Niri Desktop EP.1 จิ๋วแต่แจ๋ว
ตั้งแต่ปี ค.ศ.2008 มีการพัฒนาระบบแสดงผลกราฟฟิคของลีนุกซ์เพื่อทดแทน X11
Server (X Windows System) นั่นคือ Wayland
ซึ่งไม่ได้ทำงานในรูปแบบเซิร์ฟเวอร์เหมือน X11 แต่ทำหน้าที่เป็น Protocol
สื่อสารกับฮาร์ดแวร์ต่างๆ เช่น GPU, Keyboard, Mouse เป็นต้น โดยลดความซ้ำซ้อนของการประมวลผลกราฟิกแบบเดิมเพื่อประสิทธิภาพการแสดงผลที่สูงขึ้น รองรับการแสดงผลอนิเมชันได้ลื่นไหลกว่าเดิม จัดการด้านความปลอดภัยโดยแยกสิทธิ์ของแอพพลิเคช้นออกจากกันอย่างเด็ดขาดเพื่อป้องกันการดักจับการพิมพ์คีีย์บอร์ด (Keylogging) และรองรับการทำงานกับเทคโนโลยี่ของ GPU รุ่นใหม่ๆ ได้อย่างสมบูรณ์
Wayland ทำหน้าที่เป็นโพรโตคอลเท่านั้น ต้องอาศัยแอพพลิเคชันสำหรับจัดการหน้าต่างที่เรียกว่า Compositor ซึ่งทำงานเป็น Display Server ไปในตัว (ไม่เหมือน Windows Manager แบบเดิมที่มี X11 ทำหน้าที่เป็นเซิร์ฟเวอร์) จึงลดความซ้ำซ้อนในการประมวลผลทำให้ทำงานได้ลื่นไหลมากขึ้น
เมื่อแรกเริ่มของการพัฒนา Wayland มี Compositor ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้งานตัวแรกก็คือ Weston จากนั้นก็มีการพัฒนาขึ้นมาอีกหลายตัว เช่น ใน KDE ก็มี kwin หรือใน Gnome ก็มี Mutter เป็น Compositor เพื่อให้ทำงานกับ Wayland ได้ แล้วยังมี Compositor แบบเพียวๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใช้งานโดยมีรูปแบบการใช้เฉพาะตัวแตกต่างกันอีก เช่น hyprland, sway, wayfire, mango, river เป็นต้น
Niri เป็นอีกหนึี่ง Wayland Compositor ที่ถูกพัฒนาขึ้นมา โดยใช้แนวคิดให้เป็น Scrollable-tilling คือมีการใช้งานในลักษณะเรียงหน้าต่างและใช้สกรอเมาส์ควบคุมพื่อความสะดวกในการทำงาน จุดเด่นคือมีขนาดเล็ก ทำงานได้ลื่นไหล และสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการ
การติดตั้ง Niri
โดยที่ Niri ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาไม่นานนักแต่ก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ มีเพียงบางดิสโทรที่เป็น Rolling เท่านั้นที่มีแพคเกจของ Niri ให้เลือกติดตั้งในแหล่งซอฟต์แวร์หลัก (ก.ค. 2026) เช่น ลีนุกซ์ที่พัฒนาต่อจาก Arch (Arch Base) จะมีแพคเกจมาให้แล้ว คือ Arch Linux, CachyOS, Garuda Linux รวมไปถึงดิสโทรอื่นๆ ที่เรียกใช้แหล่งซอฟต์แวร์ (Repository) จาก Arch โดยตรง และ Fedora Linux ก็มีแพคเกจ Niri มาให้เช่นเดียวกัน
ส่วนบางดิสโทรที่เป็น Stable เช่น Debian Base (Debian, Linux Mint, Mx Linux etc.) ยังไม่มีแพคเกจของ Niri ในแหล่งซอฟต์แวร์หลัก
การตรวจสอบว่ามีแพคเกจ Niri ในแหล่งซอฟต์แวร์หลักใช้คำสั่ง
Arch Base : sudo pacman -Ss niri
Debian Base : sudo apt search niri
Fedora Base : sudo dnf search niri
*นอกจากนี้แล้วเพื่อการใช้งาน Niri ได้สะดวกมากขึ้นควรติดตั้ง fuzzel และ alacritty พ่วงมาด้วยให้เรียบร้อย
ดั้งนั้น การติดตั้ง Niri จึงสามารถทำได้โดย
-ติดตั้งลีนุกซ์ที่มี Niri Desktop ให้เลือกตั้งแต่แรก โดยมีดิสโทรที่เป็น Niri Edition โดยเฉพาะคือ KaOS, TileOS (Debian Base), PikaOS (Debian Base) เป็นต้น ส่วน Arch Base (Arch, CachyOS, Garuda เป็นต้น) สามารถเลือก Niri เป็นเดสก์ท็อปได้ตั้งแต่ตอนติดตั้ง
-ในดิสโทรที่มีแพคเกจ Niri ในแหล่งซอฟต์แวร์หลัก ใช้คำสั่งติดตั้งได้โดยตรง เช่น
Arch Base ใช้คำสั่ง sudo pacman -S niri fuzzel alacritty
(Manjaro Linux ควรอัพเกรดเป็น Unstable Version)
Fedora Base ใช้คำสั้่ง sudo dnf install niri fuzzel alacritty
-ในดิสโทรที่ไม่มีแพคเกจ Niri ในแหล่งซอฟต์แวร์หลัก
Debian 13 Base (รวมถึง Ubuntu ตั้งแต่เวอร์ชัน 25.10) สามารถเพิ่มแหล่งซอฟต์แวร์เพื่อติดตั้ง Niri ได้จาก danklinux โดยใช้คำสั่ง
sudo apt install curl gpg
ติดตั้งซอฟต์แวร์ที่จำเป็นต้องใช้เสียก่อน) จากนั้นเพิ่มแหล่งซอฟต์แวร์ด้วยคำสั่ง
curl -fsSL https://download.opensuse.org/repositories/home:AvengeMedia:danklinux/Debian_Testing/Release.key | sudo gpg --dearmor -o /etc/apt/keyrings/danklinux.gpg
echo "deb [signed-by=/etc/apt/keyrings/danklinux.gpg] https://download.opensuse.org/repositories/home:/AvengeMedia:/danklinux/Debian_Testing/ /" | sudo tee /etc/apt/sources.list.d/danklinux.list
sudo apt update
แล้วติดตั้ง Niri
sudo apt install niri fuzzel alacritty
ส่วนดิสโทรอื่นๆ สามารถเข้าไปดูวิธีการติดตั้ง Niri ได้ที่่ https://github.com/niri-wm/niri/wiki/Getting-Started
เมื่อติดตั้งเสร็จแล้วสามารถเลือกใช้งานได้จากหน้าจอล็อกอินของลีนุกซ์ โดยเลือกเดสก์ท็อปเซสชันเป็น niri
การใช้งาน Niri Desktop
เมื่อเราเปิด Niri แบบเพียวขึ้นมา ก็จะเห็นว่ามีแค่หน้าจอโล่งๆ เท่านั้นนะครับ
คำถามแรกคือ แล้วเราจะเรียกใช้งานโปรแกรมต่างๆ ได้อย่างไร?
ปกติแล้วในการใช้งานคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปที่เราคุ้นเคยกัน มีวิธีเปิดใช้งานโปรแกรมคือ
1. คลิกที่ไอคอนของโปรแกรมบนหน้าจอหรือจากเมนู (แต่ในหน้าจอของ Niri มันไม่มีไอคอน)
2. พิมพ์คำสั่งในคอมมานด์พรอมพ์เพื่อเรียกใช้งานโปรแกรม (แต่หน้าจอ Niri ไม่เห็นมีที่ให้พิมพ์คำสั่ง)
3.ใช้คีย์ลัด (Hotkeys) ในการเรียกใช้งานโปรแกรม
ถ้าสังเกตดีๆ เมื่อเปิดเข้ามาใน Niri จะมีไดอาล็อกขึ้นมาให้เราเห็นว่าสามารถใช้คีย์ลัดในการทำงานอะไรบ้าง (ตามค่าดีฟอลต์ของ Niri) ดังนั้น เบื้องต้นเลยการใช้งาน Niri ก็คือใช้คีย์ลัดในการทำงานโดยมีคีย์หลักได้แก่ Super (ปุ่มวินโดวส์ข้างๆ ปุ่ม Fn) เพื่อใช้ร่วมกับคีย์อื่นๆ โดยมีคีย์ที่สำคัญคือ
Super+Shift+/ ให้โชว์การตั้งค่าคีย์ลัด ซึ่งก็คือไดอาล็อกนี้แหละ
Super+Shift+E ออกจาก Niri เพื่อกลับไปสู่หน้าจอล็อกอิน
Super+D เปิดเมนู fuzzel เพื่อเรียกใช้งานโปรแกรม
Super+T เปิดโปรแกรม alacritty เพื่อใช้งานเชลล์พรอมต์
Super+Q ปิดหน้าต่างที่กำลังทำงานอยู่
ดังนั้น สเต็ปแรกคือการเรียกใช้งานเมนูโปรแกรม (ซึ่งเราต้องติดตั้ง fuzzel ตามที่กล่าวมาแล้ว) โดยกด Super+D
ก็จะมีเมนูขึ้นมาดังภาพ จากนั้นก็สามารถเลือกเปิดโปรแกรมใช้งานได้ โดยใช้คีย์เลื่อนขึ้น-ลงเพื่อเลือกโปรแกรมแล้วกด Enter เพื่อเปิดโปรแกรมที่เลือก หรือจะใช้เมาส์สกรอดูรายการโปรแกรมแล้วคลิกเปิดโปรแกรมก็ได้เช่นกัน
นอกจากนี้เราถ้าเราลงโปรแกรมไว้เยอะๆ ไม่สะดวกในการเลื่อนหายังสามารถพิมพ์ชื่อโปรแกรมในช่องด้านบนให้สามารถเข้าไปเลือกโปรแกรมได้ง่าย (ตามภาพ) โดยไม่จำเป็นต้องพิมพ์ชื่อเต็มของโปรแกรมและโปรแกรมที่มีการเปิดใช้งานบ่อยๆ ก็จะถูกดันขึ้นมาอยู่ด้านบนโดยอัตโนมัติเพื่อความสะดวกในการเปิดใช้อีกด้วย
จากภาพ ได้เปิดโปรแกรม alacritty ซึ่งเป็นโปรแกรมจำลองเทอร์มินัล สำหรับการพิมพ์คำสั้่งในเชลล์พรอมต์ซึ่งเป็นมาตรฐานการทำงานใน Linux โดยทั่วไป alacritty เป็นโปรแกรมที่นิยมใช้ควบคู่กับ Niri (สามารถใช้คีย์ลัด Super+T ในการเปิดโปรแกรมได้โดยตรง
เมื่อเปิดโปรแกรมใดๆ ก็ตามขึ้นมาครั้งแรกจะอยู่ในโหมดครึ่งจอ ถ้าเราต้องการใช้เต็มจอ ก็ใช้คีย์ Super+F เพื่อสลับไปมาระหว่างโหมดเต็มจอกับครึ่งจอ หรือจะใช้เมาส์ดับเบิลคลิกที่แถบ Windows Title ด้านบนเพื่อสลับโหมดเต็มจอได้เช่นเดียวกัน
ถ้าจะปิดหน้าต่างที่เปิดอยู่ ให้ใช้คีย์ลัด Super+Q หรือใช้เมาส์คลิกปิดหน้าต่างก็ได้
ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า เราสามารถใช้คีย์บอร์ดในการเปิดโปรแกรม และจัดการหน้าต่างได้โดยสะดวก หรือจะใช้เมาส์ก็ได้เช่นกัน
ถ้าเราเปิดโปรแกรมขึ้นมาอีก โปรแกรมที่เปิดขึ้นมาใหม่ก็จะแสดงผลเรียงไปด้านขวามือไปเรื่อยๆ
ดังนั้น Niri จึงได้ชื่อว่าเป็น Tilling Compositor ซึ่ง Wayland Compositor ส่วนมากจะใช้การจัดหน้าต่างแบบเรียงลำดับไปแบบนี้ เช่น hyprland,sway, mango เป็นต้น
Hot Corners หมัดเด็ดของ Niri

สิ่งที่ Niri แตกต่างจาก Compositor ตัวอื่นๆ ก็คือ Hot Corners โดยการใช้เมาส์ชี้ไปที่มุมบนของหน้าจอ (ด้านซ้ายหรือขวาก็ได้) หน้าต่างจะย่อลงและแสดง เวิร์คสเปช (Workspace) ให้เราเห็น
เวิร์คสเปช (Workspace)คือการจำลองหน้าจอทำงานขึ้นมาเพื่อให้ใช้งานได้หลายหน้าจอโดยการใช้งานในจอมอนิเตอร์เดียวและทำให้สะดวกในการใช้งานเมื่อเชื่อมต่อจอมอนิเตอร์หลายตัว
มีให้ใช้มาตั้งแต่เริ่มมีระบบ GUI ในลีนุกซ์เลย (แต่สำหรับ MS Windows
เพิ่งจะมีใช้ในช่วงหลังๆ) ตามธรรมดาของคนใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไปที่ใช้งาน MS
Windows
จะคุ้นเคยกับการเปิดโปรแกรมแล้วย่อหน้าต่างมาไว้ที่ทาสก์บาร์และเรียกใช้โปรแกรมที่เปิดอยู่จากทาสก์บาร์
แต่การที่ Niri ไม่สามารถย่อหน้าต่างได้ เนื่องจากไม่มีทาสก์บาร์ ทำให้เวิร์คสเปช มีความสำคัญต่อการทำงานมากขึ้น
เมื่อเราเปิดโปรแกรมในเวิร์คสเปช Niri จะทำการเพิ่มเวิร์คสเปชว่างๆ ให้เราอีกหนึ่งจอโดยอัตโนมัติ เหมือนใน Gnome เมื่อคุณเปิดโปรแกรมหลายๆ โปรแกรมในเวิร์คสเปชเดียวกัน โปรแกรมก็จะเรียงต่อกันไปด้านขวาเรื่อยๆ โดยเปิดทำงานหน้าจอ (Screen) เพิ่มทางขวาให้โดยอัตโนมัติ ตรงนี้จะต่างจาก Gnome เพราะใน Gnome เมื่อเปิดหลายๆ โปรแกรมในเวิร์คสเปชเดียวกัน หน้าจอจะทับซ้อนกันไปเรื่อยๆ ไม่ไม่สกรีนเพิ่มมาให้ใช้ โดยใช้ทาสก์บาร์มาช่วยในการย่อเก็บโปรแกรมไว้ก่อน
ดังนั้น การเปิดโปรแกรมในเวิร์คสเปชใหม่จึงเป็นวิธีการที่ Niri เลื่อกใช้ เมื่อเราเปิดโปรแกรมในเวิร์คสเปชที่สอง Niri ก็จะเพิ่มเวิร์คสเปชว่างไว้รอให้เราใช้งานต่อไปอีกเรื่อย (เช็คดูแล้วไม่มีลิมิต สามารถเพิ่มได้ไม่จำกัดทั้งเวิร์คสเปชและสกรีน)
เมื่อเราเลื่อนเมาส์ไปที่มุมด้านบนของจอ ระบบก็จะเข้าสู่โหมดจัดการเวิร์คสเปช โดยย่อหน้าจอแสดงให้เห็นเวิร์คสเปช,หน้าต่างโปรแกรมที่เราเปิดใช้งานอยู่และสกรีนในแต่ละเวิร์คสเปช
เราสามารถใช้สกรอเมาส์เลื่อนขึ้นลงเพื่อดูเวิร์คสเปชต่างๆ และคลิกเลือกโปรแกรมที่เปิดอยู่เพื่อใช้งาน นอกจากนี้ยังสามารถปรับแต่งเลเอาต์ของการจัดหน้าต่างในแต่ละสกรีนได้ด้วย เช่นถ้าคุณเปิดสามโปรแกรมในสกรีนเดียวกัน ตามธรรมดา จะเรียงลำดับหน้าต่างไปทางขวาโดยโปรแกรมที่สามจะไปอยู่ในอีกสกรีนหนี่ง เมื่อคุณใช้ Hot Corners จะสามารถจัดการลากโปรแกรมที่สามมาอยู๋ในสกรีนเดียวกันกับสองโปรแกรมแรกได้ โดยไปแบ่งพื่นที่อยู่กับโปรแกรมด้านซ้ายหรือขวาตามที่เราลร็ากไปใส่
การเลื่อนเวิร์คสเปชใน Niri จะใช่สกรอเมาส์เหมือนใน Gnome แต่จะเลื่อนขึ้น-ลง ส่วนใน Gnome จะเลื่อนซ้าย-ขวา ตรงนี้น่าสนใจ เพราะตามความเคยชินของคนทั่วไป การเลื่อนขึ้น-ลงน่าจะเข้ากับมายด์เซ็ตได้ดีกว่าการเลื่อนซ้ายขวา ซึ่งส่วนตัวจากการใช้งานมาการเลื่อนขึ้น-ลงมันให้ความรู้สึกคุ้นเคยได้ดีกว่าเยอะ (นี่เป็นความน่าใช้อย่างหนึ่งของ Niri)
ดังนั้นจาการใช้สกรอเมาส์เลื่อนขึ้นลงเพื่อจัดการเวิร์คสเปชนี่เอง จึงได้ชื่อว่าเป็น scrollables เมื่อรวมกับการเปิดหน้าต่างโดยเรียงไปทางขวา จีงชื่อว่าเป็น scrollable-tiling Wayland compositor
บทสรุปการทำงานเบื้องต้นของ Niri แบบเพียวๆ
- เปิดโปรแกรมทำงานหลายหน้าต่างโดยเรียงไปด้านข้าง(ขวา)
- เริ่มทำงานโดยใช้คีย์ลัดเรียกเมนูแล้วสามารถเรียกใช้งานโปรแกรมได้ทั้งจากคีย์บอร์ดและเมาส์
- ใช้ Hot Corners ในการจัดการกับเวิร์คสเปช โดยใช้สกรอเมาส์เลื่อนขึ้น-ลง
- แต่ละเวิร์คสเปชสามารถใช้งานมัลติสกรีนได้
- ระบบการทำงานหลักๆ ก็มีประมาณนี้ ทำให้มีขนาดเล็กไม่เปลืองเนื้อที่ฮาร์ดดิสก์ ใช้งานหน่วยความจำน้อยกว่าระบบใหญ่อย่าง Gnome หรือ KDE
- จะเน้นความเร็วแรง ใช้แค่นี้ก็ทำงานหรือเล่นเกมส์ได้ดีแล้ว ถ้าอยากตกแต่งระบบให้หล่อสมาร์ทกว่านี้ก็สามารถใช้ซอฟต์แวร์เพิ่มเติมได้อีก (ซึ่งจะว่ากันในตอนต่อไป)
- การออกจาก Niri ใช้คีย์ลัด Super+Shift+E แล้วกด Enter จะล็อกเอาต์ออกไปหน้าจอล็อกอินของระบบ