วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

Niri Desktop EP.04 : การตั้งค่า Background & Backdrop

 Niri Desktop EP.04 : การตั้งค่า Background & Backdrop


การตั้งค่าพื้นหลัง (ฺBackground) ของสกรีน

   สิ่งหนึ่งที่เป็นความคุ้นเคยพื้นฐานของคนใช้คอมพ์ก็คือมีภาพพื้นหลังสวยๆ ไว้แก้เบื่อเวลาใช้คอมพ์ (ทั้งๆ ที่เวลาใช้คอมพ์ส่วนมากมันก็ไม่ได้เห็นภาพพื้นหลังสักเท่าไหร่)  แต่มีไว้ก็ดี  

  ใน Niri ไม่มี ตัวเซ็ตภาพพื้นหลังมาให้ (ก็มันเน้นทำงานแค่จัดการหน้าต่างเท่านั้น) ดังนั้นจึงต้องอาศัยซอฟต์แวร์เพิ่มเติมเพื่อกำหนดภาพพื้นหลังโดยเฉพาะ  โดยมีซอฟต์แวร์สำหรับตั้งค่าภาพพื้นหลังสำหรับใช้กับ Wayland Compositor ให้ใช้นั่นคือคำสั่ง swaybg จากชื่อคำสั่งเดาว่าตอนแรกถูกสร้างมาพื่อใช้กับ Sway ซึ่งเป็น Compositor ที่ได้รับความนิยมตัวหนึ่ง และมันสามารถนำมาใช้กับ Compositor ตัวอื่นได้ด้วย

   swaybg มีในแหล่งแพคเกจหลักของลีนุกซ์ทั่วๆ ไป สามารถคิดตั้งโดยใช้คำสั่ง  

   sudo apt install swaybg  (Debian Base)

   sudo dnf install swaybg  (Fedora Base)

   sudo pacman -S swaybg (Arch Base)

   sudo xbps-install -S swaybg (Void Base)

   ส่วนดิสโทรอื่นก็ใช้คำสั่งติดตั้งของดิสโทรนั้น ๆ

  จากนั้นเตรียมภาพที่จะใช้เป็นพื้นหลังโดยคัดลอกมาไว้ที่ไดเรคทอรีบ้านของเรา เพื่อจะได้ใช้สะดวกหน่อย เช่นชื่อไฟล์  wallpaper.jpg (สามารถใช้ฟอร์แมตอื่นได้ เช่น png, gif เป็นต้น)  แล้วใช้คำสั่ง

   swaybg -i wallpaper.jpg -m fill &

หลังจากใช้คำสั่งกำหนดพื้นหลังแล้ว เราก็จะเห็นภาพพื้นหลังปรากฎขึ้น ถ้าต้องการให้เซ็ตพื้นหลังไว้ทุกครั้งที่ล็อกอินเข้ามาใน Niri ให้แก้ไขไฟล์ ~/.config/niri/config.kdl  โดยเพิ่มบรรทัดนี้เข้าไป (ไว้บรรทัดท้ายสุดเพื่อง่ายต่อการจัดการ)

    spawn-sh-at-startup "swaybg -i wallpaper.jpg -m fill"


เท่านี้เราก็จะได้พื้นหลังทุกครั้งที่ล็อกอินเข้ามา  ถ้าต้องการเปลี่ยนภาพก็ใช้คำสั่งใหม่โดยระบุชื่อภาพที่ต้องการอีกครั้ง (และต้องแก้ชื่อไฟล์ที่ต้องการในไฟล์ config.kdl ด้วย)
  บางคนอาจสงสัยว่ามันทำได้แค่นี้หรือ ก็ได้แค่นี้ครับ เพราะหลักการทำงานของระบบ Linux/Unix มีพื้นฐานจากแนวคิดที่ว่า ให้ซอฟต์แวร์ทำงานเฉพาะทางให้เจาะจงและมีความเรียบง่ายไม่ซับซ้อน เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาจะได้แก้ไขง่ายไม่ต้องเสียเวลาไปตามหาจุดเสียจากโปรแกรมใหญ่ๆ ที่มีซับซ้อน จึงทำให้มีซอฟต์แวร์แนวนี้เป็นจำนวนมาก

    ดังนั้น swaybg จึงเหมาะสำหรับคนที่ชอบระบบที่มีความซับซ้อนน้อย เน้นการทำงานเป็นหลัก a

  อย่างไรก็ตามการจัดการพื้นหลังถ้าต้องการคุณสมบัติมากกว่านี้ก็มีอยู่ในชุดของซอฟต์แวร์สำหรับปรับแต่งระบบเดสก์ทอปอีกตัวหนึ่งคือ Noctalia ที่จะได้กล่าวถึงในตอนต่อๆ ไป

    โปรแกรมอีกตัวหนึ่งที่ใช้กำหนดภาพพื้นหลังของ Niri (หรือ Wayland Compositor ทั่วไป) ก็คือ awww ซึ่งมีในแหล่งแพคเกจหลักของบางดิสโทรเท่านั้น เช่น Arch linux, Void Linux, OpenSuse เป็นต้น แต่ยังไม่มีใน Debian Base และ Fedora Base

   ดังนั้น เราสามารถติดตั้ง awww ในดิสโทรที่มีในแหล่งแพคเกจหลักได้โดยใช้คำสั่ง    

   sudo pacman -S awww (Arch Base)

   sudo xbps-install -S awww (Void Base)

  ใน Fedora สามารถติดตั้งโดยเพิ่มแหล่งแพคเกจที่มีผู้ทำแพคเกจของ awww ไว้แล้ว โดยใช้คำสั่ง

    sudo dnf copr enable scottames/awww 

     sudo dnf install awww

 ส่วน Debian Base ต้องคอมไพล์จากซอร์สโค้ดของโปรแกรมโดยตรง (สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ https://codeberg.org/LGFae/awww ซึ่งเป็นเวปไซต์ของผู้พัฒนา)

หลังจากติดตั้งแล้วสามารถใช้ งานได้โดยใช้คำสั่ง 

     awww-daemon

     awww img wallpaper.jpg

คำสั่งแรกจะเป็นการเปิด Service ของ awww

คำสั่งที่สองจะเป็นการกำหนดค่าภาพพื้นหลัง 

ถ้าต้องการให้ Niri ใช้ awww ตั้งค่าภาพพื้นหลังให้ในตอนล็อกอินเข้ามาก็ให้เพิ่มบรรทัดนี้เข้าไปในไฟล์ config.kdl

     spawn-sh-at-startup "awww-daemon" 

โดยเซอร์วิสของ awww จะเรียกใช้ค่าล่าสุดที่มีการใช้คำสั่ง awww img 

ถ้าจะเปลี่ยนภาพพื้นหลังก็ใช้แค่คำสั่ง awww img *.jpg (สามารถใช้ภาพฟอร์แมตมาตรฐานอื่นๆ ได้อีก เช่น png, bmp, webp, gif, tff เป็นต้น

การตั้งค่า Backdrop

   ตามธรรมดา จะใช้โปรแกรมในการกำหนดภาพพื้นหลังแค่โปรแกรมเดียว ดังนั้น เราสามารถใช้ awww เซตค่าภาพพื้นหลัง และใช้ swaybg เป็นโปรแกรมสำหรับเซ็ตค่าภาพ backdrop ได้

     backdrop คือภาพพื้นหลังที่ปรากฏเมื่อเราเข้าไปในโหมด Overview (ย่อสกรีนเพื่อเลือกใช้งานเวิร์คสเปชในตอนที่ใช้งาน Hot Corners) เราได้เรียนรู้การเซ็ตค่าสีของ backdrop ใน Niri ไปแล้วในตอนก่อน แต่ถ้าจะใช้รูปภาพมาเป็น backdrop เราก็มีวิธีการตั้งค่าโดยใช้ swaybg และ awww เซตค่าพื้นหลังพร้อมกันแล้ว ตั้งค่าให้ swaybg เป็นตัวตั้งค่าภาพ backdrop โดยเพิ่มการกำหนดค่าเพิ่มเติมใน config.kdl ตามนี้

    layer-rule {
        match namespace="^wallpaper$"
        place-within-backdrop true
    }


 

จากนั้นก็ออกจาก Niri แล้วล็อกอินเข้ามาใหม่ก็จะได้ภาพของ awww เป็นภาพหน้าจอและภาพของ swaybg เป็นbackdrop ตามต้องการ
  การตั้งค่าภาพ backdrop สามารถทำหลายหลายวิธี ดังนั้น นี่จึงเป็นตัวอย่างของการตั้งค่าวิธีหนึ่งเท่านั้น

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

Niri Desktop EP.03 : การตั้งค่าเมนู Fuzzel

Niri Desktop EP.03 : การตั้งค่าเมนู Fuzzel

   Fuzzel คือเมนูโปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานใน Wayland Compositor  โดยเฉพาะ Niri และยังสามารถใชักับ Compositor ตัวอื่นได้อีก เช่น  Hyprland, sway, mango, river เป็นต้น โดยการกำหนดคีย์ลัดให้เรียกใช้ Fuzzel เป็นเมนูโปรแกรม

  ในเดสก์ท็อป Niri ใช้คีย์ลัด Super+D ในการเรียกใช้ Fuzzel

เราสามารถใช้คีย์บอร์ดปุ่ม Up/Down เพื่อเลื่อนขึ้นลงเพื่อเลือกโปรแกรมและกด Enter เพื่อเปิดโปรแกรมที่เลือก หรือจะใช้เมาส์สกรอเลื่อนขึ้นลงแล้วคลิกเปิดโปรแกรมก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังสามารถพิมพ์คีย์เวิร์ดในช่อง input ด้านบนเพื่อค้นหาโปรแกรมที่ต้องการได้ง่ายขึ้นด้วย

   ตามปกติ Fuzzel จะไปเรียกใช้การตั้งค่าจากไฟล์คอนฟิก /etc/xdg/fuzzel/fuzzel.ini ซึ่งจะเป็นคอนฟิกที่ใช้เป็นค่าดีฟอลต์  เราสามารถปรับตั้งค่าเองได้โดยสร้างไฟล์คอนฟิกส่วนตัว ด้วยการสร้างไดเร็คทอรี fuzzel ไว้ในไดเร็คทอรี  ~/.comfig/ แล้วคัดลอกไฟล์ fuzzel.ini มาไว้เป็นเทมเพลตสำหรับการตั้งค่าส่วนตัว  ใช้คำสั่งในเทอร์มินัลดังนี้

     mkdir ~/.comfig/fuzzel

     cp /etc/xdg/fuzzel/fuzzel.ini ~/.comfig/fuzzel/

 

จากนั้นเราสามาถใช้ Text Editor มาแก้ไขค่าคอนฟิกได้เลย  ในตอนนี้เราจะใช้ kate 
 

เมื่อเปิด kate ขึ้นมาแล้วให้คลิก Open เพื่อเลือกเปิดไฟล์

ในช่องรายการชื่อไฟล์ให้คลิกขวาที่ว่าง แล้วคลิกเลือก Show hidden files เพื่อแสดงรายการไฟล์ที่ซ่อนอยู่ในระบบ

ตอนนี้เราก็จะเห็นไดเร็คทอรี .config ให้คลิกเข้าไปแล้วคลิกที่ไดเร็คทอรี fuzzel แล้วเลือกเปิดไฟล์ fuzzel.ini

 

ในไฟล์ fuzzel เราจะเห็นมีการตั้งเทมเพลตไว้สำหรับการกำหนดค่าของโปรแกรม และทุกบรรทัดมีเครื่องหมาย # อยู่ข้างหน้า ซึ่งหมายความว่า ยังไม่มีการคอนฟิกอะไร และโปรแกรมยังใช้ค่าดีฟอลต์ในการใช้งานอยู่

  เราสามารถคอนฟิกค่าได้ด้วยการลบเครื่องหมาย # หน้าบรรทัดของค่าที่เราต้องการปรับแต่งแล้วใส่ค่าการปรับแต่งที่ต้องการให้ถูกต้อง เช่นในภาพ เราจะกำหนดค่าฟอนต์ใหม่เพื่อให้ดูง่ายและสบายตาขึ้น ก็ลบเครื่องหมาย # หน้าบรรทัด font= แล้วใส่ค่าเป็นชื่อฟอนต์ที่เราต้องการใช้ (ต้องมีฟอนต์ติดตั้งในระบบแล้ว) ในภาพใช้ฟอนต์ garuda จากนั้นก็บันทึกไฟล์  แล้วเมื่อเรากดคีย์ลัด Super+D ก็จะเห็นว่าเมนูมีการเปลี่ยนไปใช้ฟอนต์ garuda แล้ว ซึ่งอ่านง่ายสบายตากว่าเดิม

   การตั้งค่าหลักๆ ก็คือสีแบคกราวด์และสีตัวอักษรในเมน ให้เลื่อนไปหาเซสซัน [colors]  จะเห็นว่าสามารถปรับค่าสีได้หลายอย่าง เช่น  backgroun (พื้นหลัง), text (ตัวอักษรของเมนู), input (ตัวอักษรที่พิมพ์เพื่อค้นหา), border (ขอบของเมนู) เป็นต้น ซึ่งเราต้องใช้ค่าสี RGBA ที่แปลงเป็น Hexa (สามารถหาได้จากเวปทั่วไป) ซึ่งจะต่างจากการใช้ค่าสีในการคอนฟิกสีพื้นหลังของ Niri คือต้องตัดเครื่องหมาย # ที่หน้าตัวเลขรหัสสีออกเสียก่อนจึงจะใช้ได้ ตามตัวอย่างในภาพ ซึ่งเมื่อเรากำหนดค่าแล้วและบันทึกไฟล์แล้วเราก็สามารถกดดูเมนูเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงได้ทันที

   ส่วนที่ต่อกันคือ [border] คือการกำหนดค่ากรอบ คือความหนา (width) และมุม (radius) สามารใช้ค่าตัวเลขเพื่อกำหนดได้ตามความต้องการ  

    ดังที่กล่าวมาก็คือการปรับแต่งหลักๆ ของเมนู fuzzel นอกจากนี้ยังมีค่าที่เราสามารถปรับแต่งได้อีกตามที่มีอยู่ในเทมเพลตแล้ว 




Niri Desktop EP.02 : การปรับแต่ง Niri เบื้องต้น

Niri Desktop EP.02 : การปรับแต่ง Niri เบื้องต้น


 จากตอนที่แล้วเราพูดถึงการทำงานหลักโดยทั่วไปของ Niri ต่อไปก็จะมาถึงการปรับแต่งเบื้องต้นเพื่อการใช้งานได้เต็มที่ต่อไป 

   ตามธรรมดาการปรับแต่ง Niri คือปรับแต่งตัว Niri โดยตรง โดยการแก้ไขไฟล์คอนฟิกของ Niri คือไฟล์ ~/.config/niri/config.kdl

   การปรับแต่างไฟล์ config.kdl จะเป็นการปร้บแต่งสภาพแวดล้อมเบื้องต้นของ Niri คือ การแสดงผลทางหน้าจอ ความละเอียดของหน้าจอ  กำหนดค่าการใช้งานคีย์บอร์ด เมาส์ ทัชแพด  กำหนดค่าการทำงานของหน้าต่าง  การกำหนดคีย์ลัด และการตั้งค่าเวิร์คสเปช 

   นอกจากนี้ยังสามารถใช้ปรับแต่งการกำหนดค่าที่เหมาะสมเพื่อใช้งานซอฟต์แวร์บางอย่าง และการกำหนดให้รันโปรแกรมที่ต้องการในตอนเปิดเข้ามาในระบบด้วย

     การใช้ค่าที่ตั้งมาแล้วตั้งแต่ต้นก็เหมาะสมสำหรับการใช้งานในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีบางอย่างที่อาจจะต้องตั้งค่าเพิ่มเติมเพื่อความสะดวกในการใช้งานมากขึ้น

    โดยปกติ เมื่อเปิดใช้งานครั้งแรก ระบบจะสร้างไฟล์ config.kdl ไว้ให้แล้ว 

 เรามาดูกันว่าจะปรับแต่งอะไรกันได้บ้าง

การตั้งค่าคีย์บอร์ด

   เมื่อเราติดตั้งลีนุกซ์โดยทั่วไปจะมีการตั้งค่าคีย์บอร์ดมาเรียบร้อย แต่ที่จะพูดถึงคือการปรับแต่งค่า Keymaps เพื่อสลับใช้ภาษาไทยและอังกฤษ ถ้าเราติดตั้ง Niri เป็นเดสก์ท็อปโดยเลือกภาษาไทย ระบบจะตั้งค่าคีย์บอร์ดภาษาไทยไว้ให้แล้ว โดยใช้คีย์ลัดตามที่กำหนดตั้งแต่แรก แต่ถ้าติดตั้ง Niri ทีหลังหรือไม่ได้ติดตั้งภาษาไทยตั้งแต่ทีแรกก็อาจจะต้องมาตั้งค่าเอง โดยการเข้าไปแก้ไขไฟล์ ~/.config/niri/config.kdl สามารถใช้ Text Editor เข้าไปแก้ไข เช่น ใช้คำสั่งในเทอร์มินัล โดยใช้ nano เป็น editor ในโหมดของ user โดยไม่ต้องเป็นผู้ดูแลระบบ ดังนี้

  nano  ~/.config/niri/config.kdl

จากนั้น กด Ctrl+F แล้วพิมพ์ xkb  แล้วกด Enter เพื่อค้นหาจุดที่คอนฟิกคีย์บอร์ดแมป

(ที่จริงก็ไม่ได้ค้นหายากเพราะมันอยู่ตอนต้นไฟล์อยู่แล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า) 

เราจะเห็นตัวอย่างการคอนฟิกคีย์บอร์ดแมป ให้เพิ่มสองบรรทัดนี้ลงไป 

           layout "us,th"
           options "grp:alt_shift_toggle"


บรรทัดแรกคือกำหนดคีย์บอร์ดแมปให้มีสองตัวคือ us กับ th

บรรทัดที่สองคือกำหนดคีย์ลัดสำหรับสลับคีย์บอร์ดแมป นั่นคือ  alt+shift (สามารถตั้งเป็นคีย์อื่นก็ได้แต่ต้องแน่ใจว่าไม่ซ้ำกับคีย์ลัดที่มีกำหนดไว้แล้วในระบบ)

เสร็จแล้วกด Ctrl+X เพื่อออกจากโปรแกรม ซึ่งจะถูกถามกลับมาว่าจะบันทึกไฟล์หรือเปล่าให้กด y  เพื่อบันทึกแล้วกด Enter เป็นอันเสร็จเรียบร้อย 

การปรับแต่งคีย์ลัด 

   คีย์ลัด (Bind หรือ Hot keys) ซึ่งใช้ในการทำงานเป็นหลักใน Niri ในตอนก่อนเรารู้จักคีย์ลัดที่ใช้บ่อยๆ มาแล้วหลายตัว ซึ่งจะสังเกตได้ว่ามักจะใช้คีย์ Super (คีย์วินโดวส์) เป็นตัวหลักประกอบกับคีย์อื่นๆ ซึ่งอาจจะใช้สองคีย์หรือสามคีย์ร่วมกัน

  ตอนนี้เราลองมาเซ็ตคีย์ลัดด้วย Kate (Text editor ของ KDE) ซึ่งจะสะดวกกว่าใช้โปรแกรมในเท็กซ์โหมด


   ในไฟล์คอนฟิกของ Niri จะเรียกคีย์ Super ว่า Mod โดยการคอนฟิกง่ายๆ เช่น

   Mod+D   { spawn "alacritty"; }r

คือใช้ปุ่ม Super+D เพื่อเปิดโปรแกรม alacritty ซึ่งเป็นเทอร์มินัลอีมูเลเตอร์ที่มาคู่กับ wayland

   Mod+Shift+E { quit; }

คือคีย์ลัดที่ใช้สำหรับการ Log out ออกจาก Niri กลับไปหน้าจอล็อกอิน

ซึ่งถ้าเราตรวจสอบดูคีย์ลัดที่คอนฟิกมาแล้วใน Niri มีครอบคลุมการใช้งานแทบจะทั้งหมด

คีย์ลัดเพิ่มเติมที่แนะนำสำหรับการใช้งาน 

  ใน Niri ยังไม่มีคีย์ลัดสำหรับการรีบูตหรือปิดเครื่อง (แต่ใช้คำสั่ง reboot ในเทอร์มินัลได้อยู่)

เราสามารถติดตั้งโปรแกรมเพื่อใช้งานเพิ่มได้คือ nwg-bar (ติดตั้งก่อนโดยใช้คำสั่ง sudo pacman -S nwg-bar (Arch Base) หรือ apt install nwg-bar (Debian Base) หรือ dnf install nwg-bar (Fedora Base) เป็นต้น)

จากนั้นค้นหาบรรทัดนี้ ซึ่งอยู่ตอนท้ายๆ ไฟล์

    Ctrl+Alt+Delete { quit; } 

แล้วแก้เป็น     

      Ctrl+Alt+Delete { spawn "nwg-bar"; }  

จากนั้นก็บันทึกไฟล์ เราก็จำสามารถใช้คีย์ลัด Ctrl+Alt+Delelte (ซึ่งเป็นคีย์ลัดที่นิยมใช้ในการปิดเครื่อง) เพื่อเรียกเมนูบาร์สำหรับปิดเครื่อง หรือรีบูตเครื่องได้ตามภาพ

อีกอย่างหนึ่งที่เราต้องใช้งานประจำคือการปรับเสียงในระบบ ตามธรรมดาเราอาจจะใช้ alsamixer เพื่อปรับแต่งเสียงหรือใช้โปรแกรม pavucontrol สำหรับปรับแต่งในโหมด GUI  เราสามารถเพิ่มคีีย์ลัดเพื่อเรียกใช้ pavucontrol ได้โดยเพิ่มบรรทัดนี้ลงไป (ต่อจากบรรทัดคอนฟิก  nwg-bar )

 Ctrl+Alt+V { spawn "pavucontrol"; }

เราก็จะสามารถใช้คีย์ลัด Ctrl+Alt+V เพื่อเรียกใช้การปรับแต่งเสียงในโหมด GUI ได้ (คีย์ลัดนี้ผมกำหนดมาเอง)

ดังนั้น เราสามารถสร้างคีย์ลัดเพื่อเรียกโปรแกรมต่างๆ มาใช้งานได้ตามความต้องการ สิ่งที่ต้องระวังคือ การคอนฟิกไฟล์ config.kdl จะแบ่งการคอนฟิกออกเป็นเซสซัน บรรทัดที่เราเพิ่มเข้าไปต้องอยู่ในเซสซันของการกำหนดคีย์ลัดคือ Blinds  ห้ามไม่ให้ไปอยู่ในเซสซันของการคอนฟิกอื่นไม่งั้นจะใช้งานไม่ได้

 การกำหนดค่า Background Color

 ค่าปกติของ Niri ไม่สามารถมาใช้ภาพมาเป็นพื้นหลังได้ แต่สามารถใช้การคอนฟิกสีของพื้นหลังได้ โดยใช้รหัสสี Hex ที่เป็น RGB หรือ RGBA (เราสามารถเข้าไปหารหัสจากเวปต์ไซต์ที่ให้บริการแปลงค่าสี RGB หรือ RGBA เป็น Hex ได้มากมาย)

  การปรับแต่งสีพื้นหลังของ Niri จะอยู่ในเซสซัน laout  เมื่อเราเลื่อนหาเจอ จะพบว่ามีการคอนฟิกค่า

    gaps 16 

เป็นจุดสังเกต ให้เราเพิ่มบรรทัดนี้เป็นบรรทัดล่างต่อจากนี้

  background-color "#1a1a1a" 

ตามภาพจะเห็นว่ามีบรรทัดที่ขึ้นต้นด้วย // ซึ่งหมายความว่าบรรทัดนี้เป็นคำอธิบายหรือหมายเหตุเท่านั้น 

ส่วนค่า  ในเครื่องหมาย " " ให้เปลี่ยนเป็นรหัส Hex ของค่าสีที่ต้องการโดยมี # นำหน้า  โดยที่ Niri ใช้ระบบ Live Reloaded เมื่อเราบันทึกไฟล์ Niri จะแสดงผลการเปลี่ยนแปลงให้เห็นได้ทันที

 การกำหนดค่า Backdrop Color

  Backdrop (หรือ Overview) คือพื้นหลังซ้อนพื้นหลัง ซึ่งจะแสดงให้เห็นเมื่อเราใช้ฟังค์ชัน Hot Corners ซึ่งใช้สำหรับย่อเวิร์คสเปชลงแสดงแสดงรายการเวิร์คสเปชที่เปิดทำงานอยู่ให้เราสามารถเลือกไปใช้งานเวิร์คสเปชต่างๆ ได้ (Hot Corners มีใช้ใน Gnome  และ KDE หรืออาจจะมีใน DE ตัวอื่นอีกก็ยังไม่ได้สำรวจ) พื้นหลังที่ปรากฎตอนย่อเวิร์คสเปชก็คือ  Backdrop หรือ Overview  ใน Niri สามารถคอนฟิคค่าสีของ Backdrop ได้ โดยต้องเพิ่ม เซสซัน overview เข้าไป (ต่อท้ายไปเลย) ดังนี้ 

overview { 

// Sets the color of the empty area behind the workspaces 

backdrop-color "#111111" 

}

เราสามารถปรับแต่งค่าสีได้ตามต้องการ  

   ถ้าต้องการใช้รูปภาพเป็นพื้นหลังและแบ็คดรอป ต้องใช้โปรแกรมตั้งค่าวอลเปเปอร์โดยเฉพาะ ซึ่งจะยกไปกล่าวในอีกตอน

การตั้งค่า Policykit

   การใช้งานลีนุกซ์ จะเน้นให้เราใช้งานในโหมดยูสเซอร์ทั่วไป ดังนั้นเมื่อมีการใช้งานที่ต้องใช้สิทธิ์ของผู้ดูแลระบบ โดยเฉพาะ เช่น การเรียกใช้พาร์ติชันต่างๆ ในเครื่อง หรือการคอนฟิคฮาร์ดแวร์บางอย่าง หรือการติดตั้งโปรแกรม เป็นต้น จึงมีระบบคัดกรองผู้ใช้งานในโหมดผู้ดูแลระบบ ใน CLI ก็ใช้ su หรือ sudo เป็นเครื่องมือ ส่วนใน GUI จะมีระบบ Policy Kit (หรือเรียกสั้น ๆ ว่า polkit) เพื่อให้ผู้ใชัป้อนรหัสผ่านเพื่อเข้าไปใช้งานในโหมดผู้ดูแลระบบได้ชั่วคราวl
   ใน Niri ยังไม่มี polkit เป็นของตัวเอง ดังนั้น จึงต้องไปหยิบยืม polkit ของ DE ใหญ่ๆ มาใช้ เช่น gnome-polkit, kde-polkit, mate-polkit เป็นต้น
 

 
   เช่นถ้าสมมติเรามี KDE Plasma ติดตั้งอยู่แล้ว ก็สามารถคอนฟิกให้ Niri ใช้งาน kde-polkit ได้เิลย โดยเพิ่มบรรทัดนี้ลงไป

 spawn-at-startup "/usr/lib/polkit-kde-authentication-agent-1"

ซึ่งเป็นการเรียกโปรแกรมขึ้นมาในตอนล็อกอินเข้ามาใน Niri โดยกา้รคอนฟิก ถ้าจะใช้ polkit ตัวอื่นก็ต้องระบบพาธ ของ polkit ให้ถูกต้อง

   ตามภาพคือ kde-polkit ซึ่งเปิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติเมื่อจะเปิดเข้าไปใช้พาร์ติชัน /dev/sdb1 ผ่านโปรแกรมจัดการไฟล์  

     การคอนฟิคที่สำคัญๆ เท่าที่ได้ใช้งาน Niri มาหลายเดือนแล้ว ก็น่าจะมีเท่านี้ ส่วนอื่นๆ ก็ลองซอกแซกหาดูเพื่อปรับแต่งได้ครับ

  

 

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

Niri Desktop EP.1 จิ๋วแต่แจ๋ว

 Niri Desktop EP.1 จิ๋วแต่แจ๋ว

Niri A scrollable-tiling Wayland compositor.

 ตั้งแต่ปี ค.ศ.2008 มีการพัฒนาระบบแสดงผลกราฟฟิคของลีนุกซ์เพื่อทดแทน X11 Server (X Windows System) นั่นคือ Wayland ซึ่งไม่ได้ทำงานในรูปแบบเซิร์ฟเวอร์เหมือน X11  แต่ทำหน้าที่เป็น Protocol สื่อสารกับฮาร์ดแวร์ต่างๆ เช่น GPU, Keyboard, Mouse เป็นต้น โดยลดความซ้ำซ้อนของการประมวลผลกราฟิกแบบเดิมเพื่อประสิทธิภาพการแสดงผลที่สูงขึ้น รองรับการแสดงผลอนิเมชันได้ลื่นไหลกว่าเดิม จัดการด้านความปลอดภัยโดยแยกสิทธิ์ของแอพพลิเคช้นออกจากกันอย่างเด็ดขาดเพื่อป้องกันการดักจับการพิมพ์คีีย์บอร์ด (Keylogging) และรองรับการทำงานกับเทคโนโลยี่ของ GPU รุ่นใหม่ๆ ได้อย่างสมบูรณ์

  Wayland ทำหน้าที่เป็นโพรโตคอลเท่านั้น ต้องอาศัยแอพพลิเคชันสำหรับจัดการหน้าต่างที่เรียกว่า Compositor ซึ่งทำงานเป็น Display Server ไปในตัว (ไม่เหมือน Windows Manager แบบเดิมที่มี X11 ทำหน้าที่เป็นเซิร์ฟเวอร์) จึงลดความซ้ำซ้อนในการประมวลผลทำให้ทำงานได้ลื่นไหลมากขึ้น

  เมื่อแรกเริ่มของการพัฒนา Wayland มี Compositor ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้งานตัวแรกก็คือ Weston จากนั้นก็มีการพัฒนาขึ้นมาอีกหลายตัว เช่น ใน KDE ก็มี kwin หรือใน Gnome ก็มี Mutter เป็น Compositor เพื่อให้ทำงานกับ Wayland ได้ แล้วยังมี Compositor แบบเพียวๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใช้งานโดยมีรูปแบบการใช้เฉพาะตัวแตกต่างกันอีก เช่น hyprland, sway, wayfire, mango, river เป็นต้น

  Niri เป็นอีกหนึี่ง Wayland Compositor ที่ถูกพัฒนาขึ้นมา โดยใช้แนวคิดให้เป็น Scrollable-tilling คือมีการใช้งานในลักษณะเรียงหน้าต่างและใช้สกรอเมาส์ควบคุมพื่อความสะดวกในการทำงาน จุดเด่นคือมีขนาดเล็ก ทำงานได้ลื่นไหล และสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการ   

การติดตั้ง Niri

  โดยที่ Niri ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาไม่นานนักแต่ก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ มีเพียงบางดิสโทรที่เป็น Rolling เท่านั้นที่มีแพคเกจของ Niri ให้เลือกติดตั้งในแหล่งซอฟต์แวร์หลัก (ก.ค. 2026) เช่น ลีนุกซ์ที่พัฒนาต่อจาก Arch (Arch Base) จะมีแพคเกจมาให้แล้ว คือ Arch Linux, CachyOS, Garuda Linux รวมไปถึงดิสโทรอื่นๆ ที่เรียกใช้แหล่งซอฟต์แวร์ (Repository) จาก Arch โดยตรง และ Fedora Linux ก็มีแพคเกจ Niri มาให้เช่นเดียวกัน 

  ส่วนบางดิสโทรที่เป็น Stable เช่น Debian Base (Debian, Linux Mint, Mx Linux etc.) ยังไม่มีแพคเกจของ Niri ในแหล่งซอฟต์แวร์หลัก

  การตรวจสอบว่ามีแพคเกจ Niri ในแหล่งซอฟต์แวร์หลักใช้คำสั่ง

   Arch Base : sudo pacman -Ss niri

   Debian Base : sudo apt search niri

   Fedora Base : sudo dnf search niri

 

  *นอกจากนี้แล้วเพื่อการใช้งาน Niri ได้สะดวกมากขึ้นควรติดตั้ง fuzzel และ alacritty พ่วงมาด้วยให้เรียบร้อย

  

ดั้งนั้น การติดตั้ง Niri จึงสามารถทำได้โดย

    -ติดตั้งลีนุกซ์ที่มี Niri Desktop ให้เลือกตั้งแต่แรก โดยมีดิสโทรที่เป็น Niri Edition โดยเฉพาะคือ KaOS, TileOS (Debian Base), PikaOS (Debian Base) เป็นต้น ส่วน Arch Base (Arch, CachyOS, Garuda เป็นต้น) สามารถเลือก Niri เป็นเดสก์ท็อปได้ตั้งแต่ตอนติดตั้ง

     -ในดิสโทรที่มีแพคเกจ Niri  ในแหล่งซอฟต์แวร์หลัก ใช้คำสั่งติดตั้งได้โดยตรง เช่น

             Arch Base ใช้คำสั่ง  sudo pacman -S niri fuzzel alacritty  

            (Manjaro Linux ควรอัพเกรดเป็น Unstable Version)

             Fedora Base ใช้คำสั้่ง sudo dnf install niri fuzzel alacritty

     -ในดิสโทรที่ไม่มีแพคเกจ Niri ในแหล่งซอฟต์แวร์หลัก

            Debian 13 Base (รวมถึง Ubuntu ตั้งแต่เวอร์ชัน 25.10) สามารถเพิ่มแหล่งซอฟต์แวร์เพื่อติดตั้ง Niri ได้จาก danklinux โดยใช้คำสั่ง

           sudo apt install curl gpg   

ติดตั้งซอฟต์แวร์ที่จำเป็นต้องใช้เสียก่อน) จากนั้นเพิ่มแหล่งซอฟต์แวร์ด้วยคำสั่ง

            curl -fsSL https://download.opensuse.org/repositories/home:AvengeMedia:danklinux/Debian_Testing/Release.key | sudo gpg --dearmor -o /etc/apt/keyrings/danklinux.gpg echo "deb [signed-by=/etc/apt/keyrings/danklinux.gpg] https://download.opensuse.org/repositories/home:/AvengeMedia:/danklinux/Debian_Testing/ /" | sudo tee /etc/apt/sources.list.d/danklinux.list sudo apt update

            แล้วติดตั้ง Niri

            sudo apt install niri fuzzel alacritty

 ส่วนดิสโทรอื่นๆ สามารถเข้าไปดูวิธีการติดตั้ง Niri ได้ที่่ https://github.com/niri-wm/niri/wiki/Getting-Started

  เมื่อติดตั้งเสร็จแล้วสามารถเลือกใช้งานได้จากหน้าจอล็อกอินของลีนุกซ์ โดยเลือกเดสก์ท็อปเซสชันเป็น niri 

การใช้งาน Niri Desktop

    เมื่อเราเปิด Niri แบบเพียวขึ้นมา ก็จะเห็นว่ามีแค่หน้าจอโล่งๆ เท่านั้นนะครับ 

    คำถามแรกคือ แล้วเราจะเรียกใช้งานโปรแกรมต่างๆ ได้อย่างไร?

    ปกติแล้วในการใช้งานคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปที่เราคุ้นเคยกัน มีวิธีเปิดใช้งานโปรแกรมคือ

    1. คลิกที่ไอคอนของโปรแกรมบนหน้าจอหรือจากเมนู  (แต่ในหน้าจอของ Niri มันไม่มีไอคอน)

    2. พิมพ์คำสั่งในคอมมานด์พรอมพ์เพื่อเรียกใช้งานโปรแกรม (แต่หน้าจอ Niri ไม่เห็นมีที่ให้พิมพ์คำสั่ง)

    3.ใช้คีย์ลัด (Hotkeys) ในการเรียกใช้งานโปรแกรม 

     ถ้าสังเกตดีๆ เมื่อเปิดเข้ามาใน Niri จะมีไดอาล็อกขึ้นมาให้เราเห็นว่าสามารถใช้คีย์ลัดในการทำงานอะไรบ้าง (ตามค่าดีฟอลต์ของ Niri) ดังนั้น  เบื้องต้นเลยการใช้งาน Niri ก็คือใช้คีย์ลัดในการทำงานโดยมีคีย์หลักได้แก่ Super (ปุ่มวินโดวส์ข้างๆ ปุ่ม Fn) เพื่อใช้ร่วมกับคีย์อื่นๆ โดยมีคีย์ที่สำคัญคือ

    Super+Shift+/  ให้โชว์การตั้งค่าคีย์ลัด ซึ่งก็คือไดอาล็อกนี้แหละ    

    Super+Shift+E   ออกจาก Niri เพื่อกลับไปสู่หน้าจอล็อกอิน

    Super+D เปิดเมนู fuzzel เพื่อเรียกใช้งานโปรแกรม

    Super+T   เปิดโปรแกรม alacritty เพื่อใช้งานเชลล์พรอมต์

    Super+Q  ปิดหน้าต่างที่กำลังทำงานอยู่

ดังนั้น สเต็ปแรกคือการเรียกใช้งานเมนูโปรแกรม (ซึ่งเราต้องติดตั้ง fuzzel  ตามที่กล่าวมาแล้ว) โดยกด Super+D

  ก็จะมีเมนูขึ้นมาดังภาพ จากนั้นก็สามารถเลือกเปิดโปรแกรมใช้งานได้ โดยใช้คีย์เลื่อนขึ้น-ลงเพื่อเลือกโปรแกรมแล้วกด Enter เพื่อเปิดโปรแกรมที่เลือก หรือจะใช้เมาส์สกรอดูรายการโปรแกรมแล้วคลิกเปิดโปรแกรมก็ได้เช่นกัน

 

   นอกจากนี้เราถ้าเราลงโปรแกรมไว้เยอะๆ ไม่สะดวกในการเลื่อนหายังสามารถพิมพ์ชื่อโปรแกรมในช่องด้านบนให้สามารถเข้าไปเลือกโปรแกรมได้ง่าย (ตามภาพ) โดยไม่จำเป็นต้องพิมพ์ชื่อเต็มของโปรแกรมและโปรแกรมที่มีการเปิดใช้งานบ่อยๆ ก็จะถูกดันขึ้นมาอยู่ด้านบนโดยอัตโนมัติเพื่อความสะดวกในการเปิดใช้อีกด้วย

 

  จากภาพ ได้เปิดโปรแกรม alacritty ซึ่งเป็นโปรแกรมจำลองเทอร์มินัล สำหรับการพิมพ์คำสั้่งในเชลล์พรอมต์ซึ่งเป็นมาตรฐานการทำงานใน Linux โดยทั่วไป alacritty เป็นโปรแกรมที่นิยมใช้ควบคู่กับ Niri (สามารถใช้คีย์ลัด Super+T ในการเปิดโปรแกรมได้โดยตรง

 เมื่อเปิดโปรแกรมใดๆ ก็ตามขึ้นมาครั้งแรกจะอยู่ในโหมดครึ่งจอ ถ้าเราต้องการใช้เต็มจอ ก็ใช้คีย์ Super+F เพื่อสลับไปมาระหว่างโหมดเต็มจอกับครึ่งจอ หรือจะใช้เมาส์ดับเบิลคลิกที่แถบ Windows Title ด้านบนเพื่อสลับโหมดเต็มจอได้เช่นเดียวกัน

  ถ้าจะปิดหน้าต่างที่เปิดอยู่ ให้ใช้คีย์ลัด Super+Q หรือใช้เมาส์คลิกปิดหน้าต่างก็ได้

  ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า เราสามารถใช้คีย์บอร์ดในการเปิดโปรแกรม และจัดการหน้าต่างได้โดยสะดวก หรือจะใช้เมาส์ก็ได้เช่นกัน

  ถ้าเราเปิดโปรแกรมขึ้นมาอีก โปรแกรมที่เปิดขึ้นมาใหม่ก็จะแสดงผลเรียงไปด้านขวามือไปเรื่อยๆ  

  ดังนั้น Niri จึงได้ชื่อว่าเป็น Tilling Compositor  ซึ่ง Wayland Compositor ส่วนมากจะใช้การจัดหน้าต่างแบบเรียงลำดับไปแบบนี้ เช่น hyprland,sway, mango เป็นต้น

 Hot Corners หมัดเด็ดของ Niri

 

     สิ่งที่ Niri แตกต่างจาก Compositor ตัวอื่นๆ ก็คือ Hot Corners โดยการใช้เมาส์ชี้ไปที่มุมบนของหน้าจอ (ด้านซ้ายหรือขวาก็ได้) หน้าต่างจะย่อลงและแสดง เวิร์คสเปช (Workspace) ให้เราเห็น
  เวิร์คสเปช (Workspace)คือการจำลองหน้าจอทำงานขึ้นมาเพื่อให้ใช้งานได้หลายหน้าจอโดยการใช้งานในจอมอนิเตอร์เดียวและทำให้สะดวกในการใช้งานเมื่อเชื่อมต่อจอมอนิเตอร์หลายตัว มีให้ใช้มาตั้งแต่เริ่มมีระบบ GUI ในลีนุกซ์เลย (แต่สำหรับ MS Windows เพิ่งจะมีใช้ในช่วงหลังๆ) ตามธรรมดาของคนใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไปที่ใช้งาน MS Windows จะคุ้นเคยกับการเปิดโปรแกรมแล้วย่อหน้าต่างมาไว้ที่ทาสก์บาร์และเรียกใช้โปรแกรมที่เปิดอยู่จากทาสก์บาร์ 
  แต่การที่ Niri ไม่สามารถย่อหน้าต่างได้ เนื่องจากไม่มีทาสก์บาร์ ทำให้เวิร์คสเปช มีความสำคัญต่อการทำงานมากขึ้น
  เมื่อเราเปิดโปรแกรมในเวิร์คสเปช Niri จะทำการเพิ่มเวิร์คสเปชว่างๆ ให้เราอีกหนึ่งจอโดยอัตโนมัติ เหมือนใน Gnome เมื่อคุณเปิดโปรแกรมหลายๆ โปรแกรมในเวิร์คสเปชเดียวกัน โปรแกรมก็จะเรียงต่อกันไปด้านขวาเรื่อยๆ โดยเปิดทำงานหน้าจอ (Screen) เพิ่มทางขวาให้โดยอัตโนมัติ ตรงนี้จะต่างจาก Gnome เพราะใน Gnome เมื่อเปิดหลายๆ โปรแกรมในเวิร์คสเปชเดียวกัน หน้าจอจะทับซ้อนกันไปเรื่อยๆ ไม่ไม่สกรีนเพิ่มมาให้ใช้ โดยใช้ทาสก์บาร์มาช่วยในการย่อเก็บโปรแกรมไว้ก่อน
  ดังนั้น การเปิดโปรแกรมในเวิร์คสเปชใหม่จึงเป็นวิธีการที่ Niri เลื่อกใช้ เมื่อเราเปิดโปรแกรมในเวิร์คสเปชที่สอง Niri ก็จะเพิ่มเวิร์คสเปชว่างไว้รอให้เราใช้งานต่อไปอีกเรื่อย (เช็คดูแล้วไม่มีลิมิต สามารถเพิ่มได้ไม่จำกัดทั้งเวิร์คสเปชและสกรีน)
 
 เมื่อเราเลื่อนเมาส์ไปที่มุมด้านบนของจอ ระบบก็จะเข้าสู่โหมดจัดการเวิร์คสเปช โดยย่อหน้าจอแสดงให้เห็นเวิร์คสเปช,หน้าต่างโปรแกรมที่เราเปิดใช้งานอยู่และสกรีนในแต่ละเวิร์คสเปช
  เราสามารถใช้สกรอเมาส์เลื่อนขึ้นลงเพื่อดูเวิร์คสเปชต่างๆ และคลิกเลือกโปรแกรมที่เปิดอยู่เพื่อใช้งาน นอกจากนี้ยังสามารถปรับแต่งเลเอาต์ของการจัดหน้าต่างในแต่ละสกรีนได้ด้วย เช่นถ้าคุณเปิดสามโปรแกรมในสกรีนเดียวกัน ตามธรรมดา จะเรียงลำดับหน้าต่างไปทางขวาโดยโปรแกรมที่สามจะไปอยู่ในอีกสกรีนหนี่ง เมื่อคุณใช้ Hot Corners จะสามารถจัดการลากโปรแกรมที่สามมาอยู๋ในสกรีนเดียวกันกับสองโปรแกรมแรกได้ โดยไปแบ่งพื่นที่อยู่กับโปรแกรมด้านซ้ายหรือขวาตามที่เราลร็ากไปใส่
   การเลื่อนเวิร์คสเปชใน Niri จะใช่สกรอเมาส์เหมือนใน Gnome แต่จะเลื่อนขึ้น-ลง ส่วนใน Gnome จะเลื่อนซ้าย-ขวา ตรงนี้น่าสนใจ เพราะตามความเคยชินของคนทั่วไป การเลื่อนขึ้น-ลงน่าจะเข้ากับมายด์เซ็ตได้ดีกว่าการเลื่อนซ้ายขวา ซึ่งส่วนตัวจากการใช้งานมาการเลื่อนขึ้น-ลงมันให้ความรู้สึกคุ้นเคยได้ดีกว่าเยอะ (นี่เป็นความน่าใช้อย่างหนึ่งของ Niri)
  ดังนั้นจาการใช้สกรอเมาส์เลื่อนขึ้นลงเพื่อจัดการเวิร์คสเปชนี่เอง จึงได้ชื่อว่าเป็น scrollables เมื่อรวมกับการเปิดหน้าต่างโดยเรียงไปทางขวา จีงชื่อว่าเป็น scrollable-tiling Wayland compositor 

บทสรุปการทำงานเบื้องต้นของ Niri แบบเพียวๆ

    - เปิดโปรแกรมทำงานหลายหน้าต่างโดยเรียงไปด้านข้าง(ขวา)
    - เริ่มทำงานโดยใช้คีย์ลัดเรียกเมนูแล้วสามารถเรียกใช้งานโปรแกรมได้ทั้งจากคีย์บอร์ดและเมาส์
    - ใช้ Hot Corners ในการจัดการกับเวิร์คสเปช โดยใช้สกรอเมาส์เลื่อนขึ้น-ลง
    - แต่ละเวิร์คสเปชสามารถใช้งานมัลติสกรีนได้
    - ระบบการทำงานหลักๆ ก็มีประมาณนี้ ทำให้มีขนาดเล็กไม่เปลืองเนื้อที่ฮาร์ดดิสก์ ใช้งานหน่วยความจำน้อยกว่าระบบใหญ่อย่าง Gnome หรือ KDE
    - จะเน้นความเร็วแรง ใช้แค่นี้ก็ทำงานหรือเล่นเกมส์ได้ดีแล้ว  ถ้าอยากตกแต่งระบบให้หล่อสมาร์ทกว่านี้ก็สามารถใช้ซอฟต์แวร์เพิ่มเติมได้อีก (ซึ่งจะว่ากันในตอนต่อไป)
    - การออกจาก Niri ใช้คีย์ลัด Super+Shift+E แล้วกด Enter จะล็อกเอาต์ออกไปหน้าจอล็อกอินของระบบ 



    
 

 

 

   

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

แนะนำซอฟต์แวร์ใช้งานในลีนุกซ์

 แนะนำซอฟต์แวร์ใช้งานในลีนุกซ์

   ขอแนะนำซอฟต์แวร์สำหรับใช้งานในด้านต่างๆ ที่มีในลีนุกซ์ โดยแยกตามหมวดหมู่ดังนี้

ซอฟต์แวร์ชุด Office

    แน่นอนว่าซอฟต์แวร์ที่คนส่วนมากใช้งานในคอมพิวเตอร์ท็คือซอฟต์แวร์สำหรับออฟฟิศ ซึ่งในไมโครซอฟต์วินโดวส์ คนจะคุ้นเคยการใช้งานโปรแกรมชุดออฟฟิศโดยเฉพาะ MS Word, Excel, Powerpoint เป็นต้น

  สำหรับในลีนุกซ์ ซอฟต์แวร์ชุดออฟฟิศที่นิยมใช้ก็คือ LibreOffice ซึ่งเป็นชุดซอฟต์แวร์ที่พัฒนาต่อมาจาก OpenOffice.org (ที่หยุดพัฒนาไปตั้งแต่ปี 2014) โดยมีการเพิ่มเติมคุณสมบัติต่างๆ และพัฒนาความเข้ากันได้กับ MS Office ให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ  มีการพัฒนาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นชุดออฟฟิศหลักที่ใช้กันในลีนุกซ์ โดยมีซอฟต์แวร์ใช้งานหลักคือ

     Writer เวิร์ดโปรเซสเซอร์สำหรับใช้แทน Word

     Calc  สเปรดชีสสำหรับใช้แทน Excel

     Impress การนำเสนองานสำหรับใช้แทน Powerpoint

     Base การจัดการฐานข้อมูลสำหรับใช้แทน Access

 และยังมีซอฟต์แวร์อื่น ๆ ในชุดคือ

     Draw  สำหรับงานกราฟฟิค เทียบเท่ากับ illustrator

     Math สำหรับเขียนสูตร/สมการทางคณิตศาสตร์โดยเฉพาะ

    ซอฟต์แวร์ชุด LibreOffice เป็นโปรแกรมที่พัฒนามาเพื่อใช้งาน  Cross Platform คือมีเวอร์ชันที่สามารถใช้งานได้ทั้งใน Linux, Microsoft Windows และ MacOS

   นอกจากนี้  ยังมีซอฟต์แวร์ชุดอออฟิศให้เลือกใช้งานตัวอื่นๆ อีก เช่น

- Calligra ซอฟต์แวร์ชุดออฟฟิศจาก KDE ซึ่งมีให้ใช้ทั้ง word, sheet และ stage
- Gnome Office ได้แก่ AbiWord, GnuMeric, Gnu-DB เป็นต้น
- OnlyOffcie
- WPS Office เป็นต้น
 
     สำหรับผู้ใช้งานซอฟต์แวร์สำหรับออฟฟิศยังมีตัวเลือกให้ใช้งานเวปแอพพลิชันซึ่งเริ่มเป็นที่นิยมเพราะไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมให้ยุ่งยากเข้าไปใช้งานผ่านเวปบราวเซอร์ได้เลย เช่น Doc และ Sheet จาก google หรือ office365 เป็นต้น
 

ซอฟต์แวร์สนับสนุน PDF

      เอกสารในรูปแบบ PDF (Portable Document Format) เป็นเอกสารที่นิยมใช้ในปัจจุบันซึ่งเน้นเอกสารที่สามารถส่งต่อได้โดยที่ีรูปแบบของเอกไม่เปลี่ยนไปจากเดิม โดยมีโปรแกรม Postscript เป็นเบส ซึ่งพัฒนาโดย  Adobe โปรแกรมที่ใช้โดยทั่วไปคือ Adobe Acrobat ซึ่งมีทั้งเวอร์ชัน Reader และ Editor  ในลีนุกซ์มีการพัฒนาโปรแกรม Ghostscript ซึ่งใช้งานทดแทน Postscript และสามารถพอร์ตเอกสารออกเป็น PDF ได้อย่างง่ายดาย  อย่างไรก็ตาม Ghostscript เป็นซอฟต์แวร์ที่ทำงานในเท็กซ์โหมด (ตามปกติของซอฟต์แวร์ในลีนุกซ์) ซึ่งมีการพัฒนาให้สามารถจำลองเป็นเครื่องพิมพ์ สามารถใช้โปรแกรมอะไรก็ได้สั่งพิมพ์เอกสารออกมาเป็นไฟล์ PDF ได้เลยซึ่งสามารถทำงานได้สะดวกมาก  นอกจากนั้นในส่วนของโปรแกรมชุด LibreOffice ก็ยังสามารถส่งออกไฟล์เป็น PDF ได้โดยตรงอีกด้วย

     ซอฟต์แวร์สำหรับการแก้ไชไฟล์ PDF และไฟล์ Ghostscript โดยตรงก็มีหลายตัว เช่น
   - ghostscript writer
    -Draw ของ Libreoffice
   - Onlyoffice Desktop Editor 
   - Gimp
   - Okular ของ KDE
   - Scribus
   - Inkscape    เป็นตัน 
      ส่วนซอฟต์แวร์สำรับดูเอกสาร PDF ก็มีมากมายให้เลือกใช้ เช่น
   - Evince
   - Okular
   - pdfviewer 
   - ghostviewer
   - gsview  เป็นต้น
 

โปรแกรมด้านกราฟฟิค


     ซอฟต์แวร์ตกแต่งภาพ: Gimp, Krita, Imagemagic เป็นต้น  
     ซอฟต์แวร์วาดภาพ:  Krita, Drawing, Paint เป็นต้น
     ซอฟต์แวร์ Vector Graphic : Inkscape, Scribus เป็นต้น 
     ซอพต์แวร์จัดการภาพถ่าย: Darktable, Digikam  เป็นต้น
     ซอฟต์แวร์ดูภาพและภาพถ่าย: Gwenview, Eye of Gnome (eog), Eye fo Mate (eom) เป็นต้น
     ซอฟต์แวร์ 3D image editor:  Blender  เป็นต้น
     ซอฟต์แวร์ 2D/3D Cad: Qcad, Freecad, Leocad, Sweethome 3D เป็นต้น

ซอฟต์แวร์ด้านมัลติมีเดีย

    สำหรับความบันเทิงจากสื่อมัลติมีเดีย มีซอฟต์แวร์ให้เลือกใช้มากมาย เช่น
    - ซอฟต์แวร์สำหรับเล่นวีดีโอ   vlc (cross platform), mpayer, dragonplayer  เป็นต้น
    - ซอฟต์แวร์สำหรรับเล่นเพลงจากไฟล์/CD/DVD เช่น   vlc, audacious,  Juk, Strarberry Music Player  เป็นต้น
    - ซอฟต์แวร์สำหรับเขียน CD/DVD เช่น K3B, Brasero, Gnome CD Master, Burner เป็นต้น
    - ซอฟต์แวร์สำหรับจัดการ/ตัดต่อเสียง เพลง/ดนตรี เช่น Ardour. audacity kwave เป็นต้น
    - ซอฟต์แวร์สำหรับตัดต่อ/แปลงไฟล์วีดิโอ เช่่น kdenlive, winff, pitivi, openshot, handbreak, Gnome Video Trimmer, obs-studio เป็นต้น

 ซอฟต์แวร์ด้านอินเทอร์เน็ต

     - เวปบราวเซอร์  เช่น Firefox, Firefox-ESR, Chromium, Brave, Konqueror, Falkon, lynx เป็นต้น
     - จัดการอีเมล์  เช่น Evolusion, Thunderbirds, Kmail เป็นต้น
     - รับส่งไฟล์  เช่น Firezilla, Transmission, Delude, ktorrent, kget เป็นต้น
     - Video Steam เช่่น Obs-Studio เป็นต้น
     - พัฒนาเวป เช่น Bluefish, Quanta Plus, Screem เป็นต้น

เกมส์ 

    นอกจากเกมส์พื้นฐานในแฟลตฟอร์มยูนิกซ์ซึ่งมีเป็นจำนวนมาก (ในชุดแอพพลิเคชัน kdega่าmes, xgame, Gnome-game, Education เป็นต้น ยังสามารถเล่นเกมส์ออนไลน์ผ่านแฟลตฟอร์ม Steam และเกมส์ของ MS Windows ที่ใช้งานผ่าน wine หรือ winboat เป็นต้น โดยมีบางดิสโทรที่ถูกพัฒนาเพื่อเกมเมอร์โดยเฉพาะซึ่งจะมีเครื่องมือต่างๆ เพื่อปรับแต่งระบบสำหรับการเล่นเกมส์ออนไลน์

ซอฟต์แวร์พื้นฐาน

    Text Editor  เช่น nano, vi, vim, kate, gedit เป็นต้น
    Terminal Emulator เช่น Konsole, alacritty, foot, gnome terminal เป็นต้น
    บีบอัดข้อมูล เช่น zip, unzip, rar, unrar, ark  เป็นต้น

ซอฟต์แวร์อื่นๆ ที่น่าสนใจ

   - ด้านการศึกษา  เช่น
      Marble  จำลองแผนที่โลก (คล้ายๆ กับ google earth)
      Klavaro  หัดพิมพ์สัมผัส  เป็นต้น
       
 อย่างไรก็ตามเนื่องจากว่ามีซอฟต์แวร์มากมายที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้งานในลีนุกซ์ ซึ่งบางซอฟต์แวร์ก็อาจจะพัฒนาขึ้นมาแบบ Cross Platform คือสามารถนำไปติดตั้งใช้งานได้ทั้งใน ลีนุกซ์, MS Windows และ MacOS ซอฟต์แวร์บางอย่างก็สามารถใช้ได้เฉพาะในลีนุกซ์เท่านั้น ซึ่งรวมแล้วก็มีจำนวนมากเกินกว่าที่จะกล่าวถึงได้หมด จึงนำเสนอมาเพื่อเป็นตัวอย่างของซอฟต์แวร์ที่มีใช้งานในลีนุกซ์พอคร่าวๆ 

 

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569

การติดตั้ง Linux Mint 22.3 : Mate Edition ไทย

 การติดตั้ง Linux Mint 22.3 : Mate Edition  ไทย 

   Linux Mint เป็น Debian Base ที่ได้รับความนิยมมาก เป็น Stable Distro ที่ใช้ Repository ของ Ubuntu 24.04.4 Noble เป็นเบสหลัก ดังนั้น ซอฟต์แวร์ที่ใช้ส่วนมากจึงยังเป็นเวอร์ชันเก่าอยู่พอสมควร ข้อดีคือใช้กับเครื่องสเป็คต่ำได้ลื่นและมีความเสถียรมาก แต่อาจจะไม่ถูกใจสำหรับผู้ใช้ที่นิยมอัพเดตซอฟต์แวร์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ  พัฒนาขึ้นมาโดยเน้นการใช้งานด้านเดสก์ท็อปเพื่อฮาร์ดแวร์ที่ใช้สถาปัตยกรรม i686,x86_64 โดยเฉพาะ ซึ่งก็คือเครื่องพีซีและแลปท็อปทั่วไปนั้นเอง

   Linux Mint ปัจจุบันคือเวอร์ชัน 22.3 Zena ใช้ เคอเนล 6.14 ซึ่งมีให้เดสก์ท็อปหลักให้เลือกดาวน์โหลด 3 เวอร์ชันคือ Cinamon, Mate และ xfce  ในที่นี้เราจะมาทำการติดตั้ง Mate Edition กัน โดยเข้าไปดาวน์โหลดไฟล์ ISO Image ได้ที่ https://linuxmint.com/edition.php?id=328

 

  เลื่อนลงมาข้างล่างหา Mirror Server จากประเทศไทย (จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น) เพื่อการดาวน์โหลดได้รวดเร็วที่สุด แล้วคลิกที่ Khon Kaen University ซึ่งมีขนาดไฟล์ดาวน์โหลดประมาณ 2.5 GB
  หลังจากดาวน์โหลดเสร็จให้สร้างเป็น USB Boot Disk  (ในวินโดวส์แนะนำให้ใช้ Rufus)
  ฮาร์ดแวร์ขั้นต่ำที่สามารถติดตั้ง Mint Linux  ขั้นต่ำคือ
  -CPU 64 bit Dual Core Processor
  -Ram 2 GB
  - เนื้อที่ในฮาร์ดดิสก์ 20 GB
  - GPU ความละเอียดหน้าจอ1024x678
  ฮาร์ดแวร์ที่แนะนำให้ใช้เพื่อประสิทธิภาพเต็มที่
  -CPU Multicore 2.0 GHz ขึ้นไป (Intel Core, AMD Ryzena)
  -Ram 4 GB ขึ้นไป
  -ฮาร์ดดิสก์ SSD เนื้อที่ 100 GB
  -GPU ความละเอียดหน้าจอระดับ HD ขึ้นไป
 
  ต้องจัดเตรียมพาร์ติชันไว้สำหรับติดตั้ง 1 พาร์ติชันและ พาร์ติชันสำหรับทำ swap อีก 1 พาร์ติชัน (ขนาดเท่ากับแรม แต่ก็ไม่ควรเกิน 8 GB เพราะมากกว่านี้ไม่มีประโยชน์แล้ว)
   

   เริ่มติดตั้ง Linux Mint  22.3

  
  การติดตั้งในตอนนี้จะใช้รูปแบบการบูตแบบ Legacy นะครับ  ถ้าจะใช้ Dual Boot ร่วมกับ MS Windows ให้ใช้การบูตแบบ UEFI  เมื่อบูตเข้ามาสู่ Grub Menu ให้เลือกเป็น Start Linux Mint
  เมื่อบูตเสร็จแล้วจะเข้าสู่ระบบ Live Sytem  ซึ่งเป็น Mate Desktop ที่ได้รับการปรับแต่งให้เป็นรูปแบบของ Mint Linux 
  ก่อนอื่นดูที่การเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต ถ้าใช้เชื่อมต่อด้วยสายแลนระบบจะตั้งค่าให้โดยอัตโนมัติแล้ว แต่ถ้าใช้การเขื่อมต่อกับ Wifi ให้เข้าไปตั้งค่าการเชื่อมต่อด้วยการคลิกที่ไอคอน Wifi ที่ทาสก์บาร์ด้านขวามือ เลือกแอคเซสพอยต์แล้วป้อนรหัสผ่านและเชื่อมต่อกับแอคเซสพอยต์ให้เรียบร้อย
 
  เมื่อเข้าสู่หน้าแรกจะเห็นว่าภาษาที่ใช้ในการติดตั้งเป็นภาษาอังกฤษ โดยพื้นฐาน ซึ่งเราสามารถใช้การติดตั้งในโหมดภาษาอังกฤษก็ได้ แต่ระบบภาษาไทยอาจจะติดตั้งได้ไม่สมบูรณ์

   ดังนั้นให้เลือกเป็นภาษาไทย จากนั้นคลิก ดำเนินการต่อ

 
  ต่อมาตั้งค่าคีย์บอร์ด ถ้าเลือกใช้ภาษาอังกฤษในการติดตั้งต้องเลือกคีย์บอร์ดภาษาไทยเพื่มเติม แต่ถ้าเลือกติดตั้งในโหมดภาษาไทยจะเลือกคีย์บอร์ดไทยให้โดยอัตโนมัติ ระบบจะตั้งค่าให้ใช้คีย์ Alt+Shift เป็นคีย์ลัดสำหรับสลับคีย์บอร์ดเลย์เอาต์ภาษาอังกฤษและภาษาไทย
  จากนั้นคลิก ดำเนินการต่อไป
 
  ต่อไปจะให้เลือกติดตั้งซอฟต์แวร์เพิ่มเติมคือ  ตัวแปลงสัญญาณมัลติมีเดีย สำหรับใช้กับไฟล์ Audio และ Video ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์จากผู้พัฒนาอื่นที่สามารถติดตั้งเพิ่มได้ ให้คลิกเลือกแล้ว คลิกดำเนินการต่อ  (ใช้เวลาดาวน์โหลดซอฟต์แวร์สักครู่หนึ่ง)

 

จากนั้นเลือกรูปแบบการติดตั้ง ให้เลือก อื่นๆ แล้วคลิก ดำเนินการต่อ
 
 ต่อไปเป็นการตั้งค่าพาร์ติชัน เลือกพาร์ติชันที่เตรียมไว้สำหรับการติดตั้ง แล้วคลิก  เปลี่ยน
จากนั้นตั้งค่าใช้เป็น  ระบบแฟ้ม  ่journaling ext4
   เลือก  ฟอร์แมตพาร์ติช้น
   ตำแหน่งเมาท์ เป็น  /
   แล้วคลิก OK
 
 
จะมีคำเตือนขึ้นมาเพื่อให้คุณแน่ใจว่าต้องการใช้พาร์ติชันนี้จริงๆ ให้คลิก ดำเนินการต่อ

จากนั้นเลือกพาร์ติชันที่ต้องการทำเป็น swap แล้วคลิก เปลี่ยน
ตั้งค่าใช้เป็น  พื้นที่สลับ  จากนั้นคลิก  OK
 
  *ในกรณีที่จะทำมัลติบูตในโหมด UEFI ต้องตั้งค่าพาร์ติชันสำหรับทำ UEFI (ธรรมดาจะเป็น /dev/sda1) ให้ตั้งค่าเป็น EFI โดยไม่ต้องฟอร์แมต แต่ในที่นี้เราจะทำมัลติบูตในโหมด Legacy จึงไม่จำเป็นต้องทำพาร์ติชัน UEFI
 
  จากนั้นตรวจดูการตั้งค่าพาร์ติชัน ถ้าถูกต้องแล้วก็คลิก  ติดตั้งเดี๋ยวนี้

เมื่อเราไม่ได้ตั้งค่า UEFI ระบบจึงแจ้งให้เราทราบ และแจ้งให้เรากลับไปแก้ไข แต่เนื่องจากเราไม่ต้องการใช้ UEFI จึงคลิก ดำเนินการต่อ  ได้เลย

ต่อไประบบจะให้ตั้งค่า Timezone ให้เลือกเป็น Bangkok
แล้วคลิก  ดำเนินการต่อ


ต่อไปเป็นการเซ็ตค่า User 
การติดตั้งในโหมดภาษาไทย จะมีปัญหาคือเมื่อเซ็ตคีย์บอร์ดเป็นภาษาไทย จะไม่สามารถสลับกลับมาเป็นคีย์บอร์ดอังกฤษได้ ให้เข้าไปตั้งค่า ในเมนู Preferences >> Keyboard แล้วเซ็ตเลเอาต์ Thai เพิ่ม และตั้งค่า Keyboard Layout Options ในตัวเลือก Switching to another layout เป็น Alt+Shift
 
แล้วกลับมาตั้งค่า User ให้เรียบร้อย
 จากนั้นคลิก ดำเนินการต่อ
 
จากนั้นจะทำการติดตั้งระบบให้เราจนเสร็จก็จะมีไดอาล็อกแจ้งมาดังภาพ  ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

  จะเห็นว่ารูปแบบการติดตั้งก็คล้ายๆ กับการติดตั้งลีนุกซ์ดิสโทรอื่นๆ ที่ใช้การติดตั้งผ่าน Calamares เพียงแต่มีการเพิ่มการขั้นตอนบางอย่าง และมีการสลับขั้นตอนการตั้งค่าเท่านั้น แต่ในสาระยังคงมีรูปแบบการตั้งค่าเหมือนๆ กัน
  
ต่อไปก็บูตเครื่องเข้าไปใช้งานระบบกัน
 

 
เมื่อบูตเครื่องเข้าไปใน Grub Menu (จอมัลติบูตเพื่อให้เลือกระบบปฏิบัติการที่จะใช้งาน) จะเห็นได้ว่ามีการตั้งค่าให้สามารถบูตเข้าระบบปฏฺิบัติการที่มีการติดตั้งไว้ในเครื่องเรียบร้อยแล้ว มีการตั้งค่าให้ Linux Mint 22.3 Mate เป็นตัวเลือกแรกก็ให้กด Enter เพื่อเริ่มบูตระบบ
 
  
เมื่อบูตเสร็จจะเข้าสู่หน้าจอล็อกอิน ซี่งมีชื่อ User ที่เราตั้งค่าไว้แล้ว 
 ให้ป้อนรหัสผ่านแล้วกด Enter
 
จะมีหน้าจอต้อนรับขึ้นมาดังภาพ เราสามารถเข้าไปดูรายละเอียดคำแนะนำต่างๆ ได้ ถ้าไม่ต้องการให้หน้าจอนี้เปิดขึ้นมาทุกครั้งที่ล็อกอิน ก็ให้เอาคลิกเช็คบอกซ์ตรง  แสดงกล่องโต้ตอบนี้เมื่อเริ่มวาระ  ออกเสีย แล้วปิดหน้าจอตอนร้บ
 
   ขั้นตอนสุดท้ายก่อนจะใช้งานจริง คุณควรอัพเดตระบบเสียก่อน โดยคลิกที่ เทอร์มินัล (ไอคอนสีดำที่สามซ้ายมือ)
 
เมื่อเปิดหน้าต่างเทอร์มินัลขึ้นมาแล้วให้พิมพ์คำสั่ง
 
   sudo apt update  
 
( sudo คือการเข้าสู่โหมด Super User หรือ root เพื่อเข้าไปใช้คำสั่งจัดการระบบ 
  apt คือคำสั่งจัดการแพคเกจของลีนุกซ์ที่เป็นดิสโทรที่พัฒนาจาก Debian Linux
  update  คือคำสั่งของ apt เพื่อทำการอัพเดตข้อมูลแพคเกจให้เป็นรุ่นล่าสุด)
 
จากนั้นระบบจะดึงข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ที่เป็นแหล่งที่เก็บของแพคเกจ  เราจะสังเกตุเห็นได้ว่า Linux Mint ใช้แหล่งแพคเกจจาก Ubuntu Noble ซึ่งเป็นเวอร์ชัน 24.04
  เมื่อดาวน์โหลดข้อมูลเสร็จก็จะกลับมาที่พรอมพ์เพื่อรับคำสั่งอีกครั้ง ให้พิมพ์คำสั่ง
 
   sudo apt upgrade
 
  (upgrade เป็นคำสั่งของ apt ให้ทำการอัพเกรดระบบให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดหลังจากอัพเดตข้อมูลแพคเกจแล้ว)

  จากนั้นกด Enter เพื่อรันคำสั่ง
  ตอนนี้จะไม่มีการป้อนรหัสผ่าน เพราะเป็นการรันคำสั่ง sudo ต่อเนื่องกัน
  ระบบจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบว่ามีแพคเกจไหนบ้างที่ต้องอัพเกรดพร้อมปริมาณข้อมูลที่จะต้องดาวน์โหลดและเนื้อที่ดิสก์ที่ต้องใช้ แล้วถามว่าต้องการทำต่อหรือไม่ (ตอนอัพเกรดครั้งแรกหลังจากติดตั้งจะมีแพคเกจที่ต้องอัพเดตมากกว่านี้ ซึ่งจะทำให้ใช้เวลาอัพเกรดนิดหน่อย แต่ก็ไม่นานเท่าไหร่)
 
  ให้กด y แล้วกด Enter
    
หลังจากอัพเกรดเสร็จก็จะกลับมาที่พรอมพ์เพื่อรอรับคำสั่งอื่นๆ ต่อไป
    ก็เป็นอันว่า Linux Mint  ใช้งานแล้วครับ ต่อไปก็ควรสำรวาจว่ามีแอพพลิเคชันตัวไหนบ้างที่ติดตั้งมาให้แล้ว และมีตัวไหนที่ต้องติดตั้งเพิ่มเติมเพื่อการใช้งานตามความต้องการ

 ควรดูเพิ่ม