วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

การใช้งานเบื้องต้น Fedora 44 KDE Plasma Desktop

 การใช้งานเบื้องต้น Fedora 44 KDE Plasma desktop

     หลังจากติดตั้งและตั้งค่าเบื้องต้นให้ Fedora 44 เสร็จแล้ว เมื่อเราล็อกอินเข้าไปใน KDE Plasma ก็จะมีไดอาล็อกเวลคัมขึ้นมาดังภาพ

   ถ้าเราอยากดูก็คลิก Next ไปสำรวจดูได้เลยครับ  ถ้าไม่อยากดูก็คลิก Skip เพื่อเข้าไปใช้งานกันต่อเลย

  ต่อไปเราจะปรับแต่งหน้าจอนิดหน่อยนะครับ พอดีเครื่องนี้ความละเอียดจอสูงเลยทำให้ตัวอักษรเล็กไปหน่อย เราจะไปปรับขนาดตัวอักษรกันก่อน โดยคลิกที่ไอคอนตั้งค่า (ไอคอนที่สองสีดำ)

     ตรงนี้จะเป็นหน้าจอหลักในการตั้งค่าของ KDE Plasma ทั้งหมดนะครับ ให้คลิกไปที่ ข้อความและฟอนต์ จะเห็นได้ว่าเดิมระบบตั้งค่าฟอนต์ไว้ที่ขนาด 10pt เท่านั้น ซึ่งมีขนาดเล็กเกินไป

    ต่อจากนั้นคลิกที่ Adjust All Fonts...

    คลิกเลือก Size แล้วเลือกขนาดฟอนต์ที่ต้องการ  ตามภาพตั้งไว้ที่ 12pt จากนั้นคลิก OK


ต่อไปก็คลิก Apply เพื่อปรับเปลี่ยนตามค่าที่ต้งไว้
 

 จากนั้น ลองคลิกที่เมนูโปรแกรมของระบบดูจะเห็นว่าฟอนต์ยังมีขนาดเท่าเดิมนะครับ เราจะเป็นต้องล็อกเอาต์ออกจากระบบไปก่อนและล็อกอินเข้ามาใหม่อีกครั้งเพื่อให้ระบบปรับใช้ค่าใหม่อย่างสมบูรณ์

 

  ที่เมนูโปรแกรม ให้คลิกที่ Session แล้วคลิก Log Out

 จากนั้นก็ล็อกอินเข้ามาใหม่อีกครั้งหนึ่ง

     เมื่อล็อกอินเข้ามาแล้ว คลิกที่เมนูโปรแกรมจะพบว่าขนาดฟอนต์ใหญ่ขึ้นตามที่ต้องการ  

     ต่อไป สิ่งที่ต้องทำก่อนหลังจากติดตั้งเสร็จก็คือการอัพเดตระบบ เนื่องจากที่เราติดตั้งไปนั้นซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่มาพร้อมกับแผ่นติดตั้งที่ยังเป็นเวอร์ชันเก่าอยู่ จำเป็นต้องอัพเดตให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด

    การทำงานในลีนุกซ์นั้น คุณอาจจะเคยทราบมาก่อนแล้วว่าพื้นฐานการทำงานโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับระบบใช้การทำงานแบบ Text Mode ซึ่งเรียกกันว่าเทอร์มินอล (Terminal) คือการพิมพ์คำสั่งในเชลล์ของระบบโดยตรง อาจจะมีการสร้างโปรแกรมกราฟิคขึ้นมาให้เลือกใช้งานโดยการคลิกๆ ได้เหมือนกัน แต่เนื้อแท้ก็คือการเรียกใช้คำสั่งเหมือนเดิม  ดังนั้นการใช้งานเทอร์มินัลจึงทำงานได้เร็วและคล่องกว่า  แถมยังมีข้อดีคือเราจะรู้เห็นการทำงานของคำสั่งทุกขั้นตอน ซึ่งทำให้เราสามารถเข้าใจระบบได้ดีขึ้น จะเป็นยังไงไปดูกัน

   ในเมนูโปรแกรมคลิกที่  ระบบ  แล้วคลิกที่ Konsole



  Konsole เป็นโปรแกรมจำลองเทอร์มินอล (Terminal Emulator) ที่รวมอยู่ในชุดโปรแกรมของ KDE เมื่อเปิดขึ้นมาแล้วอาจจะเห็นฟอนต์ขนาดเล็กไปหน่อย เราสามารถเพิ่มขนาดฟอนต์เพื่อใช้งานได้สะดวกขึ้น โดยกด Ctrl++  (เหมือนกับเพิ่มขนาดตัวอักษรใน Firefox นั้นแหละ)   

   เมื่อเปิดเข้ามาแล้วเราจะเห็นบรรทัดที่แสดงสถานะตามภาพเรียกขานกันว่า เชลล์ พรอมพ์ (Shell Prompt) หรือในไมโครซอฟต์วินโดวส์เรียกว่า คอมมานด์พรอมพ์ (Command Prompt)

   ก่อนอื่นมาทำความรู็จักกับระบบผู้ใช้ของลีนุกซ์เสียก่อน (รวมถึงยูนิกซ์อื่นๆด้วย) 

  ในลีนุกซ์ มีผู้ใช้ที่เรียกว่า Super User อยู่ท่านหนึ่งชื่อของเขาคือ root ซึ่งเป็นชื่อเฉพาะที่ทำหน้าที่ผู้ดูแลระบบแต่เพียงผู้เดียว มีอำนาจเบ็ดเสร็จทุกสิ่งอย่างในระบบ เปรียบไดัดังเป็นพระเจ้าในระบบเลยทีเดียว ที่เราสามารถสร้างยูสเซอร์ของตนเองขึ้นมานั้นก็ด้วยอำนาจของ root ที่อนุญาติไว้ตอนติดตั้งระบบเท่าน้น พอล็อกอินเข้ามาตามปกติ อำนาจของคุณก็คือยูสเซอร์ธรรมดา ซึ่งจะทำอะไรก็ต้องให้ root อนุญาตเสียก่อน

  ยูสเซอร์ธรรมดาจะมีสิทธิ์ในการใช้งานระบบ ปรับแต่งระบบได้เฉพาะในส่วนของตอนเอง มีไดเร็คทอรีส่วนตัว ภายใต้ไดเร็คทอรี /home/username/ เท่านั้นไม่มีสิทธิ์เข้าไปดูไดเร็คทอรีส่วนตัวของผู้ใช้อื่น เข้าไปดูไฟล์ในไดเรคทอรีอื่นๆ ได้แต่เปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้ และไม่มีสิทธิ์ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบเด็ดขาด

  ทั้งนี้ เป็นเพราะพื้นฐานของลีนุกซ์/ยูนิกซ์ เป็นระบบเซิร์ฟเวอร์ที่มีการทำงานแบบมัลติยูเซอร์ รองรับการทำงานระดับองค์กรขนาดใหญ่ จำเป็นต้องสร้างระบบความปลอดภัยให้มีผู้ดูแลระบบโดยเฉพาะ ไม่อนุญาตให้ยูสเซอร์ธรรมดาเข้ามายุ่มยามกับระบบโดยรวมเพื่อเสถียรภาพและความปลอดภัย (ลองนึกถึงว่าในองค์กรที่มีคนทำงานบนระบบเดียวกันเป็นสิบเป็นร้อยคน เกิดมีบางคนสติแตกขึ้นมาเข้าไปแก้ไขหรือลบไฟล์ที่สำคัญในระบบจะเกิดความเสียหายแค่ไหน)

   ทีนี้เมื่อเราติดตั้งลินุกซ์เพื่อใช้งานส่วนตัว ระบบจะให้เราใช้งานในโหมดยูสเซอร์ธรรมดา แต่ก็เปิดโอกาสให้เราเป็น Super User ได้ เพราะเราเป็นเจ้าของระบบเองนี่นา ในลีนุกซ์บางดิสโทร ตอนติดตั้งก็จะให้กำหนดพาสเวิร์ดสำหรับ root ไว้ด้วย  และสร้างยูสเซอร์ธรรมดาขึ้นมาอีกหนึ่งสำหรับใช้งานทั่วไป

   การเข้าไปใช้งานเป็นซูเปอร์ยูสเซอร์ทำได้สองแบบคือ ล็อกอินเป็น root มาตั้งแต่ต้น หรือล็อกอินเป็นยูสเซอร์ธรรมดาแล้วมาแปลงร่างเป็น root ภายหลัง 

  ใน Fedora เราจะเห็นได้ว่ามีการสร้างยูสเซอร์ใช้งานมาแล้ว แต่ยังไม่มีการสร้างพาสเวิร์ดสำหรับ root หรือซูเปอร์ยูสเซอร์เลย เราจะสามารถเข้าไปใช้งานในโหมดซูเปอร์ยูสเซอร์ด้วยการใช้คำสั่ง sudo ตามด้วยคำสั่งที่ต้องการใช้

   ในเซลล์พรอมพ์เราจะเห็นพรอมพ์ขึ้นมา ตามตัวอย่าง 


   nudee@fedora:~$

 หมายถึง ผู้ใช้ชื่อ nudee ทำงานอยู่ในระบบของเครื่องที่ชื่อ fedora  ส่วนเครื่องหมาย $ บอกสถานะให้รู้ว่าผู้ใช้นี้เป็นยูสเซอร์ธรรมดาทั่วไป (บางเครื่องอาจจะเป็นเครื่องหมาย % แล้วแต่ชนิดของเชลล์ที่ใช้ ส่วนสถานะของ root จะใช้เครื่องหมาย # แสดงให้รู้ว่าตอนนี้เป็นซูเปอร์ยูสเซอร์)

   ในที่นี้เราจะทำการอัพเดตระบบหลังจากการติดตั้งระบบเสร็จใหม่ๆ ซึ่งต้องอาศัยสิทธิ์หรืออำนาจของซูเปอร์ยูเซอร์เท่านั้น  เราจะใช้คำสั่ง

   sudo dnf update

  เมื่อเราพิมพ์คำสั่งแล้วกด Enter  

 ระบบจะแจ้งเตือนว่าเรากำลังจะทำงานเป็นซูเปอร์ยูสเซอร์และให้เราป้อนพาสเวิร์ด (ก็พาสเวิร์ดที่ใช้ล็อกอินตามปกตินั่นแหละ)

 

   เมื่อเราป้อนพาสเวิร์ดและ Enter แล้วระบบจะเริ่มดาวโหลดข้อมูลของแพ็คเกจล่าสุดที่สามารถใช้ได้

   หลังจากนั้นจะแจ้งข้อมูลแพ็คเกจที่จะติดตั้งอัพเดตเปลี่ยนแปลง และสรุปขนาดข้อมูลที่ต้องดาวน์โหลดและเนื้อที่ฮาร์ดดิสที่จะใช้  ซึ่งในภาพจะเห็นได้ว่ามีจำนวนแพ็คเก็จจำนวนมากและขนาดข้อมูลเยอะพอสมควร เพราะเป็นการอัพเดตครั้งแรก ก็ไม่ต้องตกใจนะครับ คราวหน้าอัพเดตไปเรื่อยๆ จะไม่เยอะขนาดนี้

    ระบบจะถามว่าเราตกลงหรือไม่ (คือให้ทำต่อหรือเปล่า) เราต้องกด y (yes) ก่อนนะครับเพราะค่าที่ตั้งไว้มันเป็น N  (no) แล้วกด Enter


  ต่อไประบบจะเริ่มทำการดาวน์โหลดแพคเกจของซอฟต์แวร์ที่จะทำการติดตั้ง อัพเกรด โดยจะแสดงสถานะการดาวน์โหลดให้เราสามารถตรวจสอบดูได้

    ในระหว่างการดาวน์โหลดข้อมูลนี้ (ซึ่งอาจจะกินเวลานานเกินสิบนาที) อาจจะเกิดความขัดข้องทางอินเทอร์เน็ตหรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้ระบบหยุดทำงานและเด้งกลับไปที่พรอมพ์ ก็ไม่ต้องตกใจนะครับ  เราสามารถใช้คำสั่งเดิมมาทำงานต่อไปได้ โดยที่ระบบจะดาวน์โหลดต่อจากการทำงานที่หยุดไป คือข้อมูลที่ดาวน์โหลดมาแล้วยังอยู่ ดาวน์โหลดข้อมูลใหม่เพิมเติมเท่านั้น

   ทริคเล็กๆ คือ ในการใช้งานเชลล์พรอมพ์เราสามารถเรียกคำสั่งเดิมมาใช้งานได้ โดยการกดคีย์ Up (ลูกศรขึ้น) เพื่อเรียกคำสั่งเดิมที่เคยเรียกใช้ สามารถเรียกไปได้เรื่อยๆ ไม่จำกัดนะครับ เลื่อนเลยไปก็เลื่อนกลับมาได้ด้วยคีย์  Down (ลูกศรลง) และสามารถแก้ไขคำสั่งได้ตามต้องการทำให้การใช้งานเชลล์พรอมพ์สะดวกขึ้นมาก


 หลังจากดาวน์โหลดเสร็จอาจจะมีการตรวจสอบคีย์ในการติดตั้งและให้เราคอมเฟิร์มอีกครั้ง

ให้กด y แล้วกด Enter อีกครั้ง

  แล้วระบบก็จะทำการอัพเดดแพคเกจไปจนเสร็จ เมื่อ Complete แล้วก็จะกลับมาอยู่ในพรอมพ์ พร้อมรับคำสั่งใหม่อีกครั้ง  จะสังเกตได้ว่าสถานะของพรอมพ์จะเป็น $ ซึ่งหมายถึงกลับมาเป็นยูสเซฮร์ธรรมดาเหมือนเดิมนั่นเอง

  เป็นอันว่าอัพเดตระบบเรียบร้อยแล้ว  หลังจากนี้ควรจะรีสตาร์ดเครื่องอีกครั้งเพื่อให้ระบบพร้อมใช้งานอย่างแท้จริง

  หมายเหตุ   ระบบเดิมของ Fedora 44 ที่ดิตตั้งจากแผ่นบูตจะยังเป็นเคอเนล 6.19.10 หลังจากอัพเดตแล้ว จะได้เป็นเคอเนล 7.0 ซึ่งสามารถทำงานกับฮาร์ดแวร์ได้ดีกว่าเดิม โดยเฉพาะ GPU ของ Nvidia ซึ่งใช้งานได้ไม่ค่อยดีกับเคอเนล 6.19

 

ตอนนี้ว่ากันเท่านี้ก่อน แล้วพบกันใหม่ครับ

 









วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

การติดตั้ง Linux Fedora 44 KDE Plasma Deskeop (ไทย)

 

 การติดตั้ง Linux Fedora 44 KDE Plasma Desktop (ไทย)

   Linux Fedora เป็นดิสโทรหลักที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เน้นการใช้งานด้านเดสก์ทอปโดยเฉพาะ มีจุดแข็งคือการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องยาวนาน(แยกออกมาจาก Redhat Linux ซึ่งหันไปเน้นการใช้งานด้านเซิร์ฟเวอร์เป็นหลัก) มีการอัพเดตระบบที่ทันสมัยอย่างรวดเร็ว และได้รับการยอมรับอย่างมากในเรื่องความเสถียรของระบบ

    Fedora มีระบบติดตั้ง (Installer) ของตัวเองโดยเฉพาะคือ Anaconda ซึ่งถือได้ว่าเป็นต้นแบบการติดตั้งลินุกซ์ในแบบ Graphic Mode ซึ่งใช้งานง่ายสำหรับผู้ใช้หน้าใหม่ที่ต้องการติดต้งลินุกซ์ โดยไม่ต้องไปปวดหัวกับการติดตั้งใน Text Mode 


ควรรู้ก่อนติดตั้ง Linux

   ทั้งนี้ สำหรับผู้ใช้ลีนุกซ์มือใหม่ ต้องเข้าใจหลักการเบื้องต้นในการติดตั้งลีนุกซ์เสียก่อน

   ถ้าต้องการติดตั้งแค่ลีนุกซ์อย่างเดียว (และไม่ต้องการใช้ระบบปฎิบัติการเดิมที่มีอยู่ในเครื่อง)คุณก็สามารถเข้าไปติดตั้งได้เลย โดยใช้พาร์ติชันเดิมในฮาร์ดดิสก์ที่มีอยู่แล้ว

   ถ้าต้องการติดตั้งลีนุกซ์ร่วมกับระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows คุณอาจจะติดตั้งผ่าน WSL (Windows Subsystems for Linux)  หรือซอฟต์แวร์ประเภท VM (Visual Machine) ซึ่งสะดวกในการใช่งานร่วมกับวินโดวส์ไปพร้อมๆ กัน แต่มีข้อเสียคือประสิทธิภาพในการทำงานจะไม่ลื่นไหลสักเท่าไหร่ เพราะเครื่องต้องแบกภาระรันสองระบบปฏิบัติการพร้อม ๆ กัน ทำให้ต้องใช้ทรัพยากรในเครื่องหนักมากกว่าปกติ

   อีกทางเลือกหนึ่งก็คือติดตั้งลงในเครื่องเดียวกันโดยใช้ระบบ Dual Boot / Multiboot ซึ่งใช้งานโดยเลือกได้ว่าจะเข้าไปใช้ลีนุกซ์หรือวินโดวส์ตัวใดตัวหนึ่ง ทำให้ใช้งานได้ลื่นไหลขึ้น โดยที่สามารถใช้ข้อมูลในพาร์ติชันต่างๆ ในเครื่องได้ ทั้งสองระบบ

   ในที่นี้จะว่าถึงการติดตั้งแบบใช้ Multiboot เพื่อให้มีสองระบบในเครื่องเดียว เริ่มแรกคุณต้องมีคือเนื้อที่หรือพาร์ติชันว่างๆ ในฮาร์ดดิสไว้สำหรับติดตั้งลีนุกซ์เสียก่อน ซึ่งคุณสามารถเข้าไปปรับขนาด(Shrink) ของพาร์ติชันเดิมที่มีอยู่ในเครื่องโดยใช้โปรแกรมจัดการพาร์ติชันในวินโดวส์   ซึ่งจะไม่ทำให้ข้อมูลเก่าเสียหาย สำหรับการติดตั้งลีนุกซ์ควรมีขนาดพาร์ติชั้นไม่น้อยกว่า 40 GB ตรวจสอบดูก่อนว่ามีเนื้อที่ว่างพอหรือเปล่า ซึ่งควรปรับขนาดของไดร์ฟ D ใม่ใช่ไดร์ฟ C เพื่อไม่ให้กระทบกับการทำงานของวินโดวส์ เมื่อปรับขนาดแล้วจะได้ที่ว่างมาตามที่เราตั้งไว้ จากนั้นก็สร้างพาร์ติชันใหม่ขึ้นมา 1 พาร์ติชัน เพื่อเตรียมไว้สำหรับติดตั้งลีนุกซ์

  ไม่ว่าจะเลือกติดตั้งแบบไหนเราก็ต้องมีสื่อสำหรับติดตั้ง ปัจจุบันนิยมใช้ USB Flash Drive สำหรับบูตเข้าไปติดตั้งระบบปฎิบัติการต่างๆ (คงไมีมีใครใช้ CD หรือ DVD กันแล้วมั้ง) ตอนนี้เราจะติดตั้ง Fedora 44 KDE Plasma Desktop ก็ให้เข้าไปดาวน์โหลดไฟล์อิเมจสำหรับไรท์ทำ USB Boot ได้ที่ https://fedoraproject.org/kde/download/   

 

  สำหรับ PC/Notebook ทั่วไป ใ้หเลือกดาวน์โหลดไฟล์ Fedora KDE Plasma Desktop 44 Live ISO ในส่วนของ For Intel and AMD x86_64 Systems มีขนาดไฟล์ 3.1 GB ซึ่งต้องใช้แฟลชไดร์ฟ ความจุไม่น้อยกว่า 4GB

  หลังจากดาวน์โหลดไฟล์อิเมจเสร็จแล้วให้สร้าง USB Boot Disk  ซึ่งขอแนะนำให้สร้างด้วยโปรแกรม Rufus  (คลิกเข้าไปจะมีโปรแกรมให้ดาวน์โหลดและแนะนำวิธีใช้โปรแกรม)

   ไฟล์อิเมจที่ดาวน์โหลดมาจะเป็น Live DVD  ที่สามารถบูตเข้าไปทดลองใช้งานเดสก์ท็อป KDE Plasma ซึ่งเป็นเดสก์ท็อปที่นิยมใช้กันในลินุกซ์ตัวหนึ่งที่มีหน้าตาและรูปแบบการใช้งานคล้ายคลึงกับ Microsoft Windows และสามารถติดตั้ง Fedora ได้ด้วย

เริ่มทำการติดตั้ง Fedora 44 KDE Plasma Desktop 

   คอมพิวเตอร์/โน้ตบุ๊คทั่วไปสามารถใช้ระบบการบูตได้สองโหมดคือ Legacy ( ซึ่งเป็นระบบการบูตแบบดั้งเดิม ที่ไม่รองรับกับ  Microsoft Windows รุ่นใหม่ๆ แล้ว และ UEFI ที่ใช้กับฮาร์ดดิสก์ที่แบ่งพาติชันแบบ GPT ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งลีนุกซ์และวินโดวส์ การติดตั้งลีนุกซ์เพื่อทำ Multiboot ร่วมกับ MS Windows นั้น  เราจึงต้องเลือกบูตในโหมด UEFI เท่านั้น เพื่อให้ระบบของลีนุกซ์สามารถตั้งค่าบูตเข้าวินโดวส์ได้
 

    ตัวอย่างการเลือกบูตในโหมด UEFI

   ตามธรรมดาเครื่องที่ติดตั้งวินโดวส์ทั่วไปก็น่าจะตั้งค่าเป็นโหมด UEFI อยู่แล้ว แต่เมื่อเราจะบูตจาก USB ต้องกดเข้าไปใน Bios เพื่อเลือกบูตจากอุปกรณ์ต่างๆ


   เช่นในภาพตัวอย่าง เมื่อกดเข้าไปใน Bios และเข้าไปส่วนที่เลือกบูตอุปกรณ์ต่าง ๆ จะเห็นว่ามีตัวเลือก USB 2 ตัว คือ KingstonDT 100 G2 PMAP  ซึ่งเป็นตัวเลือกในโหมด Legacy และ UEFI: KingstonDT 100 G2 PMAP ซึ่งเป็นโหมด UEFI นั่นเอง

  ดังนั้นจึงต้องเลือกบูตไปในโหมด UEFI 

 


เมื่อเข้าไปหน้าแรกให้เลือกที่ *Start Fedora-KDE-Desktop-Live แล้วกด Enter เลยครับ

 


   เมื่อบูตเข้าระบบ KDE Plasma เรียบร้อยแล้ว จะรัน โปรแกรม anaconda ซึ่งเป็นระบบติดตั้งลินุกซ์ของ Fedora/Red Hat ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ 

 

   ก่อนอื่นเลยก็ต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตก่อนนะครับ ถ้าใช้เน็ตผ่านแลน (ใช้สาย) ระบบจะเชื่อมต่อให้อัตโนมัติ

  แต่ถ้าใช้ Wireless  เราก็ต้องทำการเชื่อมต่อก่อน โดยคลิกไปที่ไอคอน Wireless ที่มุมล่างขวา เลือก Access Point ที่ต้องการ ใส่พาสเวิร์ด แล้วก็คลิก Connect

      จากนี้ถ้าเราต้องการทดลองใช้งานเดสก์ท็อป KDE Plasma ก็สามารถปิดโปรแกรม anaconda ไปก่อนแล้วทดลองใช้งานโปรแกรมต่างๆ ที่ติดตั้งมาแล้ว เช่น ลองเข้าอินเทอร์เน็ตด้วย Firefox หรือปรับแต่งหน้าตาของ KDE ก็ได้

   ถ้าต้องการติดตั้ง Fedora ก็ให้คลิก Next ที่โปรแกรม anaconda ได้เลยครับ

            จากนั้นเป็นการกำหนดค่าภาษา (Locale) ให้เลือกภาษาเป็น    ไทย(ไทย)    ระบบจะตั้งค่าคีย์บอร์ดให้โดยอัตโนมัติ

   เสร็จแล้วคลิก Next 

  ต่อไปเป็นการกำหนดค่าพาร์ติชันที่จะติดตั้งลีนุกซ์ ให้เลือกที่ Mount Point Assignment  แล้วคลิก Next

 

   จากนั้นจะเป็นการตั้งค่า Mount point ของพาร์ติชันเพื่อใช้งานกับลินุกซ์

ก่อนอื่นให้ทำความเข้าใจ การกำหนดค่าฮาร์ดดิสก์ในลินุกซ์ สำหรับฮาร์ดดิสก์ที่แบ่งพาร์ติชันแบบ GPT

/dev/sda คือฮาร์ดดิสก์ตัวที่หนึ่ง  ซึ่งปกติก็ใช้ติดตั้งระบบปฏิบัติการ (OS) ถ้าเนื้อที่เหลือเยอะอาจจะแบ่งพาร์ติชันไปใช้เป็นพื้นที่เก็บข้อมูลได้อีก  ส่วนการไล่พาร์ติชัน ก็จะมีรูปแบบเป็น

 /dev/sda1 คือ พาร์ติชันที่ 1 ของฮาร์ดดิสก์ตัวที่ 1 จะใช้เป็น EFI Systems Partition สำหรับการตั้งค่าบูตของ UEFI ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

/dev/sda2  คือพาร์ติชันที่ 2 ของฮาร์ดดิสก์ตัวที่ 1 ปกติคือพาร์ติชันที่ติดตั้งวินโดวส์

/dev/sda3  คือพาร์ติชันที่ 3 ของฮาร์ดดิสก์ตัวที่ 1 ใช้งานทั่วไป หรือใช้ติดตั้งระบบปฏิบัติการก็ได้

 ถ้ามีพาร์ติชันมากกว่านี้ก็ไล่ลำดับไปเรื่อยๆ

/dev/hdb คือฮาร์ดดิสก์ตัวที่สอง ไล่ลำดับไปเหมือนกัน แต่จะมี EFI System Partition หรือไม่มีก็ได้

ถ้ามีฮาร์ดดิสก์มากกว่านี้ก็ไล่เป็น c,d,e,f ... ไปเรื่อยๆ 

ส่วนซีดีรอมและแฟลชไดร์ฟก็จะไล่ลำดับต่อจากฮาร์ดดิสก์ที่มีอยู่ เช่น ถ้ามีฮาร์ดิสก์ตัวเดียว (sda) ซีดีรอมจะเป็น sdb แฟลชไดร์ฟ ก็จะเป็น sdc เป็นต้น

   มาต่อกันที่การติดตั้ง Fedora  จะเห็นได้ว่ามีการแจ้งสิ่งที่ต้องการ (Required) 2 อย่างคือ 

       /  สำหรับเป็นพื้นที่เก็บข้อมูลของระบบทั้งหมดของลีนุกซ์ เรียกกันว่า root partitions 

ตรงนี้ถ้าคุณสร้างพาร์ติดชันสำหรับติดตั้งลินุกซ์ไว้แล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นพาร์ติชันไหน ให้สังเกตที่ขนาดพาร์ติชันที่เราสร้างไว้แล้วนะครับ เช่น สร้างไว้ขนาด 50 GB มันจะแสดง 49 GB กว่าๆ ก็ให้เลือกพาร์ติชันนั้น ตามตัวอย่างใช้ sda6 

คลิกเลือก Format  เลือกรูปแบบพาร์ติชันเป็น ext4

   อย่างที่ 2  คือ /boot/efi  ก็คือ พาร์ติชันของ UEFI บังคับไว้เลยว่าต้องเป็นพาร์ติชันแรกของฮาร์ดดิสก์ ซึ่งมีการสร้างไว้แล้วตั้งแต่ตอนที่ติดตั้งวินโดวส์ ดังนั้นต้องเลือก sda1  ตัวนี้ต้องระวังให้ดีนะครับ ห้ามเลือก Format นะครับ เพราะมีไฟล์บูตของวินโดวส์อยู่ต้องใช้ร่วมกันเพื่อทำ Dualboot

  ส่วนที่มีต่อมาข้างล่าง  /boot ขึ้นมาว่า Recommended คือระบบแนะนำให้มี ซึ่งมีก็ได้ไม่มีก็ได้ เราก็กดลบที่ไอคอนถังขยะท้ายบรรทัดไปซะ

   เสร็จแล้วจะเห็นได้ว่ามีการกำหนดค่าไว้สองอย่างตามภาพ ถือว่าเพียงพอสำหรับการติดตั้งระบบแล้วคลิก Next ต่อไปได้เลย

 

จากนั้นระบบจะแสดงการกำหนดค่าที่ทำใว้ให้ตรวจสอบความถูกต้อง ถ้าตรวจสอบดีแล้วก็คลิก Next


ต่อไประบบจะแสดงสถานะความคืบหน้าในการติดตั้ง ก็ไปหากาแฟกินรอได้เลย 

  

   หลังจากนั้น จะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง (เร็วหรือช้าแล้วแต่ความเร็วของฮาร์ดแวร์) ก็จะขึ้นหน้านี้มาแสดงว่าติดตั้งเรียบร้อย ให้คลิกที่ Exit to live desktop เพื่อออกจากโปรแกรมติดตั้ง แล้วรีสตาร์ทเครื่องเพื่อเข้าไปใช้งาน Fedora ต่อไป

  เมื่อเปิดเครื่องขึ้นมาจะเข้าไปยัง Grub Boot Loader เพื่อเลือกระบบปฏิบัติการ ให้ Enter ผ่านไปได้เลย

   จากนั้นเครื่องจะทำการบูตระบบจนกระทั้ง ขึ้นหน้าจอดังรูป ซึ่งจะเป็นการตั้งค่าระบบเบื้องต้น (เฉพาะตอนเริ่มใช้งานครั้งแรก) ซึ่งในดิสโทรอื่นๆ ส่วนมากจะตั้งค่าไว้ตั้งแต่ตอนติดตั้งก่อนรีบูตเครื่อง แต่ของ Fedora ให้มาตั้งค่าหลังจากรีบูต

 ขั้นแรกตั้งค่า Language ให้เลือกเป็น  ไทย (ไทย)  แล้วคลิก Next
 
 

   ต่อมา Keyboard Layout ระบบจะเลือกเป็นไทยให้โดยอัตโนมัติ (ใช้ปุ่ม Alt+Shift สำหรับสลับภาษาของแป้นพิมพ์) ให้คลิก Next

 

  ต่อมาจะให้เลือกว่าจะใช้ Dark Theme หรือไม่ ถ้าชอบหน้าตาแบบสว่างๆ ก็ไม่ต้องเลือก คลิก Next

 

   ต่อมาก็ตั้งค่ายูสเซอร์ Full Name และ Username (ชื่อที่ใช้ในระบบ) จะเป็นตัวเดียวกันก็ได้ และต้องใช้เป็นภาษาอังกฤษ ส่วนพาสเวิร์ดไม่น้อยกว่าหกตัวอักษร   จากนั้นคลิก Next

 

 

ต่อไปตั้งค่า Hostname ก็คือชื่อเครื่องระบบตั้งมาให้แล้วคือ fedora เราจะเปลี่ยนเป็นชื่ออะไรก็ได้ตามชอบ จากนั้น คลิก Next

 

    ต่อมา Time and Date เลือก Timezone ที่ต้องการ ตามธรรมดาระบบจะเซ็ตค่าตามภาษาที่เราเลือกคือ Asia-Bangkok ถ้าต้องการเลือกที่อื่นก็ให้เช็ตค่าตามต้องการ จากนั้นคลิก Next

 

   ต่อมาตั้งค่า Network ระบบจะใช้ค่าที่เราเซ็ตไว้ตั้งแต่ตอนติดตั้ง หรือจะตั้งค่าเป็นอย่างอื่นก็แล้วแต่การใช้งาน จากนั้นคลิก Next

 
   เมื่อขึ้นหน้าจอมาตามภาพก็แสดงว่าตั้งค่าเรียบร้อย คลิก Finish ได้เลย


    เสร็จแล้วจะกลับมาที่หน้า Login จะเห็นว่าระบบเลือกยูสเซอร์เนมที่เราตั้งไว้เรียบร้อยแล้ว ให้ใส่พาสเวิร์ดแล้วกด  Enter เพื่อล็อกอินเข้าไปใช้งานได้เลย

   เป็นอันว่าเราได้ทำการติดตั้ง Linux Fedora 44 KDE Plasma Desktop เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ตอนหน้าเราจะมาว่าถึงการใช้งานเบื้องต้นเป็นลำดับถัดไปครับ  แล้วเจอกัน