การใช้งานเบื้องต้น Fedora 44 KDE Plasma desktop
หลังจากติดตั้งและตั้งค่าเบื้องต้นให้ Fedora 44 เสร็จแล้ว เมื่อเราล็อกอินเข้าไปใน KDE Plasma ก็จะมีไดอาล็อกเวลคัมขึ้นมาดังภาพ
ถ้าเราอยากดูก็คลิก Next ไปสำรวจดูได้เลยครับ ถ้าไม่อยากดูก็คลิก Skip เพื่อเข้าไปใช้งานกันต่อเลย
ต่อไปเราจะปรับแต่งหน้าจอนิดหน่อยนะครับ พอดีเครื่องนี้ความละเอียดจอสูงเลยทำให้ตัวอักษรเล็กไปหน่อย เราจะไปปรับขนาดตัวอักษรกันก่อน โดยคลิกที่ไอคอนตั้งค่า (ไอคอนที่สองสีดำ)ตรงนี้จะเป็นหน้าจอหลักในการตั้งค่าของ KDE Plasma ทั้งหมดนะครับ ให้คลิกไปที่ ข้อความและฟอนต์ จะเห็นได้ว่าเดิมระบบตั้งค่าฟอนต์ไว้ที่ขนาด 10pt เท่านั้น ซึ่งมีขนาดเล็กเกินไป
ต่อจากนั้นคลิกที่ Adjust All Fonts...
คลิกเลือก Size แล้วเลือกขนาดฟอนต์ที่ต้องการ ตามภาพตั้งไว้ที่ 12pt จากนั้นคลิก OKจากนั้น ลองคลิกที่เมนูโปรแกรมของระบบดูจะเห็นว่าฟอนต์ยังมีขนาดเท่าเดิมนะครับ เราจะเป็นต้องล็อกเอาต์ออกจากระบบไปก่อนและล็อกอินเข้ามาใหม่อีกครั้งเพื่อให้ระบบปรับใช้ค่าใหม่อย่างสมบูรณ์
ที่เมนูโปรแกรม ให้คลิกที่ Session แล้วคลิก Log Out
จากนั้นก็ล็อกอินเข้ามาใหม่อีกครั้งหนึ่ง
เมื่อล็อกอินเข้ามาแล้ว คลิกที่เมนูโปรแกรมจะพบว่าขนาดฟอนต์ใหญ่ขึ้นตามที่ต้องการต่อไป สิ่งที่ต้องทำก่อนหลังจากติดตั้งเสร็จก็คือการอัพเดตระบบ เนื่องจากที่เราติดตั้งไปนั้นซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่มาพร้อมกับแผ่นติดตั้งที่ยังเป็นเวอร์ชันเก่าอยู่ จำเป็นต้องอัพเดตให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด
การทำงานในลีนุกซ์นั้น คุณอาจจะเคยทราบมาก่อนแล้วว่าพื้นฐานการทำงานโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับระบบใช้การทำงานแบบ Text Mode ซึ่งเรียกกันว่าเทอร์มินอล (Terminal) คือการพิมพ์คำสั่งในเชลล์ของระบบโดยตรง อาจจะมีการสร้างโปรแกรมกราฟิคขึ้นมาให้เลือกใช้งานโดยการคลิกๆ ได้เหมือนกัน แต่เนื้อแท้ก็คือการเรียกใช้คำสั่งเหมือนเดิม ดังนั้นการใช้งานเทอร์มินัลจึงทำงานได้เร็วและคล่องกว่า แถมยังมีข้อดีคือเราจะรู้เห็นการทำงานของคำสั่งทุกขั้นตอน ซึ่งทำให้เราสามารถเข้าใจระบบได้ดีขึ้น จะเป็นยังไงไปดูกัน
ในเมนูโปรแกรมคลิกที่ ระบบ แล้วคลิกที่ Konsole
Konsole เป็นโปรแกรมจำลองเทอร์มินอล (Terminal Emulator) ที่รวมอยู่ในชุดโปรแกรมของ KDE เมื่อเปิดขึ้นมาแล้วอาจจะเห็นฟอนต์ขนาดเล็กไปหน่อย เราสามารถเพิ่มขนาดฟอนต์เพื่อใช้งานได้สะดวกขึ้น โดยกด Ctrl++ (เหมือนกับเพิ่มขนาดตัวอักษรใน Firefox นั้นแหละ)
เมื่อเปิดเข้ามาแล้วเราจะเห็นบรรทัดที่แสดงสถานะตามภาพเรียกขานกันว่า เชลล์ พรอมพ์ (Shell Prompt) หรือในไมโครซอฟต์วินโดวส์เรียกว่า คอมมานด์พรอมพ์ (Command Prompt)
ก่อนอื่นมาทำความรู็จักกับระบบผู้ใช้ของลีนุกซ์เสียก่อน (รวมถึงยูนิกซ์อื่นๆด้วย)
ในลีนุกซ์ มีผู้ใช้ที่เรียกว่า Super User อยู่ท่านหนึ่งชื่อของเขาคือ root ซึ่งเป็นชื่อเฉพาะที่ทำหน้าที่ผู้ดูแลระบบแต่เพียงผู้เดียว มีอำนาจเบ็ดเสร็จทุกสิ่งอย่างในระบบ เปรียบไดัดังเป็นพระเจ้าในระบบเลยทีเดียว ที่เราสามารถสร้างยูสเซอร์ของตนเองขึ้นมานั้นก็ด้วยอำนาจของ root ที่อนุญาติไว้ตอนติดตั้งระบบเท่าน้น พอล็อกอินเข้ามาตามปกติ อำนาจของคุณก็คือยูสเซอร์ธรรมดา ซึ่งจะทำอะไรก็ต้องให้ root อนุญาตเสียก่อน
ยูสเซอร์ธรรมดาจะมีสิทธิ์ในการใช้งานระบบ ปรับแต่งระบบได้เฉพาะในส่วนของตอนเอง มีไดเร็คทอรีส่วนตัว ภายใต้ไดเร็คทอรี /home/username/ เท่านั้นไม่มีสิทธิ์เข้าไปดูไดเร็คทอรีส่วนตัวของผู้ใช้อื่น เข้าไปดูไฟล์ในไดเรคทอรีอื่นๆ ได้แต่เปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้ และไม่มีสิทธิ์ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบเด็ดขาด
ทั้งนี้ เป็นเพราะพื้นฐานของลีนุกซ์/ยูนิกซ์ เป็นระบบเซิร์ฟเวอร์ที่มีการทำงานแบบมัลติยูเซอร์ รองรับการทำงานระดับองค์กรขนาดใหญ่ จำเป็นต้องสร้างระบบความปลอดภัยให้มีผู้ดูแลระบบโดยเฉพาะ ไม่อนุญาตให้ยูสเซอร์ธรรมดาเข้ามายุ่มยามกับระบบโดยรวมเพื่อเสถียรภาพและความปลอดภัย (ลองนึกถึงว่าในองค์กรที่มีคนทำงานบนระบบเดียวกันเป็นสิบเป็นร้อยคน เกิดมีบางคนสติแตกขึ้นมาเข้าไปแก้ไขหรือลบไฟล์ที่สำคัญในระบบจะเกิดความเสียหายแค่ไหน)
ทีนี้เมื่อเราติดตั้งลินุกซ์เพื่อใช้งานส่วนตัว ระบบจะให้เราใช้งานในโหมดยูสเซอร์ธรรมดา แต่ก็เปิดโอกาสให้เราเป็น Super User ได้ เพราะเราเป็นเจ้าของระบบเองนี่นา ในลีนุกซ์บางดิสโทร ตอนติดตั้งก็จะให้กำหนดพาสเวิร์ดสำหรับ root ไว้ด้วย และสร้างยูสเซอร์ธรรมดาขึ้นมาอีกหนึ่งสำหรับใช้งานทั่วไป
การเข้าไปใช้งานเป็นซูเปอร์ยูสเซอร์ทำได้สองแบบคือ ล็อกอินเป็น root มาตั้งแต่ต้น หรือล็อกอินเป็นยูสเซอร์ธรรมดาแล้วมาแปลงร่างเป็น root ภายหลัง
ใน Fedora เราจะเห็นได้ว่ามีการสร้างยูสเซอร์ใช้งานมาแล้ว แต่ยังไม่มีการสร้างพาสเวิร์ดสำหรับ root หรือซูเปอร์ยูสเซอร์เลย เราจะสามารถเข้าไปใช้งานในโหมดซูเปอร์ยูสเซอร์ด้วยการใช้คำสั่ง sudo ตามด้วยคำสั่งที่ต้องการใช้
ในเซลล์พรอมพ์เราจะเห็นพรอมพ์ขึ้นมา ตามตัวอย่าง
nudee@fedora:~$
หมายถึง ผู้ใช้ชื่อ nudee ทำงานอยู่ในระบบของเครื่องที่ชื่อ fedora ส่วนเครื่องหมาย $ บอกสถานะให้รู้ว่าผู้ใช้นี้เป็นยูสเซอร์ธรรมดาทั่วไป (บางเครื่องอาจจะเป็นเครื่องหมาย % แล้วแต่ชนิดของเชลล์ที่ใช้ ส่วนสถานะของ root จะใช้เครื่องหมาย # แสดงให้รู้ว่าตอนนี้เป็นซูเปอร์ยูสเซอร์)
ในที่นี้เราจะทำการอัพเดตระบบหลังจากการติดตั้งระบบเสร็จใหม่ๆ ซึ่งต้องอาศัยสิทธิ์หรืออำนาจของซูเปอร์ยูเซอร์เท่านั้น เราจะใช้คำสั่ง
sudo dnf update
เมื่อเราพิมพ์คำสั่งแล้วกด Enter
ระบบจะแจ้งเตือนว่าเรากำลังจะทำงานเป็นซูเปอร์ยูสเซอร์และให้เราป้อนพาสเวิร์ด (ก็พาสเวิร์ดที่ใช้ล็อกอินตามปกตินั่นแหละ)
เมื่อเราป้อนพาสเวิร์ดและ Enter แล้วระบบจะเริ่มดาวโหลดข้อมูลของแพ็คเกจล่าสุดที่สามารถใช้ได้
หลังจากนั้นจะแจ้งข้อมูลแพ็คเกจที่จะติดตั้งอัพเดตเปลี่ยนแปลง และสรุปขนาดข้อมูลที่ต้องดาวน์โหลดและเนื้อที่ฮาร์ดดิสที่จะใช้ ซึ่งในภาพจะเห็นได้ว่ามีจำนวนแพ็คเก็จจำนวนมากและขนาดข้อมูลเยอะพอสมควร เพราะเป็นการอัพเดตครั้งแรก ก็ไม่ต้องตกใจนะครับ คราวหน้าอัพเดตไปเรื่อยๆ จะไม่เยอะขนาดนี้ระบบจะถามว่าเราตกลงหรือไม่ (คือให้ทำต่อหรือเปล่า) เราต้องกด y (yes) ก่อนนะครับเพราะค่าที่ตั้งไว้มันเป็น N (no) แล้วกด Enter
ต่อไประบบจะเริ่มทำการดาวน์โหลดแพคเกจของซอฟต์แวร์ที่จะทำการติดตั้ง อัพเกรด โดยจะแสดงสถานะการดาวน์โหลดให้เราสามารถตรวจสอบดูได้
ในระหว่างการดาวน์โหลดข้อมูลนี้ (ซึ่งอาจจะกินเวลานานเกินสิบนาที) อาจจะเกิดความขัดข้องทางอินเทอร์เน็ตหรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้ระบบหยุดทำงานและเด้งกลับไปที่พรอมพ์ ก็ไม่ต้องตกใจนะครับ เราสามารถใช้คำสั่งเดิมมาทำงานต่อไปได้ โดยที่ระบบจะดาวน์โหลดต่อจากการทำงานที่หยุดไป คือข้อมูลที่ดาวน์โหลดมาแล้วยังอยู่ ดาวน์โหลดข้อมูลใหม่เพิมเติมเท่านั้น
ทริคเล็กๆ คือ ในการใช้งานเชลล์พรอมพ์เราสามารถเรียกคำสั่งเดิมมาใช้งานได้ โดยการกดคีย์ Up (ลูกศรขึ้น) เพื่อเรียกคำสั่งเดิมที่เคยเรียกใช้ สามารถเรียกไปได้เรื่อยๆ ไม่จำกัดนะครับ เลื่อนเลยไปก็เลื่อนกลับมาได้ด้วยคีย์ Down (ลูกศรลง) และสามารถแก้ไขคำสั่งได้ตามต้องการทำให้การใช้งานเชลล์พรอมพ์สะดวกขึ้นมาก
หลังจากดาวน์โหลดเสร็จอาจจะมีการตรวจสอบคีย์ในการติดตั้งและให้เราคอมเฟิร์มอีกครั้ง
ให้กด y แล้วกด Enter อีกครั้ง
แล้วระบบก็จะทำการอัพเดดแพคเกจไปจนเสร็จ เมื่อ Complete แล้วก็จะกลับมาอยู่ในพรอมพ์ พร้อมรับคำสั่งใหม่อีกครั้ง จะสังเกตได้ว่าสถานะของพรอมพ์จะเป็น $ ซึ่งหมายถึงกลับมาเป็นยูสเซฮร์ธรรมดาเหมือนเดิมนั่นเอง
เป็นอันว่าอัพเดตระบบเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ควรจะรีสตาร์ดเครื่องอีกครั้งเพื่อให้ระบบพร้อมใช้งานอย่างแท้จริง
หมายเหตุ ระบบเดิมของ Fedora 44 ที่ดิตตั้งจากแผ่นบูตจะยังเป็นเคอเนล 6.19.10 หลังจากอัพเดตแล้ว จะได้เป็นเคอเนล 7.0 ซึ่งสามารถทำงานกับฮาร์ดแวร์ได้ดีกว่าเดิม โดยเฉพาะ GPU ของ Nvidia ซึ่งใช้งานได้ไม่ค่อยดีกับเคอเนล 6.19
ตอนนี้ว่ากันเท่านี้ก่อน แล้วพบกันใหม่ครับ















ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น