วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

LMDE & Debian Base อัพเกรด Kernel 7 และติดตั้ง Niri+Noctalia

 LMDE & Debian Base อัพเกรด Kernel 7 และติดตั้ง Niri+Noctalia

การอัพเกรด Kernel 7 สำหรับระบบที่เป็น Debian Trixie 13 Base 

  ตอนที่แล้วผมได้ติดตั้ง Linux Mint LDME 7 "Gigi" Edition ซึ่งเป็น Linux Mint  ที่เป็น Debian Base (คือพัฒนาต่อจาก Debain เวอร์ชันนี้คือ Trixie 13) ซึ่งแตกต่างจาก Linux Mint 22.3 Xena ตัวหลักที่พัฒนาต่อจาก Ubuntu 24.04 Noble ซึ่งมีความแตกต่างกันพอสมควร  โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ที่แยกกันชัดเจน คือ Linux Mint  จะใช้แหล่งซอฟต์แวร์จาก Ubuntu ส่วน LMDE จะใช้แหล่งซอฟต์แวร์จาก Debian 

  โดยที่ LMDE 7 หลังจากอัพเกรดซอฟต์แวร์แล้วปรากฎว่ายังใช้เคอเนลเก่าคือ 6.12 อยู่เหมือนเดิม โดยความเห็นส่วนตัวยังมีความรู้สึกว่าวิ่งช้าไปหน่อย จึงจะทำการอัพเกรดเคอเนลเป็นเวอร์ชัน 7 

  อย่างที่ว่าไปแล้วว่า LMDE 7 มีเบสเป็น Debian และได้เพิ่มแหล่งแพ็คเกจ trixie-backport ซึ่งเป็นการอัพเกรดซอฟต์แวร์ต่างๆ ให้ทันสมัยมากกว่าแหล่งแพ็คเกจหลัก และจำเป็นสำหรับการอัพเกรดเคอเนลให้เป็นรุ่นใหม่ได้

  โดยในที่นี่จะเป็นการอัพเกรดเคอเนล 7 สำหรับดิสโทรที่พัฒนาต่อจาก Debian Trixie  สำหรับดิสโทรที่ยังไม่ได้ใช้แหล่งแพ็คเกจ trixie-backport ให้ตั้งค่าแหล่งแพคเกจ คือทำการแก้ไขไฟล์ /etc/sources.list  โดยเพิ่มบรรทัดนี้เข้าไปในไฟล์

 

deb http://deb.debian.org/debian trixie-backports main contrib non-free non-free-firmware 

 

หรือจะใช้สคริปต์คำสั่ง

 

 echo "deb http://deb.debian.org/debian trixie-backports main contrib non-free non-free-firmware" | tee /etc/apt/sources.list.d/trixie-backports.list

 

ก็ได้เช่นกัน 

จากนั้นก็ทำการอัพเกรดระบบด้วยคำสั่ง

sudo apt update

sudo apt upgrade

 

(ในกรณีของ LMDE 7 เราไม่ต้องทำในขั้นตอนนี้)

ต่อไปก็ทำการอัพเกรดเคอเนลตามขั้นตอนต่อไปนี้

 

- ตรวจสอบแพ็คเกจที่มีให้อัพเกรด


 ใช้คำสั่ง sudo apt search linux-image

จะแสดงผลขึ้นมาดังภาพ

จะเห็นได้ว่ามีแพ็คเกจของเคอเนลที่มีอยู่ในแหล่งแพ็คเกจอยู่หลายตัว ตรงนี้เรามาเช็คดูเฉยๆ นะครับ

ต่อไปก็ทำการติดตั้งเคอเนลด้วยคำสั่ง
 

apt install -t trixie-backports linux-image-amd64 linux-headers-amd64 

 

ระบบจะตรวจเช็คหาแพคเกจใหม่ล่าสุดที่สามารถติดตั้งได้แล้วรายงานให้ทราบถึงแพ็คเกจที่จะติดตั้ง และให้เราคอนเฟิร์มอีกครั้งตามภาพ 

ให้กด Enter  เพื่อทำการติดตั้ง

ตามภาพระบบจะแสดงรายละเอียดการทำงานระหว่างการติดตั้ง ซึ่งเราจะเห็นได้ว่ามีการอัพเกรด  Grub Boot Loader เพื่อให้เรียกใช้เคอเนลใหม่ให้ถูกต้อง หลังจากเสร็จแล้วก็จะกลับมาสู่เชลล์พรอมต์ปกติ 

  จากนั้นให้รีบูตเพื่อให้ระบบโหลดเคอเนลใหม่มาใช้งาน

  ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็จะบูตเข้าระบบใหม่โดยใช้เคอเนลใหม่ก็เป็นอันเสร็จแล้วครับ

จากการที่ใช้งานดูปรากฎว่าระบบที่ใช้เคอเนลใหม่ (7.2) สามารถทำงานได้เร็วกว่าเคอเนลเก่า (6.12) อย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น แนะนำว่าควรทำการอัพเกรดมาใช้เคอเนลใหม่เพื่อประสิทธิภาพการทำงานที่ดีกว่า (เล่าให้ฟังก็ไม่เห็นภาพหรอกครับ ต้องลองของจริงจึงจะรู้ได้ด้วยตนเอง)

  ตามขั้นตอนที่แสดงให้เห็น ใช้สำหรับการอัพเกรดเคอเนลของ LMDE 7 และ ดิสโทรที่ใช้ Debian Trixie 13 เป็น Base เท่านั้นนะครับ ส่วน Linux Mint 22.3 Xena ไม่รับรองว่าใช้วิธีการเดียวกันได้หรือเปล่าเพราะเป็น Ubuntu Base 


 การติดตั้ง Niri+Noctalia สำหรับ Debian Base และ Ubuntu Base

    Niri เป็น Wayland Compositor สำหรับการทำงานกราฟิคโหมดใน Wayland โดยทั่วไปการใช้งานเดสก์ทอปในลีนุกซ์มีสองระบบควบคู่กันอยู่ในปัจจุบันคือระบบที่ใช้ Xorg และ Wayland โดยเดสก์ทอปหลักที่ใช้กันส่วนมาก็คือ Gnome และ KDE ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งใน Xorg และ Wayland   ส่วน Niri จะใช้กับ Wayland เท่านั้น 

   Niri เป็น  Scrollable-Tiling Wayland Compositor คือระบบการแสดงผลหน้าต่างแบบเรียงลำดับ ซึ่งสามารถเลื่อนได้ อธิบายคือ เมื่อเราเปิดโปรแกรมขึ้นมาจะแสดงผลเรียงต่อกันไปเรื่อยๆ โดยสามารถ ใช้เมาส์เลื่อนไปมาเพื่อเลือกเวิร์คสเปชในใช้งานโปรแกรมต่างๆ ที่เปิดอยู่ได้ ซึ่งอำนวยสะดวกในการใช้งานได้เป็นอย่างดี

  โดยที่ตัว Niri มีหน้าที่แค่การจัดการเวิร์คสเปชและหน้าต่างโปรแกรม พร้อมทั้งฟังค์ชันระบบเบื้องต้นเท่่านั้น ดังนั้นจึงมีโปรแกมที่เรียกว่า Wayland Shell มาทำงานร่วมกัน โดยทำหน้าที่ในการเสริมการทำงานของ Compositor  ในการปรับแต่งรูปลักษณ์ต่างๆ เพื่อให้สามารถใช้งานระบบได้สะดวกขึ้น

  ในที่นี้เราจะเลือก ใช้ Noctalia Shell มาทำงานร่วมกับ Niri 

การติดตั้ง Niri 

   ก่อนอื่นเราจะไปติดตั้ง Niri เสียก่อน โดยในตอนนี้จะกล่าวถึงการติดตั้ง Niri ใน Debian Base โดยเฉพาะ ส่วนดิสโทรอื่นสามารถเข้าไปดูได้ที่ การติดตั้ง Niri

    การติดตั้ง Niri สำหรับ Debian Base จะต้องเป็นเวอร์ชัน Trixie 13 เป็นอย่าง่ต่ำ (ดังนั้น Linux Mint 22.3 Xena ไม่สามารถติดตั้งได้) โดยตัองเปิดใช้แหล่งแพคเกจ backport ด้วย (ตามที่ว่าไปตั้งแต่ตอนอัพเกรดเคอเนล)

    หลังจากอัพเกรดระบบแล้ว ให้ติดตั้ง curl ซึ่งจำเป็นสำหรับการติดตั้ง Niri โดยใช้คำสั่ง

 

    sudo apt install curl

 

จากนั้นก็จะทำการติดตั้ง Niri  ซึ่งสามารถติดตั้งได้โดยเรียกใช้แหล่งแพคเกจ Avenge Media จากเวปไซต์ของ openSUSE โดยการเข้าไปใน google แล้วค้นหาด้วยคีย์เวิร์ด Debian install niri

 

 
เมื่อเราเลื่อนไปดูข้อมูลการค้นหาจนพบเวปไซต์ ของ openSUSE Software ตามภาพก็คลิกเข้าได้เลย
 

  ตามภาพ จะเป็นหน้าเวป niri from home:AvengeMedia:danklinux project ซึ่งเราจะเห็นว่ามีให้เลือกสองระบบคือ Debian กับ openSUSE 
  ให้คลิกที่ Debian แล้วคลิก Add repository and install manually
  แล้วเปิดโปรแกรมเทอมินอลที่สามารถวางข้อความจากคลิบบอร์ดได้ เช่น konsole หรือ gnome-terminal เพื่อรอรับคำสั่งที่เราจะคัดลอกมาจากบราวเซอร์ 
 

โดยเราจะเห็นได้ว่ามีเวอร์ชันที่แยกกันสำหรับ Debian Testing/Unstable และ Debian 13 กรณีนี้เป็น Debian 13 ให้เลือกข้อความในเท็กซ์บ็อกซ์ดามภาพแล้วคลิกขวาคัดลอกคำสั่งมาเสียก่อน
 

   จากนั้นก็เข้าไปที่เทอมินอลที่เปิดไว้ แล้ววางคำสั่งในเชลล์พรอมต์ (โดยการคลิกขวามแล้วเลือก วาง) ก็จะเห็นคำสั่งที่เราคัดลอกมาปรากฏในเชลล์พรอมต์ดังภาพ แล้วก็กด Enter  

ระบบจะตรวจสอบแพ็คเกจแล้วให้เราคอนเฟิร์มอีกครั้ง

 

 

 ระหว่างการติดตั้ง เนื่่องจากมีการติดตั้ง gdm ระบบจะให้เราเลือก Display Manager ที่จะใช้งาน ให้เลือกเป็น lightdm แล้วกด Enter

 จากนั้น เมื่อติดตั้งเสร็จ ก็ให้เราอัพเกรดระบบอีกครั้ง เนื่องจากมีการติดตั้งซอฟต์แวร์ของ gnome บางส่วน เพื่อให้ปรับระบบให้เข้ากัน

   เพื่อให้การใช้งาน Niri ได้อย่างสะดวกควรติดตั้งโปรแกรมเพิ่มคือ alacritty (เทอร์มินอล), fuzzel (เมนูเรียกใช้โปรแกรม) โดยใช้คำสั่ง

 sudo apt install alacritty fuzzel

   เมื่อติดตั้ง Niri เสร็จให้เราเข้าไปตั้งค่าเบื้องต้นสำหรับการใช้งานคือ  กำหนดค่าคีย์บอร์ด, กำหนดค่า Policykit  โดยดูรายละเอียดการใช้งานเบื้องต้นและการตั้งค่า Niri ได้ที่ 

https://niri-desktop-thailand.blogspot.com/2026/07/niri-desktop-ep1.html

https://niri-desktop-thailand.blogspot.com/2026/07/niri-desktop-ep02-niri.html 

 ตอนนี้เราสามารถใช้งาน Niri แบบเพียวๆ ได้แล้วนะครับ โดยสามารถล็อกอินเข้า niri ได้จากหน้าจอล็อกอินของระบบ 

การติดตั้ง Noctalia 

    Noctalia คือ Wayland Shell ที่ช่วยในการทำงานของ Wayland Compositor สามารถใช้ได้กับ compositor หลายตัว เช่น Niri, Hyprland, sway, mango เป็นต้น
    เริ่มต้นให้เข้าไปใน Google แล้วค้นหาด้วยคีย์เวิร์ด noctalia shell

 ให้คลิกลิงค์ของ Noctalia ที่ปรากฏตามภาพ
 
  จากนั้นคลิกที่ Compositor  แล้วคลิกที่ Get started


 หน้านี้จะเป็นหน้าเวปของ Umbriel ซึ่งเป็น Wayland Compositor ตัวใหม่ที่ทางทีมงานของ Noctalia พัฒนาขึ้นมา (มีการรูปแบบการทำงานคล้ายกันกับ Niri ) เราจะเข้ามาเพื่ออาศัยการตั้งค่าแหล่งแพ็คเกจซอฟต์แวร์ของทีม Noctalia (ซึ่งในส่วนของการติดตั้ง Noctalia ตอนที่เขียนบล็อกนี้ยังไม่มีการอัพเดตข้อมูล โดยเฉพาะในการติดตั้งสำหรับดิสโทรที่เป็น Debian Base)

ให้คลิกที่ Installation 

จากนั้นเลื่อนมาที่ส่วนของ Debian and Ubuntu 

อันดับแรกจะทำการติดตั้งกุญแจสำหรับแหล่งแพ็คเกจเสียก่อน ในส่วน  Install the repository signing key โดยเลื่อนเมาส์ที่ไปกล่องข้อความจะมีปุ่ม Copy to Clipboard ให้ก็อปปีสคริปต์ค่ำสั่งโดยคลิกที่ปุ่ม

จากนั้นมาที่เทอร์มินัลแล้ววางสคริปต์คำสั่งลงในเชลล์พรอมต์

เมื่อคำสั่งขึ้นมาในเชลล์พรอมต์ดังภาพก็กด Enter

จากนั้น กลับไปหน้าเวปของ Umbriel แล้วเลือกคัดลอกสคริปต์คำสั่งในส่วนของ Add the repository ตามเวร์ชันของ Debian ตามภาพ เราจะคัดลอกส่วนของ Debian Trixie แล้วนำมาวางที่เชลล์พรอมต์ในเทอร์มินอล แล้วกด Enter เพื่อตั้งค่าแหล่งแพคเกจเพิ่ม

จากนั้นทำการอัพเดตข้อมูลแพคเกจโดยใช้คำสั่ง

    sudo update

ตามภาพ

 
ในตอนแรกผมลองติดตั้ง ทั้ง Noctalia และ Umbriel แต่ปรากฎว่า Umbriel ไม่สามารถติดตั้งได้เนื่องจากเช็ค Dependentcies ไม่ผ่าน เพราะแพคเกจระบบบางอย่างยังไม่อัพเกรดเวอร์ชันใหม่  ดังนั้นจึงติดตั้งเฉพาะ Noctalia  (โดยตอนที่ติดตั้งยังไม่แน่ใจว่าติดตั้ง alacritty กับ fuzzel หรือยังจึงสั่งติดตั้งไปด้วยกันเลย) โดยใช้คำสั่ง
 
   sudo apt install noctalia alacritty fuzzel 
    
 
 
ตามภาพ ระบบเช็คแล้วแจ้งว่ามีการติดตั้ง fuzzel ไว้แล้ว แต่ alacritty ยังไม่ได้ติดตั้ง ดังนั้น ระบบจะทำการติดตั้ง noctalia และ alacritty พร้อมทั้งแพ็คเกจที่จำเป็นตั้งหมด เราก็กด Enter เพื่อทำการติดตั้ง

  เมื่อติดตั้งเสร็จแล้วเราต้องเข้าไปปรับแต่งค่า config ของ niri นิดหน่อยนะครับ โดยเข้าไปแก้ไขไฟล์ 

~/,config/niri/config.kdl

 

 ผมใช้วิธีเปิดเข้าไปในโปรแกรมจัดการไฟล์เช่น dolphin หรือ nuatilus (ไฟล์) แล้วเปิดไฟล์ด้วยโปรแกรมแก้ไขข้อความ

เมื่อเปิดเข้าไปใน nautilus ให้กด Ctrl+h เพื่อแสดง Hidden files แล้วเปิดเข้าไปในโฟลเดอร์ ./config/niri/

จากนั้นคลิกขวาที่ไฟล์ config.kdl แล้วเลือกเปิดด้วยโปรแกรมแก้ไขข้อความ (ในภาพเป็นโปรแกรม gdit)

จากนั้นเลื่อนไปที่ท้ายสุดของไฟล์ (ใช้ Ctrl+end ก็ได้)

แล้วเพิ่มสคริปต์ต่อไปในเข้าไป ตามภาพ

spawn-at-startup "noctalia"

layer-rule {
    match namespace="^noctalia-backdrop"
    place-within-backdrop true
}

 

บรรทัดแรกเป็นการเรียกใช้ noctalia ในตอนที่เปิดเข้ามาใน niri

ส่วนที่เหลือเป็นการกำหนดค่า  backdrop  ของ niri ให้มาใช้แบคดรอปของ noctalia

เท่านี้ก็เรียบร้อย ให้ล็อกเอาต์ออกจากระบบกลับไปหน้าล็อกอินของระบบ แล้วล็อกอินโดยเลือกเซสชันเป็น niri

ตามภาพ เป็นหน้าจอของ niri ที่รัน noctalia  (ภาพนี้มีการปรับแต่งวอลเปเปอร์ไปแล้ว) โดยปกติจะมีแค่พาเนลหลักขึ้นมาดังภาพ  จะมีไอคอนต่างๆ ให้ใช้งาน เช่น ไอคอนรูปแว่นขยายคือ เมนูเรียกใช้โปรแกรมของ noctalia ต่อมาเป็นโปรแกรมจัดการวอลเปเปอร์ และที่เป็นตัวเลขก็คือเวิร์คสเปชที่เปิดอยู่โดยสามารถคลิกไปที่เวิร์คสเปชต่างๆ ตามหมายเลขที่ปรากฏ เป็นต้น

เมื่อคลิกขวาที่พาเนลหลัก จะมีหน้าต่าง Control Panel ของ noctalia ซึ่งสามารถปรับแต่งระบบต่างๆ เช่น เสียง ความสว่างของหน้าจอ ระบบเน็ตเวิร์คเป็นต้น  โดยสามารถเข้าไปตั้งค่า Noctalia  ได้โดยคลิกที่ไอคอนรูปฟันเฟืองตรงมุมขวาด้านบน

ต่อไปจะแสดงการตั้งค่าเบื้องต้นของ noctalia ในบางส่วน


 ในส่วนของ Appearence เบื้องต้น ค่าธีม ปกติจะตั้งค่าเป็น Dark โดยสามารถเลือกเป็น Light หรือ Auto (กลางคืน Dark กลางวัน Light) ก็ได้ ตามชอบ

ส่วนที่น่าสนใจคือ Palette Source ถ้าเราสามารถตั้งค่าเป็น Wallpaper เพื่อให้ปรับเปลี่ยนสีไปตามโทนสีของวอลเปเปอร์ที่เราใช้ได้ ทำให้โทนสีของระบบจะเปลี่ยนไปเรื่อย โดยกำหนดค่าการเปลี่ยนวอลเปเปอร์โดยอัตโนมัติ (โดยตั้งค่า Wallpaper Generation scheme เป็น Vibrunt ด้วย)

การตั้งค่า Wallpaper ให้ไปตั้งค่า Wallpaper Directory โดยกำหนดค่าไดเร็คทอรีที่เราเก็บภาพวอลเปเปอร์ไว้  

จากนั้นไปที่ Automation แล้วเปิดใช้งาน Automatic Rotation แล้วกำหนดค่าต่างๆ ที่ต้องการ เช่น เวลาในการเปลี่ยนภาพ รูปแบบการเลือกภาพ เป็นต้น

  เมื่อเราตั้งค่าเสร็จแล้ว เมื่อมีการเปลี่ยนภาพวอลเปเปอร์ โทนสีของ noctalia ก็จะเปลี่ยนไปตามโทนสีของภาพ

 อีกอย่างหนึ่งที่เราตั้งค่าค้างไว้คือ backdrop 

ในหน้าจอการตั้งค่าของ noctalia ให้คลิกไปที่ Niri แล้วเปิดใช้งาน Overview และ Backdrop ตามภาพ  

  เมื่อเราใช้ฟังค์ชัน Hot Corner (คือการชีเมาส์ไปที่มุมจอด้านบนซ้ายมือหรือขวามือ) ซึ่งจะเป็นการแสดงรายการเวิร์คสเปชต่างๆ ที่ทำงานอยู่โดยย่อขนาดลงมาและเรียงลำดับไปด้านล่าง ซึ่งสามารถเลื่อนดูได้ด้วยการสกรอเมาส์ เราจะเป็น Backdrop ด้าน ซึ่งจะเป็นภาพวอลเปเปอร์ที่เบลอภาพไว้แล้วนั่นเอง

 การปรับแต่ง Niri และ Noctalia ยังมีอีกหลายอย่างให้เราสามารถทำได้ ซึ่งจะได้นำมาเสนออีกในตอนต่อไป


 

 


 


 



 
 

ติดตั้ง Linux Mint LMDE 7 "Gigi"Edition

 ติดตั้ง Linux Mint LMDE 7 "Gigi"Edition

   LMDE 7 "Gigi"  คือ Linux Mint ที่พัฒนาต่อจาก Debian Trixie 13   (ในขณะที่ Linux Mint 22.3 Xena พัฒนาต่อจาก Ubuntu 24.04 Noble) โดยใช้เคอเนล 6.12 และเดสก์ท็อปของ LMDE คือ Cinnamon 7  (ส่วนเดสก์ท็อปอื่นๆ ก็ติดตั้งจากแหล่งแพคเกจของ Debian) โดยที่ใช้แหล่งแพคเกจจาก Debian โดยตรง จึงสามารถอัพเกรดเคอเนลเป็นเวอร์ชัน 7 ได้ด้วย 

   การติดตั้ง LMDE 7 ก็คล้ายคลึงกับการติดตั้ง Linux Mint  (ดูการติดตั้ง Linux Mint ได้ที่นี่) แต่ก็มีบางส่วนที่แตกต่างกันบ้างนิดหน่อย ไปดูกันเลยว่าจะเป็นอย่างไร

   แรกเริ่มสำรวจฮาร์ดแวร์ของคุณก่อนว่ามีคุณสมบัติเพียงพอหรือไม่ 

   สเป็คเครื่องขั้นต่ำที่ใช้ติดตั้ง LMDE 7 คือ

  - ซีพียู X86_64  หมายถึง AMD หรือ INTEL 64 บิท (LMDE มีแค่เวอร์ชัน 64 บิท เท่านั้น)

  - แรม ไม่ต่ำกว่า 2 GB (แนะนำว่าควรมากกว่า 4 GB)

  - พาร์ติชันสำหรับดิดตั้ง LMDE ขนาด 20 GB ขึ้นไป (ถ้าจะทำ swap partition ด้วยก็ควรให้มีขนาดพาร์ติชันของ swap ประมาณสองเท่าของแรม แต่เท่าที่ใช้งานมาเครื่องผมเองมีแรม 8GB ทำ swap partion ไว้แค่ 2GB สังเกตดูก็ไม่เห็นว่าได้ใช้งาน swap สักเท่าไหร่ มันขึ้นอยู่กับการทำงานของเรามากกว่า ถ้าคุณใช้โปรแกรมที่ต้องใช้หน่วยความจำเยอะก็มีความจำเป็นมากที่ต้องใช้ swap )  นอกจากนี้ถ้าคุณแยกพาร์ติชัน /home แยกออกเป็นส่วนหนึ่งจะทำให้พาร์ติชันสำหรับติดตั้งระบบไม่จำเป็นต้องใหญ่มาก และยังเพิ่มระดับความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวในกรณีที่ต้องการติดตั้งระบบใหม่ด้วย

  อีกประการหนึ่งคือ ถ้าคุณจะทำเป็น Multi Boot ร่วมกับ MS Windows ซึ่งต้องใช้การบูตแบบ UEFI MODE คุณต้องมี UEFI Partition ซึ่งมีการสร้างไว้แล้วในตอนติดตั้งวินโดวส์ คือพาร์ติชันแรกของฮาร์ดดิสก์ ( /dev/sda1) แต่ถ้าคุณใช้การบูตแบบ Legacy  (Bios) ก็ไม่จำเป็นต้องมีพาร์ติชัน  UEFI

   ดังนั้น เมื่อแน่ใจว่า CPU และ Ram มีคุณสมบัติเพียงพอ คุณควรแบ่งพาร์ติชันไว้สำหรับติดตั้ง LMDE (แนะนำว่าควรมีขนาดประมาณ 40-50 GB)  และถ้าต้องการใช้ Swap ก็ต้องสร้างไว้อีกหนึ่งพาร์ติชัน และพาร์ติชันสำหรับเก็บข้อมูลส่วนตัว (/home) อีกหนึ่งพาร์ติชัน (ถ้าไม่สร้างไว้ก็จะไปใช้ร่วมกับพาร์ติชันที่ติดตั้งระบบแทน)

 จากนั้นก็ไปดาวน์โหลดไฟล์ iso image ได้จาก Linux Mint LMDE 7 "Gigi"  โดยเลือกดาวน์โหลดจาก Mirror ที่ใกล้ที่สุด ซึ่งมี Mirror ในประเทศไทยด้วยคือ  https://mirror.kku.ac.th/linuxmint/debian/lmde-7-cinnamon-64bit.iso มีขนาดไฟล์ประมาณ 2.8 GB

  จากนั้นให้เขียนไฟล์อิเมจใส่แฟลชไดร์ฟ (ใน MS Windows แนะนำให้ใช้ Rufus) 

 แล้วเปิดเครื่องใหม่และบูตเครื่องจากแฟลชไดร์ฟที่สร้างขึ้น

 

   เมื่อบูตเข้ามาสู่ Grub Menu ก็จะเห็นตามภาพ ให้เลือก Start LMDE แล้วกด Enter

  จากนั้นรอให้เครื่องบู๊ตระบบ  Live System เข้าไปสู่ Cinnamon Desktop ของ Linux Mint

เมื่อบูตเข้าสู่เดสก์ทอปแล้ว ถ้าเราเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านสายแลนจะมีการตั้งค่าเน็ตเวิร์คให้โดยอัตโนมัติ แต่ถ้าจะใช้การเชื่อมต่อไวไฟ ต้องทำการเชื่อมต่อเอง โดยคลิกที่ไอคอนไวไฟด้านล่างซ้ายมือ แล้วเลือกแอคเซสพอยต์ที่ต้องการ

ใส่รหัสไวไฟให้ถูกต้องแล้วคลิกที่ Connect 

 จากนั้นเราจะเริ่มทำการติดตั้ง โดยดับเบิลคลิกที่ไอคอน Install Linux Mint (ด้านบนขวามือ)

โปรแกรมจะขึ้นหน้าเวลคัมดังภาพ ให้คลิกที่ Let's go!

เลือกภาษาเป็น Thai แล้วคลิก Next

เขตเวลาจะตั้งไว้เป็น Asia Bangkok โดยอัตโนมัติ ถ้าไม่ใช้ให้ตั้งให้ถูกต้องโดยคลิกที่แผนที่ จากนั้นคลิก Next
ผังแป้นพิมพ์จะตั้งให้เป็น Thai ตามภาพ  ค่าที่ตั้งไว้โดยอัตโนมัติสำหรับคีย์ลัดในการเปลี่ยนคีย์บอร์ดเลย์เอาต์ คือ Super+Space Bar  แล้วคลิก Next
  

  ต่อไปก็ตั้งค่า User Account ของระบบ ใส่ชื่อที่ต้องการและรหัสผ่าน จากนั้นคลิก Next

ต่อไปกำหนดค่ารูปแบบการติดตั้ง 
ให้เลือก Manaul Partitioning  เพื่อกำหนดค่าพาร์ติชันด้วยตนเอง 
 
 
ในหน้าจอการจัดพาร์ติชัน 
 ให้คลิกเลือกพาร์ติชันที่ต้องการแล้วกำหนดค่าให้ถูกต้อง  ตามที่เราวางแผนการใช้งานพาร์ติชันไว้แล้ว
ตามภาพกำหนด พาร์ติชัน /dev/sdb2 ตำแหน่งเมานท์ที่ /home คือกำหนดค่าสำหรับ home directory เพื่อเก็บข้อมูลใช้งานของผู้ใช้ทั่วไป  ถ้าเป็นพาร์ติชันที่สร้างใหม่ควรกำหนดให้ฟอร์แมตเป็นรูปแบบที่ต้องการ เช่น exfat สำหรับใช้งานร่วมกับไมโครซอฟต์วินโดวส์ได้ด้วย  หรือถ้าไม่ต้องการฟอร์แมตก็ไม่ต้องกำหนด 
เสร็จแล้วคลิก ตกลง 

ถ้าจะใช้ swap partition  ก็เลือกพาร์ชันที่ต้องการแล้วกำหนดค่าให้ถูกต้อง

ตามภาพ ใช้ /dev/sda2  ตำแหน่งเมานท์เป็ฯ swap  ถ้ายังไม่ได้ฟอร์แมตก็เลือกฟอร์แมต เป็น swap (ในภาพไม่ได้เลือกฟอร์แมตเพราะเดิมใช้เป็น swap อยู่แล้ว)

เสร็จแล้วคลิก ตกลง 

ส่วนสำคัญที่สุดคือพาร์ติชันที่ใช้ติดตั้งระบบ 

ในภาพเลือก /dev/sdb1  ต้องกำหนดตำแหน่งเมานท์เป็น / เท่านั้น

และเลือกฟอร์แมตเป็น ext4 (สามารถเลือกรูปแบบอื่นที่ซัพพอร์ตได้ เช่น btrf หรือ xfs เป็นต้น)

เสร็จแล้วคลิก ตกลง

นอกจากนี้ สำหรับเครื่องที่ต้องการใช้  UEFI Boot Mode  (โดยเฉพาะเพื่อใช้ร่วมกับ MS Windows) ต้องกำหนดค่า พาร์ติชัน UEFI ซึ่งตามปกติก็คือ /dev/sda1 โดยกำหนดตำแหน่งเมานท์เป็น /boot/efi และห้ามฟอร์แมตเด็ดขาด

 

    เมื่อกลับหน้าหลักของการจัดพาร์ติชันก็ตรวจสอบว่าเรากำหนดค่าได้ถูกต้องตามความต้องการแล้วหรือยัง ถ้าแน่ใจแล้วก็คลิก Next

  ต่อไปตั้งค่า Boot Loader ซึ่งถ้ามีฮาร์ดดิสก์หลายตัวก็ให้เลือกฮาร์ดดิสก์ทึ่่ต้องการติดตั้ง ถ้ามีฮาร์ดดิสก์ตัวเดียว ใช้ตัวเลือกเป็น /dev/sda

  เสร็จแล้วคลิก Next 

  จากนั้นโปรแกรมจะสรุปข้อมูลในการติดตั้งทั้งหมดให้เราตรวจสอบ(ถ้าต้องการ) อีกครั้ง  ซึ่งหมายความว่าถ้าดำเนินการต่อไปจะไม่สามารถยกเลิกได้ ก็เมื่อแน่ใจแล้วคลิก ติดตั้ง

  โปรแกรมจะทำการติดตั้งระบบตามที่เราตั้งค่าไว้ โดยใช้ข้อมูลแพคเกจในแฟลชไดร์ฟติดตั้งในระบบไปก่อน ดังนั้นจะใช้เวลาในการติดตั้งไม่นาน (ของผมติดตั้งใน HDD จึงช้าหน่อยใช้เวลาประมาณ 15 นาที แถมใช้มัลติบูตกับลีนุกซ์ตัวอื่นอีก 4 ตัวจึงเสียเวลาเช็ค OS Prober นานไปนิด)

 

เมื่อติดตั้งระบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะมีป๊ฮปอัพแจ้งให้ทราบดังภาพ ถ้าต้องการรีบูตเครื่องก็คลิกที่ ใช่

เป็นติดตั้งเสร็จแล้ว เรารีบูตเข้าระบบใหม่กันได้เลย


 นี่คือ Grub Menu ในเครื่องของผม ซึ่งจะเห็นได้ว่าระบบได้ตรวจสอบพบ OS ที่ติดตั้งอยู่ในระบบคือ linux อีก 4 ตัว  ( Arch, Debian, Void, Fedora) ไม่มี MS Windows นะครับ โดยใช้การบูตแบบ Lagacy (Bios) ซึ่งเราสามารถเลือกบูตเข้าระบบปฏิบัติการต่างๆ ที่ปรากฏในเมนูได้ตามต้องการ

 ในที่นี้ก็เลือก LMDE 7 Gigi

 

 เมื่อบูตเข้าระบบแล้วจะหยุดอยู่ที่หน้าล็อกอินเมเนเจอร์ของ lightdm  ซึ่งจะแสดงรายชื่อยูสเซอร์ที่เราตั้งค่าไว้แล้ว ให้ป้อนพาสเวิร์ดแล้วกด Enter เพื่อเข้าสู่เดสก์ทอป

เดสก์ทอปหลักของ LMDE 7 ก็คือ Cinnamon ซึ่งมีหน้าตาคล้ายๆ กับ  Windows มากเลยทีเดียว ซึ่งน่าจะทำให้มือใหม่ทำความคุ้นเคยได้ง่าย เมื่อเปิดเข้ามาแล้วจะมีโปรแกรมเวลคัมขึ้นมาตามธรรมเนียม ซึ่งเราสามารถตั้งค่าให้แสดงขึ้นมาตอนเข้าระบบได้ตามภาพ  

  เมื่อเราเข้าไปเช็คข้อมูลระบบ (อยู่ในหมวดระบบในเมนู) LMDE ที่ติดตั้งมาแล้วใช้เคอเนล 6.12 ซึ่งเป็นเคอเนลดั้งเดิมของ Debian Trixie แต่สิ่งที่เพิ่มเติมมาก็คือใน LMDE ตั้งค่าให้ใช้แพคเกจในหมวด Debian backports มาให้แล้ว ซึ่งทำให้สามารถอัพเกรดซอฟต์แวร์ได้เวอร์ชันที่ใหม่กว่า รวมทั้งอัพเกรดเคอเนลเวอร์ชันใหม่ได้ด้วย  แต่ก่อนอื่นต้องอัพเกรดระบบเดิมก่อน เนื่องจากระบบที่ติดตั้งมายังเป็นเวอร์ชันที่เดิมที่ใช้ในการติดตั้งระบบเท่านั้น
 ให้เปิดเทอร์มินัลขึ้นมาก่อน (ไอคอนสีดำ ข้างๆ ไอคอน Linux Mint สีเขียว)
แล้วพิมพ์คำสั่ง
 
     sudo apt update
  
(sudo คือคำสั่งขอเข้าใช้งานในโหมด root/admin/super user ซึ่งเป็นผู้ดูแลระบบ เนื่องจากเรายังไม่ได้ตั้งค่า root จึงยังไม่สามารถใช้คำสั่ง su เพื่อแปลงร่างเป็น root ได้โดยตรง
   apt คือคำสั้่งจัดการแพคเกจของ Debian 
   update คือคำสั่งของ apt ให้อัพเดตข้อมูลของแพคเกจที่ระบุแหล่งที่มาไว้ในระบบ)
ระบบจะให้เราป้อนพาสเวิร์ด ก็คือพาสเวิร์ดที่เราใช้ในการเข้าสู่ระบบนั่นเอง
 เมื่อป้อนพาสเวิร์ดและกด Enter ระบบก็จะทำการดาวน์โหลดข้อมูลแพคเกจและอัพเดตข้อมูลในระบบ
ซึ่งระบบจะทำการตรวจสอบ แพคเกจที่ติดตั้งในระบบแล้ว ว่ามีแพคเกจไหนที่สามารถอัพเกรดเป็นเวอร์ชันที่ใหม่กว่าและจะแสดงรายงานให้ทราบตามภาพ 
 

จากนั้นเมื่อเสร็จแล้วจะกลับมาสู่เชลล์พร็อมพต์ (คือรอรับคำสั่งใหม่

ให้ใช้คำสั่ง

    sudo apt upgrade

เพื่อทำการอัพเกรดระบบ

 

ระบบจะตรวจเช็คอีกครั้งหนึ่งแล้วให้เราคอนเฟิร์ม ให้กด Enter ไปได้เลย

ระบบก็จะเริ่มทำการดาวน์โหลดไฟล์แพคเกจและทำการอัพเกรด ซึ่งเนื่องจากเป็นการอัพเกรดหลังจากติดตั้งเสร็จก็จะมีแพคเกจเป็นจำนวนมากที่มีการอัพเกรดซึ่งต้องใช้เวลาสักหน่อย (อาจจะประมาณ 10-20 นาทีแล้วแต่ความเร็วอินเทอร์เน็ตและความเร็วของฮาร์ดแวร์ด้วย)

ในระหว่างนั้นอาจจะมีการตั้งค่าบางอย่างเพิ่มเติมสำหรับแพคเกจที่มีการอัพเกรด เช่น


 การตั้งค่าคีย์บอร์ด มีการตั้งค่าอีกรอบให้กด Enter ไปเลย


 การตั้งค่า Grub Boot Loader ให้กด Enter


 จากนั้นเลือก ฮาร์ดดิสก์ที่ต้องการติดตั้งบูตโหลดเดอร์ที่ต้องการแล้วกด Enter

เมื่ออัพเกรดทุกอย่างเสร็จแล้วก็จะกลับมาสูเชลล์พรอมต์เพื่อรอรับคำสั่ง่ต่อไป ก็เป็นอันอัพเกรดเสร็จแล้ว  หลังจากนั้นควรรึบูตระบบใหม่เพื่อให้โหลดระบบมาใช้เวอร์ชันใหม่ให้สมบูรณ์ สามารถใช้งานตามปกติแล้วครับ

  ตามที่ใช้งานมา LMDE ก็ถือเป็นลีนุกซ์ที่เน้นความเรียบง่าย และการใช้งานคล้ายๆ กับ MS Windows เพื่อให้ผู้ใช้ใหม่ที่เพิ่งเริ่มใช้ลีนุกซ์ปรับตัวได้ง่าย ส่วนตัว LMDE ยังวิ่งช้าอยู่นิดหนึ่ง เนื่องจากยังใช้เคอเนล 6.12 ซึ่งเป็นเคอเนลรุ่นเก่าอยู่  ในตอนหน้าเราจะมาทำการอัพเกรดเคอเนลเป็นเวอร์ชัน 7  ดูกันว่าจะเร็วขึ้นตามที่คิดไว้หรือไม่ และแถมการติดตั้ง Niri+Noctalia สำหรับคนที่ต้องการเดสก์ทอปสวยๆ ของ Wayland ก็ติดตามกันได้ที่