลิก ถัดไป

 

   ต่อไปจะเป็นการจัดการพาร์ติชันสำหรับการติดตั้ง ให้เลือก กำหนดค่าพาร์ติชันเอง 

แล้วคลิก ถัดไป 

   ต่อมาจะเป็นการเลือกพาร์ติชัน ในกรณีที่มีฮาร์ดดิสก์หลายตัวเลือกฮาร์ดดิสก์ที่ต้องการตรงช่อง Storage Device

   จากนั้นเลือกพาร์ติชันที่จัดเตรียมไว้แล้ว เช่นในภาพเลือกเป็น sdb1 ซึ่งมีการแบ่งพาร์ติชันไว้แล้ว จากนั้นคลิก แก้ไข

 (ถ้ามีเป็นที่ว่างยังไม่ได้แบ่งเป็นพาร์ติชัน ให้คลิกพื้นที่ว่างแล้ว คลิก ตารางพาร์ติชันใหม่)

   ต่อไปเป็นการกำหนดค่าพาร์ติชันสำหรับติดตั้ง  

   ให้คลิกเลือกที่  ฟอร์แมท

   File System ให้เลือกเป็น  Ext4

  จุดเชื่อมต่อ (Mount Point) ให้เลือกเป็น  /

   FS Label ให้ตั้งชื่อตามต้องการ หรือจะว่างไว้ก็ได้

   จากนั้นคลิก OK

   จากนั้นเลือกพาร์ติชันที่เตรียมไว้สำหรับทำ swap แล้วตั้งค่าฟอร์แมทเป็น linuxswap ตามภาพแล้วคลิก OK

   ตามภาพจะเห็นว่า /dev/sdb1 ได้ตั้งค่าจุดเชื่อมต่อเป็น / แล้วเรียบร้อย ส่วน sdb2 ผมไม่ได้ใช้เป็น swap เพราะมีแรมมากเพียงพอแล้ว (8GB) ก็ถือว่าใช้ได้สำหรับการติดตั้ง
  (สำหรับกรณีที่ใช้ UEFI เพื่อบูตร่วมกับวินโดวส์ ตามธรรมดาแล้วจะมีพาร์ติชันที่เป็น EFI ที่ /dev/sda1 ให้เข้าไปแก้ไขโดยตั้งค่า เป็น EFI (ซึ่งจะมีตัวเลือกให้) โดยห้ามฟอร์แมทเด็ดขาดเพราะมีไฟล์ EFI สำหรับบูตวินโดวส์อยู่แล้ว)
   นอกจากนั้นยังมีตัวเลือก  Install boot loader on เพื่อเลือกฮาร์ดดิสก์ที่จะติดตั้งบูตโหลดเดอร์ (Grub) ซึ่งตามธรรมดาก็จะเลือกเป็น sda (ฮาร์ดดิสก์ตัวที่ 1)โดยอัตโนมัติ
 
  จากนั้นให้คลิก  ถัดไป

 เนื่องจากเราทำการติดตั้งในโหมด Legacy ระบบจึงให้คำแนะนำว่าสามารถตั้งค่า GPT partition เพื่อใช้งาน bios-grub ได้ ให้คลิก  ตกลง 

ต่อไปก็เป็นการตั้งค่า User ของระบบ ให้ใส่ข้อมูลผู้ใช้และรหัสผ่านให้เรียบร้อย  ถ้าต้องการใช้ล็อกอินเข้าระบบอัตโนมัติให้เลือก Log in automatically without arking for the password ด้วย

   บางดิสโทร ถ้าตั้งรหัสผ่านอ่อนเกินไป ก็จะแจ้งเตือนและให้ใช้รหัสผ่านที่ยากกว่าเดิมจนกว่าจะใช้ได้จึงจะให้ผ่านต่อไป

  จากนั้นคลิก ถัดไป 

  จากนั้นระบบจะแสดงข้อมูลการตั้งค่าต่างๆ ให้เราตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง 

เสร็จแล้วคลิก ติดตั้ง
 

   จากนั้นระบบจะทำการติดตั้ง โดยแสดงความคืบหน้าให้เห็น 

  เราสามารคลิกที่ Toggle log เพื่อดูรายละเอียดของขั้นตอนการติดตั้งได้ตามภาพ

เมื่อเสร็จเรียบร้อยก็ ให้เลือก เริ่มต้นใหม่ทันที  แล้วคลิก Done เพื่อจบการติดตั้งและเริ่มบูตเข้าระบบใหม่

   เมื่อเราบูตเครื่องเข้ามาจะพบกับหน้าจอ Grub เพื่อเลือกบูตเข้าสู่ระบบ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการตั้งค่า Multi Boot ให้เรียบร้อยแล้ว เราสามารถเลือกบูตเข้าสู่ระบบต่างๆ ที่มีอยู่ได้ตามความต้องการ

  เมื่อจะเข้าไปใน Debian Linux ให้เลือก Debian GNU/Linux แล้วกด Enter

  เมื่อบูตเข้าระบบแล้ว ถ้าเราไม่ได้เลือก autologin ไว้ตั้งแต่ตอนติดตั้ง จะขึ้นหน้าจอล็อกอินของระบบดังภาพ ซึ่งเลือก User ที่เราตั้งค่าไว้แล้ว ให้ป้อนรหัสผ่านแล้วกด Enter เพื่อเข้าไปใช้งานระบบ

  ก็เป็นอันว่าเราได้ทำการติดตั้ง Debian Linux 13.5 Trixie เป็นที่เรียบร้อยพร้อมสำหรับการใช้งานตามที่ต้องการ

 

 

 

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

การติดตั้ง Linux Fedora 44 KDE Plasma Deskeop (ไทย)

 

 การติดตั้ง Linux Fedora 44 KDE Plasma Desktop (ไทย)

   Linux Fedora เป็นดิสโทรหลักที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เน้นการใช้งานด้านเดสก์ทอปโดยเฉพาะ มีจุดแข็งคือการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องยาวนาน(แยกออกมาจาก Redhat Linux ซึ่งหันไปเน้นการใช้งานด้านเซิร์ฟเวอร์เป็นหลัก) มีการอัพเดตระบบที่ทันสมัยอย่างรวดเร็ว และได้รับการยอมรับอย่างมากในเรื่องความเสถียรของระบบ

    Fedora มีระบบติดตั้ง (Installer) ของตัวเองโดยเฉพาะคือ Anaconda ซึ่งถือได้ว่าเป็นต้นแบบการติดตั้งลินุกซ์ในแบบ Graphic Mode ซึ่งใช้งานง่ายสำหรับผู้ใช้หน้าใหม่ที่ต้องการติดต้งลินุกซ์ โดยไม่ต้องไปปวดหัวกับการติดตั้งใน Text Mode 


ควรรู้ก่อนติดตั้ง Linux

   ทั้งนี้ สำหรับผู้ใช้ลีนุกซ์มือใหม่ ต้องเข้าใจหลักการเบื้องต้นในการติดตั้งลีนุกซ์เสียก่อน

   ถ้าต้องการติดตั้งแค่ลีนุกซ์อย่างเดียว (และไม่ต้องการใช้ระบบปฎิบัติการเดิมที่มีอยู่ในเครื่อง)คุณก็สามารถเข้าไปติดตั้งได้เลย โดยใช้พาร์ติชันเดิมในฮาร์ดดิสก์ที่มีอยู่แล้ว

   ถ้าต้องการติดตั้งลีนุกซ์ร่วมกับระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows คุณอาจจะติดตั้งผ่าน WSL (Windows Subsystems for Linux)  หรือซอฟต์แวร์ประเภท VM (Visual Machine) ซึ่งสะดวกในการใช่งานร่วมกับวินโดวส์ไปพร้อมๆ กัน แต่มีข้อเสียคือประสิทธิภาพในการทำงานจะไม่ลื่นไหลสักเท่าไหร่ เพราะเครื่องต้องแบกภาระรันสองระบบปฏิบัติการพร้อม ๆ กัน ทำให้ต้องใช้ทรัพยากรในเครื่องหนักมากกว่าปกติ

   อีกทางเลือกหนึ่งก็คือติดตั้งลงในเครื่องเดียวกันโดยใช้ระบบ Dual Boot / Multiboot ซึ่งใช้งานโดยเลือกได้ว่าจะเข้าไปใช้ลีนุกซ์หรือวินโดวส์ตัวใดตัวหนึ่ง ทำให้ใช้งานได้ลื่นไหลขึ้น โดยที่สามารถใช้ข้อมูลในพาร์ติชันต่างๆ ในเครื่องได้ ทั้งสองระบบ

   ในที่นี้จะว่าถึงการติดตั้งแบบใช้ Multiboot เพื่อให้มีสองระบบในเครื่องเดียว เริ่มแรกคุณต้องมีคือเนื้อที่หรือพาร์ติชันว่างๆ ในฮาร์ดดิสไว้สำหรับติดตั้งลีนุกซ์เสียก่อน ซึ่งคุณสามารถเข้าไปปรับขนาด(Shrink) ของพาร์ติชันเดิมที่มีอยู่ในเครื่องโดยใช้โปรแกรมจัดการพาร์ติชันในวินโดวส์   ซึ่งจะไม่ทำให้ข้อมูลเก่าเสียหาย สำหรับการติดตั้งลีนุกซ์ควรมีขนาดพาร์ติชั้นไม่น้อยกว่า 40 GB ตรวจสอบดูก่อนว่ามีเนื้อที่ว่างพอหรือเปล่า ซึ่งควรปรับขนาดของไดร์ฟ D ใม่ใช่ไดร์ฟ C เพื่อไม่ให้กระทบกับการทำงานของวินโดวส์ เมื่อปรับขนาดแล้วจะได้ที่ว่างมาตามที่เราตั้งไว้ จากนั้นก็สร้างพาร์ติชันใหม่ขึ้นมา 1 พาร์ติชัน เพื่อเตรียมไว้สำหรับติดตั้งลีนุกซ์

  ไม่ว่าจะเลือกติดตั้งแบบไหนเราก็ต้องมีสื่อสำหรับติดตั้ง ปัจจุบันนิยมใช้ USB Flash Drive สำหรับบูตเข้าไปติดตั้งระบบปฎิบัติการต่างๆ (คงไมีมีใครใช้ CD หรือ DVD กันแล้วมั้ง) ตอนนี้เราจะติดตั้ง Fedora 44 KDE Plasma Desktop ก็ให้เข้าไปดาวน์โหลดไฟล์อิเมจสำหรับไรท์ทำ USB Boot ได้ที่ https://fedoraproject.org/kde/download/   

 

  สำหรับ PC/Notebook ทั่วไป ใ้หเลือกดาวน์โหลดไฟล์ Fedora KDE Plasma Desktop 44 Live ISO ในส่วนของ For Intel and AMD x86_64 Systems มีขนาดไฟล์ 3.1 GB ซึ่งต้องใช้แฟลชไดร์ฟ ความจุไม่น้อยกว่า 4GB

  หลังจากดาวน์โหลดไฟล์อิเมจเสร็จแล้วให้สร้าง USB Boot Disk  ซึ่งขอแนะนำให้สร้างด้วยโปรแกรม Rufus  (คลิกเข้าไปจะมีโปรแกรมให้ดาวน์โหลดและแนะนำวิธีใช้โปรแกรม)

   ไฟล์อิเมจที่ดาวน์โหลดมาจะเป็น Live DVD  ที่สามารถบูตเข้าไปทดลองใช้งานเดสก์ท็อป KDE Plasma ซึ่งเป็นเดสก์ท็อปที่นิยมใช้กันในลินุกซ์ตัวหนึ่งที่มีหน้าตาและรูปแบบการใช้งานคล้ายคลึงกับ Microsoft Windows และสามารถติดตั้ง Fedora ได้ด้วย

เริ่มทำการติดตั้ง Fedora 44 KDE Plasma Desktop 

   คอมพิวเตอร์/โน้ตบุ๊คทั่วไปสามารถใช้ระบบการบูตได้สองโหมดคือ Legacy ( ซึ่งเป็นระบบการบูตแบบดั้งเดิม ที่ไม่รองรับกับ  Microsoft Windows รุ่นใหม่ๆ แล้ว และ UEFI ที่ใช้กับฮาร์ดดิสก์ที่แบ่งพาติชันแบบ GPT ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งลีนุกซ์และวินโดวส์ การติดตั้งลีนุกซ์เพื่อทำ Multiboot ร่วมกับ MS Windows นั้น  เราจึงต้องเลือกบูตในโหมด UEFI เท่านั้น เพื่อให้ระบบของลีนุกซ์สามารถตั้งค่าบูตเข้าวินโดวส์ได้
 

    ตัวอย่างการเลือกบูตในโหมด UEFI

   ตามธรรมดาเครื่องที่ติดตั้งวินโดวส์ทั่วไปก็น่าจะตั้งค่าเป็นโหมด UEFI อยู่แล้ว แต่เมื่อเราจะบูตจาก USB ต้องกดเข้าไปใน Bios เพื่อเลือกบูตจากอุปกรณ์ต่างๆ


   เช่นในภาพตัวอย่าง เมื่อกดเข้าไปใน Bios และเข้าไปส่วนที่เลือกบูตอุปกรณ์ต่าง ๆ จะเห็นว่ามีตัวเลือก USB 2 ตัว คือ KingstonDT 100 G2 PMAP  ซึ่งเป็นตัวเลือกในโหมด Legacy และ UEFI: KingstonDT 100 G2 PMAP ซึ่งเป็นโหมด UEFI นั่นเอง

  ดังนั้นจึงต้องเลือกบูตไปในโหมด UEFI 

 


เมื่อเข้าไปหน้าแรกให้เลือกที่ *Start Fedora-KDE-Desktop-Live แล้วกด Enter เลยครับ

 


   เมื่อบูตเข้าระบบ KDE Plasma เรียบร้อยแล้ว จะรัน โปรแกรม anaconda ซึ่งเป็นระบบติดตั้งลินุกซ์ของ Fedora/Red Hat ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ 

 

   ก่อนอื่นเลยก็ต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตก่อนนะครับ ถ้าใช้เน็ตผ่านแลน (ใช้สาย) ระบบจะเชื่อมต่อให้อัตโนมัติ

  แต่ถ้าใช้ Wireless  เราก็ต้องทำการเชื่อมต่อก่อน โดยคลิกไปที่ไอคอน Wireless ที่มุมล่างขวา เลือก Access Point ที่ต้องการ ใส่พาสเวิร์ด แล้วก็คลิก Connect

      จากนี้ถ้าเราต้องการทดลองใช้งานเดสก์ท็อป KDE Plasma ก็สามารถปิดโปรแกรม anaconda ไปก่อนแล้วทดลองใช้งานโปรแกรมต่างๆ ที่ติดตั้งมาแล้ว เช่น ลองเข้าอินเทอร์เน็ตด้วย Firefox หรือปรับแต่งหน้าตาของ KDE ก็ได้

   ถ้าต้องการติดตั้ง Fedora ก็ให้คลิก Next ที่โปรแกรม anaconda ได้เลยครับ

            จากนั้นเป็นการกำหนดค่าภาษา (Locale) ให้เลือกภาษาเป็น    ไทย(ไทย)    ระบบจะตั้งค่าคีย์บอร์ดให้โดยอัตโนมัติ

   เสร็จแล้วคลิก Next 

  ต่อไปเป็นการกำหนดค่าพาร์ติชันที่จะติดตั้งลีนุกซ์ ให้เลือกที่ Mount Point Assignment  แล้วคลิก Next

 

   จากนั้นจะเป็นการตั้งค่า Mount point ของพาร์ติชันเพื่อใช้งานกับลินุกซ์

ก่อนอื่นให้ทำความเข้าใจ การกำหนดค่าฮาร์ดดิสก์ในลินุกซ์ สำหรับฮาร์ดดิสก์ที่แบ่งพาร์ติชันแบบ GPT

/dev/sda คือฮาร์ดดิสก์ตัวที่หนึ่ง  ซึ่งปกติก็ใช้ติดตั้งระบบปฏิบัติการ (OS) ถ้าเนื้อที่เหลือเยอะอาจจะแบ่งพาร์ติชันไปใช้เป็นพื้นที่เก็บข้อมูลได้อีก  ส่วนการไล่พาร์ติชัน ก็จะมีรูปแบบเป็น

 /dev/sda1 คือ พาร์ติชันที่ 1 ของฮาร์ดดิสก์ตัวที่ 1 จะใช้เป็น EFI Systems Partition สำหรับการตั้งค่าบูตของ UEFI ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

/dev/sda2  คือพาร์ติชันที่ 2 ของฮาร์ดดิสก์ตัวที่ 1 ปกติคือพาร์ติชันที่ติดตั้งวินโดวส์

/dev/sda3  คือพาร์ติชันที่ 3 ของฮาร์ดดิสก์ตัวที่ 1 ใช้งานทั่วไป หรือใช้ติดตั้งระบบปฏิบัติการก็ได้

 ถ้ามีพาร์ติชันมากกว่านี้ก็ไล่ลำดับไปเรื่อยๆ

/dev/hdb คือฮาร์ดดิสก์ตัวที่สอง ไล่ลำดับไปเหมือนกัน แต่จะมี EFI System Partition หรือไม่มีก็ได้

ถ้ามีฮาร์ดดิสก์มากกว่านี้ก็ไล่เป็น c,d,e,f ... ไปเรื่อยๆ 

ส่วนซีดีรอมและแฟลชไดร์ฟก็จะไล่ลำดับต่อจากฮาร์ดดิสก์ที่มีอยู่ เช่น ถ้ามีฮาร์ดิสก์ตัวเดียว (sda) ซีดีรอมจะเป็น sdb แฟลชไดร์ฟ ก็จะเป็น sdc เป็นต้น

   มาต่อกันที่การติดตั้ง Fedora  จะเห็นได้ว่ามีการแจ้งสิ่งที่ต้องการ (Required) 2 อย่างคือ 

       /  สำหรับเป็นพื้นที่เก็บข้อมูลของระบบทั้งหมดของลีนุกซ์ เรียกกันว่า root partitions 

ตรงนี้ถ้าคุณสร้างพาร์ติดชันสำหรับติดตั้งลินุกซ์ไว้แล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นพาร์ติชันไหน ให้สังเกตที่ขนาดพาร์ติชันที่เราสร้างไว้แล้วนะครับ เช่น สร้างไว้ขนาด 50 GB มันจะแสดง 49 GB กว่าๆ ก็ให้เลือกพาร์ติชันนั้น ตามตัวอย่างใช้ sda6 

คลิกเลือก Format  เลือกรูปแบบพาร์ติชันเป็น ext4

   อย่างที่ 2  คือ /boot/efi  ก็คือ พาร์ติชันของ UEFI บังคับไว้เลยว่าต้องเป็นพาร์ติชันแรกของฮาร์ดดิสก์ ซึ่งมีการสร้างไว้แล้วตั้งแต่ตอนที่ติดตั้งวินโดวส์ ดังนั้นต้องเลือก sda1  ตัวนี้ต้องระวังให้ดีนะครับ ห้ามเลือก Format นะครับ เพราะมีไฟล์บูตของวินโดวส์อยู่ต้องใช้ร่วมกันเพื่อทำ Dualboot

  ส่วนที่มีต่อมาข้างล่าง  /boot ขึ้นมาว่า Recommended คือระบบแนะนำให้มี ซึ่งมีก็ได้ไม่มีก็ได้ เราก็กดลบที่ไอคอนถังขยะท้ายบรรทัดไปซะ

   เสร็จแล้วจะเห็นได้ว่ามีการกำหนดค่าไว้สองอย่างตามภาพ ถือว่าเพียงพอสำหรับการติดตั้งระบบแล้วคลิก Next ต่อไปได้เลย

 

จากนั้นระบบจะแสดงการกำหนดค่าที่ทำใว้ให้ตรวจสอบความถูกต้อง ถ้าตรวจสอบดีแล้วก็คลิก Next


ต่อไประบบจะแสดงสถานะความคืบหน้าในการติดตั้ง ก็ไปหากาแฟกินรอได้เลย 

  

   หลังจากนั้น จะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง (เร็วหรือช้าแล้วแต่ความเร็วของฮาร์ดแวร์) ก็จะขึ้นหน้านี้มาแสดงว่าติดตั้งเรียบร้อย ให้คลิกที่ Exit to live desktop เพื่อออกจากโปรแกรมติดตั้ง แล้วรีสตาร์ทเครื่องเพื่อเข้าไปใช้งาน Fedora ต่อไป

  เมื่อเปิดเครื่องขึ้นมาจะเข้าไปยัง Grub Boot Loader เพื่อเลือกระบบปฏิบัติการ ให้ Enter ผ่านไปได้เลย

   จากนั้นเครื่องจะทำการบูตระบบจนกระทั้ง ขึ้นหน้าจอดังรูป ซึ่งจะเป็นการตั้งค่าระบบเบื้องต้น (เฉพาะตอนเริ่มใช้งานครั้งแรก) ซึ่งในดิสโทรอื่นๆ ส่วนมากจะตั้งค่าไว้ตั้งแต่ตอนติดตั้งก่อนรีบูตเครื่อง แต่ของ Fedora ให้มาตั้งค่าหลังจากรีบูต

 ขั้นแรกตั้งค่า Language ให้เลือกเป็น  ไทย (ไทย)  แล้วคลิก Next
 
 

   ต่อมา Keyboard Layout ระบบจะเลือกเป็นไทยให้โดยอัตโนมัติ (ใช้ปุ่ม Alt+Shift สำหรับสลับภาษาของแป้นพิมพ์) ให้คลิก Next

 

  ต่อมาจะให้เลือกว่าจะใช้ Dark Theme หรือไม่ ถ้าชอบหน้าตาแบบสว่างๆ ก็ไม่ต้องเลือก คลิก Next

 

   ต่อมาก็ตั้งค่ายูสเซอร์ Full Name และ Username (ชื่อที่ใช้ในระบบ) จะเป็นตัวเดียวกันก็ได้ และต้องใช้เป็นภาษาอังกฤษ ส่วนพาสเวิร์ดไม่น้อยกว่าหกตัวอักษร   จากนั้นคลิก Next

 

 

ต่อไปตั้งค่า Hostname ก็คือชื่อเครื่องระบบตั้งมาให้แล้วคือ fedora เราจะเปลี่ยนเป็นชื่ออะไรก็ได้ตามชอบ จากนั้น คลิก Next

 

    ต่อมา Time and Date เลือก Timezone ที่ต้องการ ตามธรรมดาระบบจะเซ็ตค่าตามภาษาที่เราเลือกคือ Asia-Bangkok ถ้าต้องการเลือกที่อื่นก็ให้เช็ตค่าตามต้องการ จากนั้นคลิก Next

 

   ต่อมาตั้งค่า Network ระบบจะใช้ค่าที่เราเซ็ตไว้ตั้งแต่ตอนติดตั้ง หรือจะตั้งค่าเป็นอย่างอื่นก็แล้วแต่การใช้งาน จากนั้นคลิก Next

 
   เมื่อขึ้นหน้าจอมาตามภาพก็แสดงว่าตั้งค่าเรียบร้อย คลิก Finish ได้เลย


    เสร็จแล้วจะกลับมาที่หน้า Login จะเห็นว่าระบบเลือกยูสเซอร์เนมที่เราตั้งไว้เรียบร้อยแล้ว ให้ใส่พาสเวิร์ดแล้วกด  Enter เพื่อล็อกอินเข้าไปใช้งานได้เลย

   เป็นอันว่าเราได้ทำการติดตั้ง Linux Fedora 44 KDE Plasma Desktop เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ตอนหน้าเราจะมาว่าถึงการใช้งานเบื้องต้นเป็นลำดับถัดไปครับ  แล้วเจอกัน