วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569

การติดตั้งฟอนต์ไทยในลีนุกซ์ Debian, Fedora, Arch

 การติดตั้งฟอนต์ไทยในลีนุกซ์

 

   เมื่อเราติดตั้งลีนุกซ์ดิสโทรไหนก็ตาม ถ้าเราติดตั้งภาษาไทยมาแล้วก็จะมีฟอนต์อักษรภาษาไทยมาให้เราใช้งานจำนวนหนึ่ง ซึ่งโดยมากจะเป็นฟอนต์ในตระกูล Noto และถ้าเราต้องการฟอนต์ภาษาไทยเพื่อใช้งานเพิ่มเติมเราสามารถทำได้หลายวิธีคือ

ติตตั้งฟอนต์ไทยที่มีในแพคเกจของลีนุกซ์

   ในลีนุกซ์มีนักพัฒนาได้สร้างฟอนต์ไทยให้เราสามารถใช้งานได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งสามารถค้นหาได้จากแพคเกจของดิสโทรต่าง ดังนี้

  ดิสโทรที่เป็น Debian Base (ใช้ apt ในการจัดการแพคเกจ) ใช้คำสั่งในการค้นหาแพคเกจตามคีย์เวิร์ด

    sudo apt update   

    sudo apt search font thai   

Fedora Base (มี dnf จัดการแพคเกจ) ใช้    

   sudo dnf update

   sudo dnf search font thai

Arch Base (มี pacman จัดการแพคเกจ) ใช้

   sudo pacman -Syu

   sudo pacman -Ss font thai

  จากภาพคือผลการค้นหาใน Debian Linux จะเห็นว่ามีฟอนต์อยู่ชุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ fonts-tlwg ซึ่งมีฟอนต์หลายตัวในชุด เราสามารถใช้คำสั่งติดตั้งแพคเกจง่าย ๆ ด้วยคำสั่ง 

   sudo apt install fonts-tlwg*

คือการติดตั้งแพคเกจที่มีชื่อขึ้นต้นด้วย fons-tlwg ทั้งหมด แค่นั้นก็ติดตั้งได้ยกชุดแล้ว

  ใน Fedora จะเห็นว่าชื่อแพคเกจไม่เหมือนกัน ก็ใช้คำสั่ง

   sudo dnf install tlwg*

ส่วนใน Arch Base คือ CachyOS, Manjaro, Artix เป็นต้น ลองแล้วหาไม่เจอนะครับ ไม่รู้ว่าเขาเอาไปยัดไว้ในแพคเกจไหน หรืออาจจะไม่มีใครทำแพคเกจไว้ให้ก็ไม่ทราบ ซึ่งก็ไม่เป็นไรเราไปติดตั้งฟอนต์เพิ่มในวิธีต่อไปก็ได้ครับ

ดิดตั้งฟอนต์ที่ดาวน์โหลดมาจากที่อื่น

   ถ้าคุณมีฟอนต์ที่เก็บไว้ใช้งานในเครื่องหรือต้องการดาวน์โหลดฟอนต์จากแหล่งอื่นๆ มาใช้งานเพิ่มเติม ก็สามารถติดตั้งได้ง่ายๆ 

  ก่อนอื่นไปหาที่ดาวน์โหลดฟอนต์กันก่อน  การนำฟอนต์จากภายนอกมาใช้นั้น สิ่งที่ต้องระวังคือเรื่องลิขสิทธิ์ เพราะเราก็เคยได้ยินข่าวเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ฟอนต์กันมาแล้ว ในไทยนี่แหละ (งั้นก็ให้เขาเก็บไว้ใช้คนเดียวก็แล้วกัน) เราไปหาฟอนต์ที่เขาเต็มใจให้เรามาใช้ฟรีๆ กันดีกว่า ซึ่งแนะนำตามนี้เลยครับ

   ฟอนต์ไทยมาตรฐาน 13 ฟอนต์ มีให้ดาวน์โหลดจากเวปไซต์ราขการหลายแห่ง เช่นจากเวปไซต์ของมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งขาติ วิทยาเขตมหาสารคาม  https://www.tnsumk.ac.th/web/index.php/news-university/document-download/category/8-government-font

    

  อีกที่หนึ่งก็คือ Google Fonts ซึ่งมีฟอนต์ไทยให้ดาวน์โหลดมาใช้ได้เป็นจำนวนมาก  ส่วนถ้าจะดาวน์โหลดจากที่อื่นก็ดูข้อตกลงลิขสิทธิ์การใช้งานให้ดีเสียก่อน  แต่แค่สองแหล่งนี้ก็นับว่าเหลือใช้แล้วล่ะครับ

  หลังจากดาวน์โหลดมาแล้ว ไฟล์ที่ดาวน์โหลดมาจะเป็น Zip ไฟล์ ต้องแตกไฟล์ออกก่อน  จากนั้นก็ให้ย้ายไฟล์ไปเก็บไว้ในไดเร็คทอรีเดียวกัน 

  วิธีการติดตั้งมี 2 แบบคือ

ติดตั้งในโหมด CLI (Command-Line Interface)  

คือติดตั้งโดยใช้คำสั่งในเชลล์ผ่านเทอร์มินอล ตามนี้

  เข้าไปในไดเร็คทอรีของฟอนต์ที่ดาวน์โหลดมาเก็บไว้แล้วเสียก่อน    
   cd /path/to/font/
 
  สร้างไดเร็คทอรีฟอนต์ของระบบ
   sudo mkdir -p /usr/local/share/fonts/TTF

คัดลอกฟอนต์ไปที่ไดเร็คทอรีฟอนต์ของระบบ 
   sudo cp *ttf /usr/local/share/fonts/TTF/

รีเฟรชฟอนต์แคชเพื่อให้ระบบเรียกใช้ฟอนต์ใหม่
   sudo fc-cache -fv


ก็เป็นอันเสร็จครับ

ติดตั้งด้วยโปรแกรมในโหมด GUI (Graphical User Interface)

 มีสองโปรแกรมที่แนะนำคือ

    Font Manager ของ Gnome

ติดตั้งโปรแกรมด้วยคำสั่ง

    (Debian Base)

    sudo apt update   

    sudo apt install font-manager

  (Fedora Base)

    sudo dnf update   

    sudo dnf install font-manager

  (Arch Base)

    sudo pacman -Syu   

    sudo pacmna -S font-manager


  หลังจากติดตั้งเสร็จก็เรียกโปรแกรมขึ้นมาใช้งาน โดยคลิกที่ Font Manager ในเมนูโปรแกรม

  เมื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมาแล้วจะเห็นได้ว่ามีฟอนต์ที่ระบบได้ติดตั้งไว้แล้วจำนวนมาก โดยเฉพาะฟอนต์ในตระกูล Noto ซึ่งซัพพอร์ตการใช้งานภาษาต่างๆ ครอบคลุมทั่วโลก (มีขนาดไฟล์รวมแล้วใหญ่กว่าโปรแกรมชุดออฟฟิศเสียอีก)

  เมื่อเราจะติดตั้งฟอนต์เพิ่มให้คลิกที่เครื่องหมาย +  (มุมบนขวามือ) 

   จากนั้นให้เข้าไปที่ไดเร็คทอรีที่เก็บฟอนต์ไว้ แล้วกด Ctrl+a เพื่อเลือกฟอนต์ทั้งหมดในไดเร็คทอรี แล้วคลิก  Open
เมื่อเรามาตรวจดูจะเห็นว่าฟอนต์ใหม่ได้ถูกติดตั้งในระบบเรียบร้อยพร้อมใช้งาน

Font Management ของ KDE 

  สามารถเข้าไปใช้งานได้โดยเปิด ตั้งค่า ของ KDE  

คลิกไปที่ ข้อความและฟอนต์ แล้วคลิกที่ Font Management  ซึ่งเราจะเห็นข้อมูลฟอนต์ที่ติดตั้งไว้ในระบบ

เมื่อเราจะติดตั้งฟอนต์เพิ่มให้คลิกที่ Install from file... 

  จากนั้นเข้าไปในไดเร็คทอรีที่เก็บฟอนต์แล้วกด Ctrl+a เพื่อเลือกไฟล์ทั้งหมดในไดเร็คทอรี แล้วคลิก เปิด
  ระบบจะให้เราเลือกว่าจะติดตั้งเป็นฟอนต์ส่วนตัว(ใช้ได้เฉพาะยูสเซอร์นี้)หรือของระบบ(เพื่อให้ยูสเซอร์อื่นใช้ได้)  ให้เลือกระบบ  ต้องป้อนพาสเวิร์ดของ root เสียก่อน 
จากนั้นก็จะติดตั้งฟอนต์ให้เราจนเสร็จก็จะแจ้งให้ทราบ  คลิก Close

เมื่อกลับมาที่หน้าหลัก ก็จะตรวจสอบได้ว่าฟอนต์ที่เราเลือกถูกติดตั้งในระบบเรียบร้อยแล้ว

เป็นอันว่าเรื่องการติดตั้งฟอนต์ก็จบเพียงเท่านี้ครับ สวัสดี
 


 

 

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569

การติดตั้ง CachyOS

 การติดตั้ง CachyOS

 CachyOS  เป็น Arch Base Linux (พัฒนาต่อมาจาก Arch Linux) โดย Arch Linux ซึ่งเป็นดิสโทรหลักนั้น มีจุดเด่นที่เป็น Rolling Distro คือมีการอัพเดตซอฟต์แวร์เป็นรุ่นล่าสุดอยู่เสมอ ซึ่งมีข้อดีคือผู้ใช้จะมีซอฟต์แวร์รุ่นล่าสุดที่ทันสมัย โดยไม่จำเป็นต้องล้างระบบลงใหม่ แต่อาจจะเสี่ยงที่จะพบข้อบกพร่อง (Bug) ของซอฟต์แวร์ได้ง่าย ถึงอย่างไรก็ตาม เนื่องจากการอัพเดตอยู่ตลอด จึงสามารถแก้ไข Bug ได้รวดเร็วเช่นเดียวกัน และเป็นข้อดีสำหรับการทดสอบซอฟต์แวร์เวอร์ชันใหม่ๆ ด้วย มีการติดตั้งแบบ Manual คือ ผู้ใช้ต้องกำหนดค่าคอนฟิกระบบด้วยตนเอง  ทำให้สามารถเซ็ตระบบได้ตรงกับสเป็คของฮาร์ดแวร์และความต้องการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคน Arch Linux ติดตั้งในโหมด CLI (Command-line Interface) เท่านั้น จึงไม่ค่อยสะดวกสำหรับผู้ใช้มือใหม่สักเท่าไหร่นัก
   สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการใช้ Arch Linux บางคนจึงนิยมหันมาใช้ลีนุกซ์ Arch Base ซึ่งมีการติดตั้งในระบบกราฟฟิค ซึ่งใช้งานง่ายกว่า มีให้เลือกใช้หลายดิสโทร เช่น Garuda Linux, Manjaro, EndeavourOS เป็นต้น ซึ่งแต่ละดิสโทรก็จะมีการคอนฟิกเคอเนลในแบบฉบับของตนเอง เพื่อให้ใช้งานได้เหมาะกับความต้องการใช้งาน นอกจากนั้นยังสามารถเลือกไปใช้เคอเนลของดิสโทรอื่นที่เป็น Arch Base เหมือนกันได้ด้วย
   ส่วนในตอนนี้จะว่าถึง CachyOS ซึ่งเป็น Arch Base อีกตัวหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงมาก โดยได้รับอันดับหนึ่งใน Hit Page Rank ของเวปไซต์ Distrowatch,com ซึ่งเป็นเวปไซต์ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของการพัฒนาลีนุกซ์ดิสโทรต่างๆ
   CachyOS ได้รับการพัฒนาให้ใช้กับฮาร์ดแวร์สถาปัตยกรรม AMD64/Inter64 โดยเฉพาะ โดยเน้นที่การใช้งานแบบเดสก์ท็อปและเกมเมอร์ มีความหลากหลายในการติดตั้งแพคเกจของซอฟต์แวร์ในแบบของ Arch Linux คือสามารถติดตั้งแพคเกจากแหล่งที่มาของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ครอบคลุมแทบจะทุกรูปแบบทั้ง Repo ของ Arch Linux, Github, flatpak, snap เป็นต้น ซึ่งเรียกได้ว่าทำให้มีซอฟต์แวร์ให้เลือกใช้มากกว่าดิสโทรอื่น
   การติดตั้ง CachyOS ใช้การติดตั้งด้วย Calamares ซึ่งรันผ่าน KDE Plasma Live Desktop ดังนั้นผู้ใช้สามารถทดลองใช้งานเบื้องต้นดูก่อนจะทำการติดตั้งจริง

การดาวน์โหลด ISO Image

 การดาวน์โหลด ISO Image ของ CachyOS สามารถดาวน์โหลดได้จาก https://cachyos.org/download/ 
 

มี ISO Image ให้เลือกสองเวอร์ชันคือ Desktop Edition สำหรับการใช้งานเดสก์ทอปทั่วไป และ Hanheld Edition สำหรับเกมเมอร์โดยเฉพาะ

   ในที่นี้จะใช้เป็น Desktop Edition ซึ่งดาวน์โหลดได้โดยคลิกที่ Downloa  Desktop Edtion แล้วคลิก Direct มีขนาดไฟล์ประมาณ  2.9 GB

    เสร็จแล้ว สร้าง USB Boot Disk ด้วยโปรแกรมที่ถนัด (ใน MS Windows แนะนำ Rufus)

    หลังจากหลังจากทำ USB Boot Disk เสร็จแล้ว  เราควรแบ่งพาร์ติชันในฮาร์ดดิสก์สำหรับใช้ในการติดตั้ง 1 พาร์ติชัน (ขนาดไม่น้อยกว่า 30 GB) และอีก 1 พาร์ติชันสำหรับทำ swap (ไม่น้อยกว่า 1 GB)

     จากนั้นก็มาบูตเครื่องจากแฟลชไดร์ฟเพื่อทำการติดตั้งเลยครับ

การติดตั้งครั้งนี้จะติดตั้งใน Legacy Mode นะครับ เพราะไม่ได้ใช้บูตร่วมกับ MS Windows

 (ถ้ายังไม่เข้าใจเรื่องการบูตใน Legacy Mode ให้เข้าไปดูในตอน การติดตั้ง Fedora Linux )

 

  เมื่อบูตเข้าหน้า Grub Menu ให้เลือกตัวแรก CachyOS default (x86_64. BIOS) แล้วกด Enter

 

ระบบจะเข้าสู่ KDE Plasma Desktop โดยอัตโนมัติ และต้องเซ็ตค่าหน้าจอ ก่อน ให้เลือกเป็น Mirror Screen (ตัวเลือกที่ 3)

 

   เมื่อเข้าสู่ระบบเรียบร้อยจะมีหน้าต่าง Welcome to CachyOS ขึ้นมา 

   ก่อนอื่นต้องตั้งค่าเน็ตเวิร์คก่อนเพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ต ถ้าใช้การเชื่อมต่อด้วยสายแลน ก็จะมีการตั้งค่าให้แล้วโดยอัตโนมัติ  แต่ถ้าใช้ Wifi Nerwork ต้องเข้าไปเชื่อมต่อเข้ากับ Wifi เสียก่อน โดยคลิกที่ ไอคอน Wifi  แล้วเลือกแอคเซสพอยต์ที่จะใช้งาน จากนั้นก็ป้อนรหัสผ่านแล้วคลิก Connect

   จากนั้น คลิกที่ Launch Installer ที่หน้าต่าง Welcome

  ระบบจะเปิดโปรแกรม Calamares ซึ่งใช้เป็นโปรแกรมสำหรับติดตั้งระบบดังภาพ จะเห็นว่ามีการตั้งค่าเป็นภาษาไทยให้แล้ว (น่าจะมีการเช็คกับ IP Address ของเครือข่ายที่เราเชื่อมต่อแล้ว)


   

  เมื่อโปรแกรมพร้อมให้คลิกที่ ถัดไป

   ต่อไปเป็นการตั้งค่า Time Zone  โดยตั้งภูมิภาคเป็น Asia และ โซนเป็น  Bangkok  (ซึ่งอาจจะตั้งค่าให้โดยอัตโนมัติแล้วก็ได้)

  ส่วนภาษาของระบบกับหมายเลขและวันที่จะถูกตั้งค่าให้เป็น ไทย โดยอัตโนมัติ (ถ้าไม่ใช่ต้องตั้งค่าเป็น ไทย เพื่อให้ระบบติดตั้งภาษาไทยได้อย่างสมบูรณ์)

  จากนั้นคลิก  ถัดไป

  การตั้งค่าคีย์บอร์ดจะเซ็ตเป็นไทยให้โดยอัตโนมัติ แต่ต้องเลือก Switch Keyboard เอง โดยมากนิยมตั้งเป็น Alt+Shift เพื่อเป็นปุ่มสำหรับสลับภาษาของคีย์บอร์ด หรือจะใช้ตัวอื่นก็เลือกได้ตามชอบ
   จากนั้นคลิก ถัดไป

   ต่อไปเป็นการตั้งค่า Boot Loader ซึ่งมีให้เลือก 2 อย่างคือ Grub และ Limine แนะนำให้ใช้ Grub นะครับ สวยกว่า และจัดการง่ายกว่า 

   จากนั้นคลิก ถัดไป


 ต่อไปเป็นการตั้งค่าพาร์ติชันสำหรับติดตั้ง CachyOS

ให้เลือก กำหนดพาร์ติชันด้วยตนเอง  แล้วคลิก ถัดไป

  จากภาพ เราจะเห็นได้ว่า ฮาร์ดดิสก์ตัวที่ 1 ของเครื่องคือ /dev/sda มีการแบ่งพาร์ติชันไว้แล้ว ซึ่งสภาพเดิมของเครื่อง จะมีพาร์ติชัน /dev/sda1 เป็น FAT32 ซึ่งเคยใช้เป็น EFI เพื่อบูตระบบของ MS Windows ซึ่งผมไม่ต้องการใช้แล้วและมีพาร์ติชันของ CachyOS (/dev/sda4)ที่เคยติดตั้งมาก่อนอยู่แล้วและผมต้องการลงใหม่ โดยจะเอาพื้นที่ของ sda1 มารวมกับ sda4 โดยมีพาร์ติชัน sda2 เป็น swap สำหรับใช้กับ Linux และพาร์ติชัน sda5 ผมได้ติดตั้ง Kubuntu เป็นระบบปฏิบัติการอีกตัวหนึ่งที่ติดตั้งไว้แล้วด้วย

  ดังนั้น ผมจะลบพาร์ติชันเดิมทิ้งไปเสียก่อน โดยคลิกเลือกที่ /dev/sda1 แล้ว คลิก ลบ  และคลิกที่ /dev/sda4 และคลิก  ลบ  อีกรอบ

  เมื่อลบทั้งสองพาร์ติชันเสร็จแล้ว เราจะเห็นได้ว่ามีพื้นที่ว่างปรากฎให้เห็น  ให้คลิกที่  พื้นที่ว่าง  แล้วคลิก Create เพื่อสร้างพาร์ติชันใหม่

  การสร้างพาร์ติชัน ให้ตั้งค่าดังนี้

   File System  เป็น ext4   (ใช้ Multiboot ร่วมกับลีนุกซ์ตัวอื่นได้สะดวกกว่า)

   จุดเชื่อมต่อ  เป็น /

   FS Label  แล้วแต่ชอบหรือจะไม่ตั้งก็ได้  ในที่นี้ผมตั้งเป็น CachyOSroot
   เสร็จแล้วคลิก OK

  จะเห็นได้ว่า มีการกำหนดค่าพาร์ติขันใหม่ ตามที่เราต้องการ (New Partition)

  จากนั้นคลิกที่ /dev/sda2 แล้วคลิก แก้ไข   เพื่อกำหนดค่าพาร์ติชัน swap

  ให้คลิกเช็คบอกซ์ที่  ฟอร์แมต 

  แล้วตั้งค่า File System เป็น swap  

  เสร็จแล้ว คลิก OK

 

  เมื่อกลับมาหน้าจอตั้งค่าพาร์ติชันอีกครั้ง ให้เช็คดูที่ด้านล่าง ที่ Install boot loader on: ซึ่งจะเป็นการเลือกว่าจะติดตั้ง boot loader (Grub) ไว้ที่ฮาร์ดิสก์ตัวไหน (ในกรณีที่มีฮาร์ดดิสก์ในเครื่องหลายตัว)  ธรรมดาก็ตั้งไว้ที่ /dev/sda ซึ่งเป็นฮาร์ดดิสก์ตัวแรกในเครื่อง

  จากนั้นคลิก ถัดไป

 จะมีคำแนะนำเรื่องการตั้งค่าการบูต คลิก  ตกลง  ไปได้เลย

   ต่อไปจะเป็นการเลือกระบบเดสก์ท็อปที่จะติดตั้งใช้งาน ซึ่งในส่วนนี้ ถ้าใครได้อ่าน ติดตั้ง Debian Linux 13.5 Trixie ด้วย Calamares  จะเห็นได้ว่าในการติดตั้ง Debian Linux จะไม่มีตัวเลือกแบบนี้ให้เพราะจะติดตั้งเดสก์ท็อปตาม Live Desktop ที่เราเลือกมาเป็นตัวบูตติดตั้ง 

  ส่วนในการติดตั้ง CachyOS เราสามารถจะเลือกเดสก์ท็อปที่จะติดตั้งได้ตามชอบ แต่จะสามารถเลือกได้ตัวเดียวเท่านั้น ไม่สามารถเลือกหลายตัวพร้อมๆ กันได้  โัดยมากจะเลือก Gnome หรือ KDE Plasma (ทริคก็คือ ถ้าอยากติดตั้งโดยใช้เวลาเร็วที่สุดก็ให้เลือกเดสก์ท็อปตัวเล็กๆ อย่าง Mate หรือฮาร์ดคอร์หน่อยก็ Hyprland  Niri จะใช้เวลาในการติดตั้งได้เร็วกว่า) แต่ถ้าคุณเลือก No Desktop คุณก็จะได้แค่ Base System ของ CachyOS ซึ่งจะมีแค่ระบบ Command-Line Interface ให้คุณใช้งานได้เพียงล็อกอินและใช้งานคำสั่งในเทอร์มินัลเท่านั้น (เหมาะกับการใช้งานเป็นเซิร์ฟเวอร์)

  เมื่อเลือกเดสก์ทอปได้ให้คลิก ถัดไป 

  ต่อไปจะให้เลือกแพคเกจเพิ่มเติม  ซึ่งอย่างที่บอกไว้ว่าเลือกเดสก์ทอปได้เพียงตัวเดียว เราสามารถเปลี่ยนเดสก์ทอปในหน้านี้ได้ และสามารถเลือกแพคเกจเพิ่มเติมจำพวก Printing Sytems และซอฟต์แวร์จำพวกออฟฟิศ เกม เป็นต้น โดยเลื่อนไปเลือกได้จากส่วนท้าย

  เมื่อเลือกเสร็จหรือไม่ต้องการเลือกเพิ่ม ก็คลิก  ถัดไป

ต่อไปก็ตั้งค่า User ให้ป้อนข้อมูลชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านให้เรียบร้อย

ถ้าต้องการให้ root หรือผู้ดูแลระบบใช้รหัสผ่านเดียวกัน ก็ให้คลิกเลือก Use the same password for the administrator account แต่ถ้าไม่เลือกจะมีช่องให้กำหนดรหัสผ่าน

 จากนั้นคลิก ถัดไป

จากนั้นระบบจะขึ้นข้อมูลการติดตั้งที่คอนฟิกไว้แล้วให้เราตรวจสอบความถูกต้อง  เมื่อแน่ใจแล้วก็คลิก ติดตั้ง

ระบบจะมีไดอาล็อกมาให้เราคอนเฟิร์มอีกรอบ ให้คลิก Install Now

  จากนั้นระบบจะแสดงสถานะความคืบหน้าของการติดตั้งดังภาพ

   ในระหว่างนี้เราสามารถคลิกที่ togle log เพื่อดูรายละเอียดต่างๆ ในการติดตั้งได้  

    การติดตั้งใช้เวลามากน้อยขึ้นอยู่กับซอฟต์แวร์ที่เราเลือกติดตั้ง ถ้าเลือกเดสก์ท็อปตัวใหญ่ อย่าง KDE Plasma หรือ Gnome ก็ใช้เวลานานหน่อย แต่ถ้าเลือกตัวเล็กๆ อย่าง Mate หรือ Niri ก็ใช้เวลาน้อยกว่า

เมื่อเสร็จแล้วก็จะแจ้งให้ทราบดังภาพ ถ้าต้องการรีบูตเลยก็ให้เลือ  เริ่มต้นใหม่ทันที แล้ว คลิก Done

เมื่อบูตเครื่องใหม่ จากฮาร์ดดิสก์ในเครื่อง เราก็จะพบกับ Grub Menu ของ CachyOS จะเห็นได้ว่ามีระบบปฏิบัติการอื่นที่มีในเครื่อง ซึ่งได้ตรวจพบและสามารถเลือกบูตได้ในหน้าเมนูนี้  เมื่อจะเข้า CachyOS ก็เลือก CachyOS Linux แล้วกด Enter

  เมื่อบูตเข้าสู่ระบบจะเข้าสู่หน้าจอล็อกอิน ให้เลือก User ที่ตั้งค่าไว้

จากนั้นป้อนรหัสผ่านแล้วกด Enter เพื่อเข้าสู่เดสก์ทอป  

ก็เป็นอันติดตั้ง CachyOS เสร็จเรียบร้อย

ทั้งนี้ หน้าจอล็อกอินอาจจะแตกต่างจากนี้ แล้วแต่เราจะเลือกติดตั้งเดสก์ทอปตัวไหน

ตอนนี้ก็ขอสวัสดีก่อนแล้วครับ
 



วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569

สร้าง USB Boot Disk ในลีนุกซ์

 สร้าง USB Boot Disk ในลีนุกซ์

 คำสั่งพื้นฐาน:

sudo dd if=/path/to/image.iso of=/dev/sdX bs=4M status=progress && sync

 

sudo เปลี่ยนโหมดผู้ใช้เป็น root 

dd คำสั่งหลัก

if=/path/to/image.iso ระบุตำแหน่งและชื่อไฟล์อิเมจที่จะไรท์ลง USB Flash drive

of=/dev/sdX  ระบุตำแหน่งของไดร์ฟ USB

bs=4M   กำหนดค่าการอ่านเขียนข้อมูล

status=progress  กำหนดให้แสดงความคืบหน้าในการทำงาน

&& sync  กำหนดให้ซิงค์ข้อมูลหลังจากไรท์เสร็จ

 

  การใช้ USB Flash Drive สำหรับทำ ฺ Boot Disk เพื่อทำการติดตั้งระบบไม่ว่าจะเป็น การติดตั้งไมโครซอฟต์วินโดว์ หรือลีนุกซ์ดิสโทรต่างๆ  เมื่อเราดาวน์โหลดไฟล์ ISO Image มาแล้ว ถ้าเราก็อปปีไฟล์ลงไปในแฟลชไดร์ฟโดยตรง ก็จะไม่สามารุถนำไปใช้งานเพื่อบูตเข้าไปติดตั้งระบบได้  จำเป็นต้องใช้โปรแกรมสำหรับเขียนไฟล์ลงในแฟลชไดร์ฟโดยเฉพาะ เนื่องจากต้องมีการจัดเซคเตอร์ของพาร์ติชันในแฟลชไดร์ฟเพื่อใช้ในการบูตโดยเฉพาะ

   ในไมโครซอฟต์วินโดวส์ มีโปรแกรมใช้มากมาย เช่น Media Creation Tool,  Rufus, Ventoy เป็นต้น  ส่วนใน ลีนุกซ์ (รวมถึงยูนิกซ์อื่นๆ เช่น MacOS, BSD เป็นต้น) มีคำสั่งที่ใช้งานเฉพาะ (ใน CLI) นั้นคือคำสั่ง dd

   ตามที่แสดงไว้ในตอนต้นคือรูปแบบการใช้คำสั่ง dd  สิ่งสำคัญคือการระบุชื่อไฟล์อิเมจ และพาธของไดร์ฟ USB ส่วนไดร์ฟของ USB นั้น ตามธรรมดาการกำหนดไดร์ฟต่างๆ ในลีนุกซ์ จะมีรูปแบบเป็น 

/dev/sdX

จะเรียงลำดับเป็นฮาร์ดดิสก์>>ไดร์ฟ CD/DVD>>USB ก็จะเป็น

/dev/sda = ฮาร์ดดิสก์

/dev/sdb = CD/DVD

/dev/sdc = Flash Drive

ถ้ามีฮาร์ดดิสก์หลายตัวจะไล่ฮาร์ดดิสก์ให้ครบก่อนค่อยไปหา CD/DVD และ Flash Drive ตามลำดับ

ดังนั้น ถ้ามีฮาร์ดดิสก์ในเครื่อง 1 ตัวและมีไดร์ฟ CD/DVD 1 ไดร์ฟ  Flash Drive ก็จะเป็น /dev/sdc

 ทีนี้ สมมติว่าไฟล์อิเมจชื่อ linux-live.iso ก่อนใช้คำสั่งแฟลชไดร์ดต้องไม่อยู่ในสถานะถูก mount เพื่อใช้งานในระบบ ดังนั้นต้อง unmount ไดร์ฟ USB ก่อนนะครับ (โดยการ mount/unmount ต้องระบุเป็นพาร์ติชัน คือ /dev/sdc1)_ การใช้งานจริงก็จะเป็น

 

 sudo unmount /dev/sdc1 

 sudo dd if=linux-live.iso off=/dev/sdc bs=4M status=progress && sync


  นั้นเป็นการใช้คำสั่ง dd แบบง่ายๆ  

   แล้วทีนี้ เนื่องจากวงการลีนุกซ์ อย่างที่รู้ๆ คือนิยมเอาเครื่องรุ่นเก่าๆ มาลงลีนุกซ์กัน ซึ่งในส่วนของฮาร์ดแวร์ ก็จะเป็นอุปกรณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านการใช้งานมาอาจจะยาวนานเป็นสิบปีขึ้นไป (อย่างเครื่องที่ใช้อยู่นี่ก็เป็นแล็ปท็อปรุ่นประมาณ 15 ปีที่แล้ว)  ฮาร์ดแวร์ที่อาจจะมีปัญหาอย่างแรกๆ ก็คือพอร์ต USB นั่นแหละ เพราะมันโดนชักเข้าชักออกมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้งแล้ว ทำให้บางทีก็เชื่อมต่ออุปกรณ์ได้บ้างไม่ได้บ้าง ทำให้เราไม่รู้ตัวว่าตอนนี้แฟลชไดร์ฟที่เสียบเข้ามามันเชื่อมต่อได้เรียบร้อยหรือเปล่า ซึ่งคำสั่ง dd มันไม่ได้รู้เรื่องด้วย มันจะเขียนข้อมูลไปที่ /dev/sdc อย่างเดียว (เพราะ /dev/sdc เป็นแค่ไฟล์ Device ของระบบเท่านั้น) ดังนั้น จึงมีการสร้างโปรแกรมที่่เรียกกันว่า Frontend คือโปรแกรมทำงานในระบบกราฟิค (GUI)  ที่จะไปเรียกใช้งานคำสั่งของ CLI (Command-Line Interface) อีกทีหนึ่ง ซึ่งในลีนุกซ์มีโปรแกรมจำพวกนี้อยู่เป็นจำนวนมาก อย่างเช่น คำสั่ง ffmpeg ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับ Encode Video ก็มี Winff เป็น Frontend เป็นต้น ในกรณีนี้ คำสั่ง dd ก็มีโปรแกรม Frontend ให้ใช้งานอยู่หลายตัว  จะแนะนำสักตัวสองตัวก็แล้วกันนะครับ

ISO Image Writer จาก KDE

   ตัวแรกมาจากค่าย KDE ซึ่งมีชุดโปรแกรม GUI ให้ใช้หลากหลายมาก มีโปรแกรม ISO Image Writer เป็นตัวช่วยในการไรท์ไฟล์อิเมจลงแฟลชไดร์ฟ ได้อย่างง่ายดาย ก่อนอื่น ไปติดตั้งกันก่อนครับ

   Debian Base (Debian, Ubuntu, Mx Linux, Zurin, Antix เป็นต้น)  ใช้คำสั่ง

   sudo apt update

   sudo  apt install isoimagewriter

 

   Arch Base (Arch, CachyOS, Garuda Linux, Artix เป็นต้น) ใช้คำสั่ง

   sudo pacman -Syu

   sudo pacman -S isoimagewriter

 

   Fedora Base (Fedora, Nobata, Bazzite เป็นต้น) ใช้คำสั่ง

   sudo dnf update

   sudo dnf install isoimagewriter

  ส่วนดิสโทรอื่นๆ ก็ใช้คำสั่งติดตั้งแพคเกจของตนเองตามสะดวก

    หลังจากติดตั้งเสร็จก็เรียกใช้งานผ่านเมนูโปรแกรมได้เลย (เรามีไฟล์ iso ที่ดาวน์โหลดมาแล้วนะครับ)

   คลิกเปิดโปรแกรม ISO Image Writer  (จากภาพเป็นเมนู Fuzzel ใน Niri Desktop)
 

  ข้อดีของโปรแกรมพวกนี้คือ มันจะแสดงสถานะของแฟลชไดร์ฟให้เราเห็นนะครับ ซึ่งสะดวกมากสำหรับเครื่องที่มีปัญหาเสียบติดบ้างไม่ติดบ้างอะไรทำนองนั้นแหละ ตอนนี้เรายังไม่ได้เสียบแฟลชไดร์ฟนะครับ มันจะบอกให้เราเสียบแฟลชไดร์ฟเสียก่อน

  เมื่อเชื่อมต่อได้แล้วมันก็จะแสดงสถานะให้เห็น  ต่อไปก็เลือกไฟล์อิเมจที่ต้องการโดยคลิกบราวซ์ที่ไอคอนรูปแฟ้ม

 

 จากนั้นก็เข้าเลือกไฟล์ที่ต้องการจากไดเร็คทอรีที่เก็บไฟล์ในเครื่อ่ง แล้วคลิก Open

  ตรวจดูความถูกต้องหน่อย เมื่อมั่นใจแล้วคลิกที่ Create ได้เลย

  จะมีคำเตือนขึ้นมาว่า ข้อมูลในแฟลชไดร์ฟจะถูกเขียนทับ  ในภาพจะแจ้งด้วยว่าไฟล์อิเมจตรวจสอบไม่ได้ ต้องมีไฟล์ .sig มาใช้ร่วมด้วย (บางกรณีเท่านั้น) แต่ไม่เป็นไร สามารถทำงานต่อได้ครับ คลิก OK และ Continue ไปเลย

 

การใช้คำสั่ง dd เป็นสิทธิ์ของผู้ดูแลระบบ(Super User)หรือ root เท่านั้น ดังนั้นเราจึงต้องป้อนรหัสผ่านของ root ก่อน แล้วคลิก ยืนยันตัวบุคคล

จากนั้นโปรแกรมก็จะทำงานโดยแสดงสถานะให้เห็นตามภาพ ใช้เวลามากน้อยแล้วแต่ขนาดของไฟล์และความเร็วของฮาร์ดแวร์นะครับ

เสร็จแล้ว ก็จะแจ้งให้เราทราบ คลิก Close เป็นอันเสร็จพิธี

 

MultiWriter จาก Gnome

   โปรแกรมอีกตัวหนึ่งจากค่ายคู่แข่งคือ Gnome ได้แก่ MultiWriter  ติดตั้งโดย

   Debian Base (Debian, Ubuntu, Mx Linux, Zurin, Antix เป็นต้น)  ใช้คำสั่ง

   sudo apt update

   sudo  apt install gnome-multi-writer

 

   Arch Base (Arch, CachyOS, Garuda Linux, Artix เป็นต้น) ใช้คำสั่ง

   sudo pacman -Syu

   sudo pacman -S gnome-multi-writer

 

   Fedora Base (Fedora, Nobata, Bazzite เป็นต้น) ใช้คำสั่ง

   sudo dnf update

   sudo dnf install gnome-multi-writer

  ส่วนดิสโทรอื่นๆ ก็ใช้คำสั่งติดตั้งแพคเกจของตนเองตามสะดวกเช่นกัน

 

  หลังจากติดต้้งเสร็จ เรียกใช้งานโปรแกรมได้โดยคลิกที่ MultiWriter ในเมนูโปรแกรม

  หน้าต่างจะเตือนให้เสียบแฟลชไดร์ฟเข้ากับพอร์ต


 


 เมื่อเชื่อมต่อแล้ว จะโชว์สถานะของแฟลชไดร์ฟให้เห็น จากนั้นคลิกไอคอนบราวส์ ที่ด้านบนซ้ายมือ


 จากนั้นเลือกไฟล์อิเมจที่ต้องการแล้วคลิก Import

เมื่อกล้บมาที่หน้าต่างหลักให้คลิกที่ Start Copying จะมีไดอาล็อกให้ป้อนรหัสผ่านของ root ดังภาพ

ให้ป้อนรหัสแล้วคลิก ยืนยันตัวบุคคล


 

โปรแกรมจะแสดงสถานะการทำงานดังภาพ


 

เมื่อเสร็จแล้วก็จะแจ้งให้ทราบ เป็นอันเรียบร้อย

 

  จะเห็นได้ว่าลักษณะการทำงานของโปรแกรมก็ไม่ไต้แตกต่างกันนัก แต่จะมีความสะดวกกว่าตรงที่ไม่ต้องพิมพ์คำสั่งให้ยุ่งยากและสามารถตรวจสอบการเชื่อมต่อของพอร์ต USฺB ได้ง่ายกว่า

 

นอกจากนี้แล้วยังมีโปรแกรมที่น่าสนใจอีกหลายตัว เช่นใน Fedora Linux ก็มีโปรแกมของตัวเองคือ Fedora Media Writer หรือใน Linux Mint ก็มี mintstick ซึ่งมีลักษณะการใช้งานเหมือนกัน  ก็ลองเลือกใช้กันดูครับ