แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การติดตั้งด้วย calamares แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การติดตั้งด้วย calamares แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569

การติดตั้ง CachyOS

 การติดตั้ง CachyOS

 CachyOS  เป็น Arch Base Linux (พัฒนาต่อมาจาก Arch Linux) โดย Arch Linux ซึ่งเป็นดิสโทรหลักนั้น มีจุดเด่นที่เป็น Rolling Distro คือมีการอัพเดตซอฟต์แวร์เป็นรุ่นล่าสุดอยู่เสมอ ซึ่งมีข้อดีคือผู้ใช้จะมีซอฟต์แวร์รุ่นล่าสุดที่ทันสมัย โดยไม่จำเป็นต้องล้างระบบลงใหม่ แต่อาจจะเสี่ยงที่จะพบข้อบกพร่อง (Bug) ของซอฟต์แวร์ได้ง่าย ถึงอย่างไรก็ตาม เนื่องจากการอัพเดตอยู่ตลอด จึงสามารถแก้ไข Bug ได้รวดเร็วเช่นเดียวกัน และเป็นข้อดีสำหรับการทดสอบซอฟต์แวร์เวอร์ชันใหม่ๆ ด้วย มีการติดตั้งแบบ Manual คือ ผู้ใช้ต้องกำหนดค่าคอนฟิกระบบด้วยตนเอง  ทำให้สามารถเซ็ตระบบได้ตรงกับสเป็คของฮาร์ดแวร์และความต้องการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคน Arch Linux ติดตั้งในโหมด CLI (Command-line Interface) เท่านั้น จึงไม่ค่อยสะดวกสำหรับผู้ใช้มือใหม่สักเท่าไหร่นัก
   สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการใช้ Arch Linux บางคนจึงนิยมหันมาใช้ลีนุกซ์ Arch Base ซึ่งมีการติดตั้งในระบบกราฟฟิค ซึ่งใช้งานง่ายกว่า มีให้เลือกใช้หลายดิสโทร เช่น Garuda Linux, Manjaro, EndeavourOS เป็นต้น ซึ่งแต่ละดิสโทรก็จะมีการคอนฟิกเคอเนลในแบบฉบับของตนเอง เพื่อให้ใช้งานได้เหมาะกับความต้องการใช้งาน นอกจากนั้นยังสามารถเลือกไปใช้เคอเนลของดิสโทรอื่นที่เป็น Arch Base เหมือนกันได้ด้วย
   ส่วนในตอนนี้จะว่าถึง CachyOS ซึ่งเป็น Arch Base อีกตัวหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงมาก โดยได้รับอันดับหนึ่งใน Hit Page Rank ของเวปไซต์ Distrowatch,com ซึ่งเป็นเวปไซต์ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของการพัฒนาลีนุกซ์ดิสโทรต่างๆ
   CachyOS ได้รับการพัฒนาให้ใช้กับฮาร์ดแวร์สถาปัตยกรรม AMD64/Inter64 โดยเฉพาะ โดยเน้นที่การใช้งานแบบเดสก์ท็อปและเกมเมอร์ มีความหลากหลายในการติดตั้งแพคเกจของซอฟต์แวร์ในแบบของ Arch Linux คือสามารถติดตั้งแพคเกจากแหล่งที่มาของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ครอบคลุมแทบจะทุกรูปแบบทั้ง Repo ของ Arch Linux, Github, flatpak, snap เป็นต้น ซึ่งเรียกได้ว่าทำให้มีซอฟต์แวร์ให้เลือกใช้มากกว่าดิสโทรอื่น
   การติดตั้ง CachyOS ใช้การติดตั้งด้วย Calamares ซึ่งรันผ่าน KDE Plasma Live Desktop ดังนั้นผู้ใช้สามารถทดลองใช้งานเบื้องต้นดูก่อนจะทำการติดตั้งจริง

การดาวน์โหลด ISO Image

 การดาวน์โหลด ISO Image ของ CachyOS สามารถดาวน์โหลดได้จาก https://cachyos.org/download/ 
 

มี ISO Image ให้เลือกสองเวอร์ชันคือ Desktop Edition สำหรับการใช้งานเดสก์ทอปทั่วไป และ Hanheld Edition สำหรับเกมเมอร์โดยเฉพาะ

   ในที่นี้จะใช้เป็น Desktop Edition ซึ่งดาวน์โหลดได้โดยคลิกที่ Downloa  Desktop Edtion แล้วคลิก Direct มีขนาดไฟล์ประมาณ  2.9 GB

    เสร็จแล้ว สร้าง USB Boot Disk ด้วยโปรแกรมที่ถนัด (ใน MS Windows แนะนำ Rufus)

    หลังจากหลังจากทำ USB Boot Disk เสร็จแล้ว  เราควรแบ่งพาร์ติชันในฮาร์ดดิสก์สำหรับใช้ในการติดตั้ง 1 พาร์ติชัน (ขนาดไม่น้อยกว่า 30 GB) และอีก 1 พาร์ติชันสำหรับทำ swap (ไม่น้อยกว่า 1 GB)

     จากนั้นก็มาบูตเครื่องจากแฟลชไดร์ฟเพื่อทำการติดตั้งเลยครับ

การติดตั้งครั้งนี้จะติดตั้งใน Legacy Mode นะครับ เพราะไม่ได้ใช้บูตร่วมกับ MS Windows

 (ถ้ายังไม่เข้าใจเรื่องการบูตใน Legacy Mode ให้เข้าไปดูในตอน การติดตั้ง Fedora Linux )

 

  เมื่อบูตเข้าหน้า Grub Menu ให้เลือกตัวแรก CachyOS default (x86_64. BIOS) แล้วกด Enter

 

ระบบจะเข้าสู่ KDE Plasma Desktop โดยอัตโนมัติ และต้องเซ็ตค่าหน้าจอ ก่อน ให้เลือกเป็น Mirror Screen (ตัวเลือกที่ 3)

 

   เมื่อเข้าสู่ระบบเรียบร้อยจะมีหน้าต่าง Welcome to CachyOS ขึ้นมา 

   ก่อนอื่นต้องตั้งค่าเน็ตเวิร์คก่อนเพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ต ถ้าใช้การเชื่อมต่อด้วยสายแลน ก็จะมีการตั้งค่าให้แล้วโดยอัตโนมัติ  แต่ถ้าใช้ Wifi Nerwork ต้องเข้าไปเชื่อมต่อเข้ากับ Wifi เสียก่อน โดยคลิกที่ ไอคอน Wifi  แล้วเลือกแอคเซสพอยต์ที่จะใช้งาน จากนั้นก็ป้อนรหัสผ่านแล้วคลิก Connect

   จากนั้น คลิกที่ Launch Installer ที่หน้าต่าง Welcome

  ระบบจะเปิดโปรแกรม Calamares ซึ่งใช้เป็นโปรแกรมสำหรับติดตั้งระบบดังภาพ จะเห็นว่ามีการตั้งค่าเป็นภาษาไทยให้แล้ว (น่าจะมีการเช็คกับ IP Address ของเครือข่ายที่เราเชื่อมต่อแล้ว)


   

  เมื่อโปรแกรมพร้อมให้คลิกที่ ถัดไป

   ต่อไปเป็นการตั้งค่า Time Zone  โดยตั้งภูมิภาคเป็น Asia และ โซนเป็น  Bangkok  (ซึ่งอาจจะตั้งค่าให้โดยอัตโนมัติแล้วก็ได้)

  ส่วนภาษาของระบบกับหมายเลขและวันที่จะถูกตั้งค่าให้เป็น ไทย โดยอัตโนมัติ (ถ้าไม่ใช่ต้องตั้งค่าเป็น ไทย เพื่อให้ระบบติดตั้งภาษาไทยได้อย่างสมบูรณ์)

  จากนั้นคลิก  ถัดไป

  การตั้งค่าคีย์บอร์ดจะเซ็ตเป็นไทยให้โดยอัตโนมัติ แต่ต้องเลือก Switch Keyboard เอง โดยมากนิยมตั้งเป็น Alt+Shift เพื่อเป็นปุ่มสำหรับสลับภาษาของคีย์บอร์ด หรือจะใช้ตัวอื่นก็เลือกได้ตามชอบ
   จากนั้นคลิก ถัดไป

   ต่อไปเป็นการตั้งค่า Boot Loader ซึ่งมีให้เลือก 2 อย่างคือ Grub และ Limine แนะนำให้ใช้ Grub นะครับ สวยกว่า และจัดการง่ายกว่า 

   จากนั้นคลิก ถัดไป


 ต่อไปเป็นการตั้งค่าพาร์ติชันสำหรับติดตั้ง CachyOS

ให้เลือก กำหนดพาร์ติชันด้วยตนเอง  แล้วคลิก ถัดไป

  จากภาพ เราจะเห็นได้ว่า ฮาร์ดดิสก์ตัวที่ 1 ของเครื่องคือ /dev/sda มีการแบ่งพาร์ติชันไว้แล้ว ซึ่งสภาพเดิมของเครื่อง จะมีพาร์ติชัน /dev/sda1 เป็น FAT32 ซึ่งเคยใช้เป็น EFI เพื่อบูตระบบของ MS Windows ซึ่งผมไม่ต้องการใช้แล้วและมีพาร์ติชันของ CachyOS (/dev/sda4)ที่เคยติดตั้งมาก่อนอยู่แล้วและผมต้องการลงใหม่ โดยจะเอาพื้นที่ของ sda1 มารวมกับ sda4 โดยมีพาร์ติชัน sda2 เป็น swap สำหรับใช้กับ Linux และพาร์ติชัน sda5 ผมได้ติดตั้ง Kubuntu เป็นระบบปฏิบัติการอีกตัวหนึ่งที่ติดตั้งไว้แล้วด้วย

  ดังนั้น ผมจะลบพาร์ติชันเดิมทิ้งไปเสียก่อน โดยคลิกเลือกที่ /dev/sda1 แล้ว คลิก ลบ  และคลิกที่ /dev/sda4 และคลิก  ลบ  อีกรอบ

  เมื่อลบทั้งสองพาร์ติชันเสร็จแล้ว เราจะเห็นได้ว่ามีพื้นที่ว่างปรากฎให้เห็น  ให้คลิกที่  พื้นที่ว่าง  แล้วคลิก Create เพื่อสร้างพาร์ติชันใหม่

  การสร้างพาร์ติชัน ให้ตั้งค่าดังนี้

   File System  เป็น ext4   (ใช้ Multiboot ร่วมกับลีนุกซ์ตัวอื่นได้สะดวกกว่า)

   จุดเชื่อมต่อ  เป็น /

   FS Label  แล้วแต่ชอบหรือจะไม่ตั้งก็ได้  ในที่นี้ผมตั้งเป็น CachyOSroot
   เสร็จแล้วคลิก OK

  จะเห็นได้ว่า มีการกำหนดค่าพาร์ติขันใหม่ ตามที่เราต้องการ (New Partition)

  จากนั้นคลิกที่ /dev/sda2 แล้วคลิก แก้ไข   เพื่อกำหนดค่าพาร์ติชัน swap

  ให้คลิกเช็คบอกซ์ที่  ฟอร์แมต 

  แล้วตั้งค่า File System เป็น swap  

  เสร็จแล้ว คลิก OK

 

  เมื่อกลับมาหน้าจอตั้งค่าพาร์ติชันอีกครั้ง ให้เช็คดูที่ด้านล่าง ที่ Install boot loader on: ซึ่งจะเป็นการเลือกว่าจะติดตั้ง boot loader (Grub) ไว้ที่ฮาร์ดิสก์ตัวไหน (ในกรณีที่มีฮาร์ดดิสก์ในเครื่องหลายตัว)  ธรรมดาก็ตั้งไว้ที่ /dev/sda ซึ่งเป็นฮาร์ดดิสก์ตัวแรกในเครื่อง

  จากนั้นคลิก ถัดไป

 จะมีคำแนะนำเรื่องการตั้งค่าการบูต คลิก  ตกลง  ไปได้เลย

   ต่อไปจะเป็นการเลือกระบบเดสก์ท็อปที่จะติดตั้งใช้งาน ซึ่งในส่วนนี้ ถ้าใครได้อ่าน ติดตั้ง Debian Linux 13.5 Trixie ด้วย Calamares  จะเห็นได้ว่าในการติดตั้ง Debian Linux จะไม่มีตัวเลือกแบบนี้ให้เพราะจะติดตั้งเดสก์ท็อปตาม Live Desktop ที่เราเลือกมาเป็นตัวบูตติดตั้ง 

  ส่วนในการติดตั้ง CachyOS เราสามารถจะเลือกเดสก์ท็อปที่จะติดตั้งได้ตามชอบ แต่จะสามารถเลือกได้ตัวเดียวเท่านั้น ไม่สามารถเลือกหลายตัวพร้อมๆ กันได้  โัดยมากจะเลือก Gnome หรือ KDE Plasma (ทริคก็คือ ถ้าอยากติดตั้งโดยใช้เวลาเร็วที่สุดก็ให้เลือกเดสก์ท็อปตัวเล็กๆ อย่าง Mate หรือฮาร์ดคอร์หน่อยก็ Hyprland  Niri จะใช้เวลาในการติดตั้งได้เร็วกว่า) แต่ถ้าคุณเลือก No Desktop คุณก็จะได้แค่ Base System ของ CachyOS ซึ่งจะมีแค่ระบบ Command-Line Interface ให้คุณใช้งานได้เพียงล็อกอินและใช้งานคำสั่งในเทอร์มินัลเท่านั้น (เหมาะกับการใช้งานเป็นเซิร์ฟเวอร์)

  เมื่อเลือกเดสก์ทอปได้ให้คลิก ถัดไป 

  ต่อไปจะให้เลือกแพคเกจเพิ่มเติม  ซึ่งอย่างที่บอกไว้ว่าเลือกเดสก์ทอปได้เพียงตัวเดียว เราสามารถเปลี่ยนเดสก์ทอปในหน้านี้ได้ และสามารถเลือกแพคเกจเพิ่มเติมจำพวก Printing Sytems และซอฟต์แวร์จำพวกออฟฟิศ เกม เป็นต้น โดยเลื่อนไปเลือกได้จากส่วนท้าย

  เมื่อเลือกเสร็จหรือไม่ต้องการเลือกเพิ่ม ก็คลิก  ถัดไป

ต่อไปก็ตั้งค่า User ให้ป้อนข้อมูลชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านให้เรียบร้อย

ถ้าต้องการให้ root หรือผู้ดูแลระบบใช้รหัสผ่านเดียวกัน ก็ให้คลิกเลือก Use the same password for the administrator account แต่ถ้าไม่เลือกจะมีช่องให้กำหนดรหัสผ่าน

 จากนั้นคลิก ถัดไป

จากนั้นระบบจะขึ้นข้อมูลการติดตั้งที่คอนฟิกไว้แล้วให้เราตรวจสอบความถูกต้อง  เมื่อแน่ใจแล้วก็คลิก ติดตั้ง

ระบบจะมีไดอาล็อกมาให้เราคอนเฟิร์มอีกรอบ ให้คลิก Install Now

  จากนั้นระบบจะแสดงสถานะความคืบหน้าของการติดตั้งดังภาพ

   ในระหว่างนี้เราสามารถคลิกที่ togle log เพื่อดูรายละเอียดต่างๆ ในการติดตั้งได้  

    การติดตั้งใช้เวลามากน้อยขึ้นอยู่กับซอฟต์แวร์ที่เราเลือกติดตั้ง ถ้าเลือกเดสก์ท็อปตัวใหญ่ อย่าง KDE Plasma หรือ Gnome ก็ใช้เวลานานหน่อย แต่ถ้าเลือกตัวเล็กๆ อย่าง Mate หรือ Niri ก็ใช้เวลาน้อยกว่า

เมื่อเสร็จแล้วก็จะแจ้งให้ทราบดังภาพ ถ้าต้องการรีบูตเลยก็ให้เลือ  เริ่มต้นใหม่ทันที แล้ว คลิก Done

เมื่อบูตเครื่องใหม่ จากฮาร์ดดิสก์ในเครื่อง เราก็จะพบกับ Grub Menu ของ CachyOS จะเห็นได้ว่ามีระบบปฏิบัติการอื่นที่มีในเครื่อง ซึ่งได้ตรวจพบและสามารถเลือกบูตได้ในหน้าเมนูนี้  เมื่อจะเข้า CachyOS ก็เลือก CachyOS Linux แล้วกด Enter

  เมื่อบูตเข้าสู่ระบบจะเข้าสู่หน้าจอล็อกอิน ให้เลือก User ที่ตั้งค่าไว้

จากนั้นป้อนรหัสผ่านแล้วกด Enter เพื่อเข้าสู่เดสก์ทอป  

ก็เป็นอันติดตั้ง CachyOS เสร็จเรียบร้อย

ทั้งนี้ หน้าจอล็อกอินอาจจะแตกต่างจากนี้ แล้วแต่เราจะเลือกติดตั้งเดสก์ทอปตัวไหน

ตอนนี้ก็ขอสวัสดีก่อนแล้วครับ
 



วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ติดตั้ง Debian Linux 13.5 Trixie ด้วย Calamares

 ติดตั้ง Debian Linux 13.5 Trixie ด้วย Calamares

   Debian Linux เป็นลีนุกซ์ดิสโทรหลักซึ่งเปิดตัวครั้งแรกเมื่อ 16 สิงหาคม 1993 เวอร์ชัน Stable ล่าสุดคือ 13.5 Trixie  (06-2026) มีการนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นดิสโทรอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เช่น Ubuntu, Linux Mint, MX Linux, Zurin Linux เป็นต้น โดยดิสโทรที่ใช้ Debian เป็นเบส จะใช้ตัวจัดการแพคเกจคือ apt และเป็นดิสโทรแรกที่มีการติดตั้งอัพเดตผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยตรง ซึ่งเป็นมาตรฐานการใช้งานลีนุกซ์ในปัจจุบัน

   ก่อนอื่นที่จะติดตั้ง Debian Linux สำหรับเวอร์ชัน 13.5 นี้มาดูความต้องการด้านฮาร์ดแวร์กันก่อน  Debian Linux นิยมใช้งานทั้งด้านเซิร์ฟเวอร์และเดสก์ท็อปทั่วไป จึงมีการพัฒนาให้สามารถใช้ได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้สถาปัตยกรรมหลากหลายทั้ง AMD64/Intel64, Arm, Power System, RISC-V, IBM S/390  ในที่นีเราจะกล่าวถึงสถาปัตยกรรมสำหรับ PC/Laptop ทั่วไปนั้นก็คือ AMD64/Intel64 

   โดยข้อมูลจากเวปไซต์ของ Debian สเป็คของฮาร์ดแวร์ขั้นต่ำสำหรับการติดตั้งใช้งานแบบเดสก์ทอปก็คือ

   Ram  1GB  แนะนำที่ 2GB 

   เนื้อที่  10 GB

   โดยไม่ได้แจ้งสเป็คขั้นต่ำของ CPU

   ซึ่งแน่นอนว่าสเป็คเครื่องยิ่งดีก็ยิ่งทำให้เราสามารถใช้งานได้ลื่นไหลมากกว่า  ความเห็นส่วนตัว ควรใช้ CPU ไม่ต่ำกว่า Dual Core แรม 4GB ขึ้นไป เนื้อที่ฮาร์ดดิสก์ไม่ควรต่ำกว่า 30GB

   ก่อนอื่่น ต้องดาวน์โหลดไฟล์ ISO Image สำหรับติดตั้งกันก่อน

การดาวน์โหลด ISO Image สำหรับติดตั้ง Debian

    การติดตั้ง Debian Linux   มีวิธีการติดตั้งหลายแบบ 

   แบบดั้งเดิมซึ่งใช้ตัวติดตั้ง Debian Installer มีทั้งแบบ Text Mode และ Graphic Mode ให้เลือกสามารถดาวน์โหลด ISO Image ได้ทั้งแบบ Live Desktop ซึ่งมีหลายเวอร์ชันมาก ทั้ง Gnome, KDE, XFCE เป็นต้น และแบบ Network Install ซึ่งมีขนาดไฟล์เล็กกว่า (เวอร์ชันนี้ประมาณ 755 MB กว่าๆ) หรือ Tiny iso ขนาดไฟล์แค่ 64 MB ซึ่งสามารถติดตั้งผ่านเครือข่าย Lan เท่่านั้น (ไม่สามารถใช้ Wireless ได้) 

   ในตอนนี้จะใช้การติดตั้งอีกแบบหนึ่งคือ Calamares ซึ่งเป็นรูปแบบการติดตั้ง Linux ที่นิยมใช้งานกันในปัจจุบัน เพราะใช้ง่ายและติดตั้งได้รวดเร็ว เหมาะสำหรับมือใหม่มากๆ (รวมถึงมือเก่าที่ขี้เกียจเซ็ตค่าระบบเอง)  ตอนนี้มีหลายดิสโทรที่นิยมใข้การติดตั้งแบบนี้ เช่น Debian, CachyOS, Garuda Linux เป็นต้น Calamares จะทำงานผ่านการบูตแบบ Live Desktop เท่านั้น

  การดาวน์โหลด ISO Image เพื่อติดตั้ง Debian Linux นั้นสามารถเข้าไปดาวน์โหลดจากเวปไซต์ของ Debian ได้โดยตรงที่ https://www.debian.org/distrib/

   จะเห็นว่าเราสามารถเลือกดาวน์โหลดได้ทั้งแบบ Network Installer และ Live Desktop ตอนนี้เราจะเลือกดาวน์โหลด Live Gnome ซึ่งมีขนาดไฟล์ประมาณ 3.5 GB

   นอกจากนี้เรายังสามารถเข้าไปดาวน์โหลดผ่านเซิร์ฟเวอร์ Mirror ของ Debian ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ประเทศไทยได้ เพื่อความเร็วในการดาวน์โหลด โดยมีหลายเซิร์ฟเวอร์ให้เลือกใช้ เช่น เซิร์ฟเวอร์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็สามารถเข้าไปดาวน์โหลด ISO Live Image ของ Debian ได้ที่  https://mirror.ku.ac.th/debian-cd/13.5.0-live/amd64/iso-hybrid/ 

  ซึ่งจะมี ISO Image ให้เลือกเป็นจำนวนมาก ตอนนี้เราจะเลือกใช้ Gnome ก็ให้คลิกดาวน์โหลดที่ไฟล์ debian-live-13.5.0-amd64-gnome.iso 
  หลังจากดาวน์โหลดเสร็จก็ไรท์ลง USB Flash Drive ด้วยซอฟต์แวร์ที่ถนัดได้เลย  สำหรับใน MS Windows แนะนำให้ใช้ Rufus นะครับ 

  อีกอย่างที่สำคัญคือก่อนติดตั้งควรมีการแบ่งพาร์ติชันของฮาร์ดดิสก์ไว้สำหรับการติดตั้งไว้หนึ่งพาร์ติชัน ขนาดไม่ต่ำว่า 30 GB และอีกหนึ่งพาร์ติชันเพื่อใช้เป็น Swap เนื้อที่ ไม่ต่ำกว่า 2 GB ไว้ทำงานเสริมหน่วยความจำ (Ram)

เริ่มการติดตั้ง Debian ด้วย Caramares

    เมื่อทำ USB Boot เสร็จแล้ว ก็เปิดเครื่องขึ้น ครั้งนี้เราจะติดตั้งใน Legacy โหมดนะครับ ไม่ได้ใช้ UEFI โหมด เพราะในเครื่องไม่ได้ลง Microsoft Windows แต่จะทำ Dual Boot เพื่อใช้งานดิสโทรอื่นในเครื่องด้วย (คือในเครื่องนี้ติดตั้ง Linux 6 ดิสโทรและส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบ UEFI สักเท่าไหร่) 


 ตัวอย่างในภาพ  เมื่อกดเข้าไปใน Bios เพื่อเลือกบูตจาก USB Drive มีตัวเลือกการบูต USB Drive 2 ตัว Kingston DT 100 GZ PMAP และ UEFI: KingstonDT 100 GZ PMAP เมื่อจะใช้โหมด Legacy ก็ให้เลือกบูตจากตัวแรก แต่ถ้ากรณีจะใช้บูตร่วมกับ Microsoft Windows ต้องเลือกบูต UEFI

   เมื่อเข้ามาสู่ Boot Menu เรามีตัวเลือก 2 แบบสำหรับการติดตั้งคือ

    เข้าไปใน Live System เพื่อติดตั้งผ่าน Calamares

    Start Installer เพื่อเข้าไปติดตั้งด้วย Debian Installer โดยสามารถเลือก with Speech synthesis เพื่อฟังคำแนะนำระหว่างติดตั้งหรือ Advance install options เพื่อกำหนดการติดตั้งเองแบบละเอียด

  เราจะใช้การติดตั้งผ่าน Calamares  จึงต้องเลือก Live system (adm64) แล้วกด Enter แล้วรอให้ระบบบูตเข้าไปใน Gnome

  

  เมื่อบูตเข้าระบบแล้วจะมีไดอาล็อก Wellcome to Debian GNU/Linux 13 (trixie) ขึ้นมาดังรูป ให้คลิก Skip เพื่อออกไปสู่ระบบ

  ถ้าเราเชื่อมต่อกับ Lan ผ่านสายระบบจะเชื่อมต่อกับเครือข่ายโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าเราใช้ Wireless ต้องตั้งค่าเชื่อมต่อ โดยคลิกที่ไอคอนเน็ตเวิร์ค (มุมบนซ้าย) แล้วเลือกแอคเซสพอยต์ที่ต้องการเชื่อมต่อ

   ป้อนพาสเวิร์ดของแอคเซสพอยต์แล้วคลิก Connect ระบบจะตั้งค่าเครือข่ายให้โดยอัตโนมัติ

 

  เมื่อกลับมาหน้าจอปกติให่้เลื่อนเมาส์ไปชี้ที่มุมด้านบนของจอ (ซ้ายหรือขวา) เพื่อเรียกดูไอคอนโปรแกรม จากนั้นคลิกที่  Install Debian (ไอคอนแรกซ้ายมือ) เป็นการเปิด Calamares เพื่อทำการติดตั้ง

ใช้เวลาโหลดโปรแกรมสักครู่ ตอนนี้ค่าที่ระบบตั้งไว้อาจจะยังเป็น American English อยู่นะครับ

    เมื่อเข้าสู่โปรแกรมติดตั้งหน้าแรกให้ตั้งค่าภาษาเป็น  ไทย (บางดิสโทรอาจจะตั้งเป็นไทยให้แล้วโดยเช็คจาก IP ของเครื่อง หรือบางดิสโทรอาจจะไม่มีภาษาไทยให้เลือกเลยก็ได้) จากนั้นคลิก  ถัดไป (หรือ Next ในกรณีที่ไม่มีภาษาไทยให้เลือก)

ภูมิภาค ตั้งเป็น Asia

โซน ตั้งเป็น Bangkok

 เมื่อเลือกภูมิภาคและโซนถูกต้องแล้วระบบจะตั้งค่าภาษาและตัวเลข-วันที่ เป็น ไทย โดยอัตโนมัติ  แต่ในกรณีที่การตั้งภาษาครั้งแรกไม่มีภาษาไทยให้เลือก เราต้องมาเปลี่ยนตรงนี้ให้เป็น ไทย ให้หมดเพื่อให้ระบบติดตั้งภาษาไทยให้ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์

  จากนั้น คลิก ถัดไป 

   ต่อไปตั้งค่าแป้นพิมพ์  ระบบเลือกให้อัตโนมัติแล้ว แต่เราต้องตั้งค่า Switch Keyboard เพื่อเป็นคีย์สำหรับสลับภาษาของแป้นพิมพ์ โดยมากจะเลือกเป็น Alt+Shift หรือปุ่มอื่นตามที่ถนัด  แต่ไม่สามารถใช้ปุ่ม ~ เดี่ยวๆ ได้เพราะเป็นอักขระที่ใช้งานในระบบ

  จากนั้นคลิก ถัดไป

 

   ต่อไปจะเป็นการจัดการพาร์ติชันสำหรับการติดตั้ง ให้เลือก กำหนดค่าพาร์ติชันเอง 

แล้วคลิก ถัดไป 

   ต่อมาจะเป็นการเลือกพาร์ติชัน ในกรณีที่มีฮาร์ดดิสก์หลายตัวเลือกฮาร์ดดิสก์ที่ต้องการตรงช่อง Storage Device

   จากนั้นเลือกพาร์ติชันที่จัดเตรียมไว้แล้ว เช่นในภาพเลือกเป็น sdb1 ซึ่งมีการแบ่งพาร์ติชันไว้แล้ว จากนั้นคลิก แก้ไข

 (ถ้ามีเป็นที่ว่างยังไม่ได้แบ่งเป็นพาร์ติชัน ให้คลิกพื้นที่ว่างแล้ว คลิก ตารางพาร์ติชันใหม่)

   ต่อไปเป็นการกำหนดค่าพาร์ติชันสำหรับติดตั้ง  

   ให้คลิกเลือกที่  ฟอร์แมท

   File System ให้เลือกเป็น  Ext4

  จุดเชื่อมต่อ (Mount Point) ให้เลือกเป็น  /

   FS Label ให้ตั้งชื่อตามต้องการ หรือจะว่างไว้ก็ได้

   จากนั้นคลิก OK

   จากนั้นเลือกพาร์ติชันที่เตรียมไว้สำหรับทำ swap แล้วตั้งค่าฟอร์แมทเป็น linuxswap ตามภาพแล้วคลิก OK

   ตามภาพจะเห็นว่า /dev/sdb1 ได้ตั้งค่าจุดเชื่อมต่อเป็น / แล้วเรียบร้อย ส่วน sdb2 ผมไม่ได้ใช้เป็น swap เพราะมีแรมมากเพียงพอแล้ว (8GB) ก็ถือว่าใช้ได้สำหรับการติดตั้ง
  (สำหรับกรณีที่ใช้ UEFI เพื่อบูตร่วมกับวินโดวส์ ตามธรรมดาแล้วจะมีพาร์ติชันที่เป็น EFI ที่ /dev/sda1 ให้เข้าไปแก้ไขโดยตั้งค่า เป็น EFI (ซึ่งจะมีตัวเลือกให้) โดยห้ามฟอร์แมทเด็ดขาดเพราะมีไฟล์ EFI สำหรับบูตวินโดวส์อยู่แล้ว)
   นอกจากนั้นยังมีตัวเลือก  Install boot loader on เพื่อเลือกฮาร์ดดิสก์ที่จะติดตั้งบูตโหลดเดอร์ (Grub) ซึ่งตามธรรมดาก็จะเลือกเป็น sda (ฮาร์ดดิสก์ตัวที่ 1)โดยอัตโนมัติ
 
  จากนั้นให้คลิก  ถัดไป

 เนื่องจากเราทำการติดตั้งในโหมด Legacy ระบบจึงให้คำแนะนำว่าสามารถตั้งค่า GPT partition เพื่อใช้งาน bios-grub ได้ ให้คลิก  ตกลง 

ต่อไปก็เป็นการตั้งค่า User ของระบบ ให้ใส่ข้อมูลผู้ใช้และรหัสผ่านให้เรียบร้อย  ถ้าต้องการใช้ล็อกอินเข้าระบบอัตโนมัติให้เลือก Log in automatically without arking for the password ด้วย

   บางดิสโทร ถ้าตั้งรหัสผ่านอ่อนเกินไป ก็จะแจ้งเตือนและให้ใช้รหัสผ่านที่ยากกว่าเดิมจนกว่าจะใช้ได้จึงจะให้ผ่านต่อไป

  จากนั้นคลิก ถัดไป 

  จากนั้นระบบจะแสดงข้อมูลการตั้งค่าต่างๆ ให้เราตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง 

เสร็จแล้วคลิก ติดตั้ง
 

   จากนั้นระบบจะทำการติดตั้ง โดยแสดงความคืบหน้าให้เห็น 

  เราสามารคลิกที่ Toggle log เพื่อดูรายละเอียดของขั้นตอนการติดตั้งได้ตามภาพ

เมื่อเสร็จเรียบร้อยก็ ให้เลือก เริ่มต้นใหม่ทันที  แล้วคลิก Done เพื่อจบการติดตั้งและเริ่มบูตเข้าระบบใหม่

   เมื่อเราบูตเครื่องเข้ามาจะพบกับหน้าจอ Grub เพื่อเลือกบูตเข้าสู่ระบบ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการตั้งค่า Multi Boot ให้เรียบร้อยแล้ว เราสามารถเลือกบูตเข้าสู่ระบบต่างๆ ที่มีอยู่ได้ตามความต้องการ

  เมื่อจะเข้าไปใน Debian Linux ให้เลือก Debian GNU/Linux แล้วกด Enter

  เมื่อบูตเข้าระบบแล้ว ถ้าเราไม่ได้เลือก autologin ไว้ตั้งแต่ตอนติดตั้ง จะขึ้นหน้าจอล็อกอินของระบบดังภาพ ซึ่งเลือก User ที่เราตั้งค่าไว้แล้ว ให้ป้อนรหัสผ่านแล้วกด Enter เพื่อเข้าไปใช้งานระบบ

  ก็เป็นอันว่าเราได้ทำการติดตั้ง Debian Linux 13.5 Trixie เป็นที่เรียบร้อยพร้อมสำหรับการใช้งานตามที่ต้องการ