วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569

การติดตั้ง Linux Mint 22.3 : Mate Edition ไทย

 การติดตั้ง Linux Mint 22.3 : Mate Edition  ไทย 

   Linux Mint เป็น Debian Base ที่ได้รับความนิยมมาก เป็น Stable Distro ที่ใช้ Repository ของ Ubuntu 24.04.4 Noble เป็นเบสหลัก ดังนั้น ซอฟต์แวร์ที่ใช้ส่วนมากจึงยังเป็นเวอร์ชันเก่าอยู่พอสมควร ข้อดีคือใช้กับเครื่องสเป็คต่ำได้ลื่นและมีความเสถียรมาก แต่อาจจะไม่ถูกใจสำหรับผู้ใช้ที่นิยมอัพเดตซอฟต์แวร์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ  พัฒนาขึ้นมาโดยเน้นการใช้งานด้านเดสก์ท็อปเพื่อฮาร์ดแวร์ที่ใช้สถาปัตยกรรม i686,x86_64 โดยเฉพาะ ซึ่งก็คือเครื่องพีซีและแลปท็อปทั่วไปนั้นเอง

   Linux Mint ปัจจุบันคือเวอร์ชัน 22.3 Zena ใช้ เคอเนล 6.14 ซึ่งมีให้เดสก์ท็อปหลักให้เลือกดาวน์โหลด 3 เวอร์ชันคือ Cinamon, Mate และ xfce  ในที่นี้เราจะมาทำการติดตั้ง Mate Edition กัน โดยเข้าไปดาวน์โหลดไฟล์ ISO Image ได้ที่ https://linuxmint.com/edition.php?id=328

 

  เลื่อนลงมาข้างล่างหา Mirror Server จากประเทศไทย (จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น) เพื่อการดาวน์โหลดได้รวดเร็วที่สุด แล้วคลิกที่ Khon Kaen University ซึ่งมีขนาดไฟล์ดาวน์โหลดประมาณ 2.5 GB
  หลังจากดาวน์โหลดเสร็จให้สร้างเป็น USB Boot Disk  (ในวินโดวส์แนะนำให้ใช้ Rufus)
  ฮาร์ดแวร์ขั้นต่ำที่สามารถติดตั้ง Mint Linux  ขั้นต่ำคือ
  -CPU 64 bit Dual Core Processor
  -Ram 2 GB
  - เนื้อที่ในฮาร์ดดิสก์ 20 GB
  - GPU ความละเอียดหน้าจอ1024x678
  ฮาร์ดแวร์ที่แนะนำให้ใช้เพื่อประสิทธิภาพเต็มที่
  -CPU Multicore 2.0 GHz ขึ้นไป (Intel Core, AMD Ryzena)
  -Ram 4 GB ขึ้นไป
  -ฮาร์ดดิสก์ SSD เนื้อที่ 100 GB
  -GPU ความละเอียดหน้าจอระดับ HD ขึ้นไป
 
  ต้องจัดเตรียมพาร์ติชันไว้สำหรับติดตั้ง 1 พาร์ติชันและ พาร์ติชันสำหรับทำ swap อีก 1 พาร์ติชัน (ขนาดเท่ากับแรม แต่ก็ไม่ควรเกิน 8 GB เพราะมากกว่านี้ไม่มีประโยชน์แล้ว)
   

   เริ่มติดตั้ง Linux Mint  22.3

  
  การติดตั้งในตอนนี้จะใช้รูปแบบการบูตแบบ Legacy นะครับ  ถ้าจะใช้ Dual Boot ร่วมกับ MS Windows ให้ใช้การบูตแบบ UEFI  เมื่อบูตเข้ามาสู่ Grub Menu ให้เลือกเป็น Start Linux Mint
  เมื่อบูตเสร็จแล้วจะเข้าสู่ระบบ Live Sytem  ซึ่งเป็น Mate Desktop ที่ได้รับการปรับแต่งให้เป็นรูปแบบของ Mint Linux 
  ก่อนอื่นดูที่การเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต ถ้าใช้เชื่อมต่อด้วยสายแลนระบบจะตั้งค่าให้โดยอัตโนมัติแล้ว แต่ถ้าใช้การเขื่อมต่อกับ Wifi ให้เข้าไปตั้งค่าการเชื่อมต่อด้วยการคลิกที่ไอคอน Wifi ที่ทาสก์บาร์ด้านขวามือ เลือกแอคเซสพอยต์แล้วป้อนรหัสผ่านและเชื่อมต่อกับแอคเซสพอยต์ให้เรียบร้อย
 
  เมื่อเข้าสู่หน้าแรกจะเห็นว่าภาษาที่ใช้ในการติดตั้งเป็นภาษาอังกฤษ โดยพื้นฐาน ซึ่งเราสามารถใช้การติดตั้งในโหมดภาษาอังกฤษก็ได้ แต่ระบบภาษาไทยอาจจะติดตั้งได้ไม่สมบูรณ์

   ดังนั้นให้เลือกเป็นภาษาไทย จากนั้นคลิก ดำเนินการต่อ

 
  ต่อมาตั้งค่าคีย์บอร์ด ถ้าเลือกใช้ภาษาอังกฤษในการติดตั้งต้องเลือกคีย์บอร์ดภาษาไทยเพื่มเติม แต่ถ้าเลือกติดตั้งในโหมดภาษาไทยจะเลือกคีย์บอร์ดไทยให้โดยอัตโนมัติ ระบบจะตั้งค่าให้ใช้คีย์ Alt+Shift เป็นคีย์ลัดสำหรับสลับคีย์บอร์ดเลย์เอาต์ภาษาอังกฤษและภาษาไทย
  จากนั้นคลิก ดำเนินการต่อไป
 
  ต่อไปจะให้เลือกติดตั้งซอฟต์แวร์เพิ่มเติมคือ  ตัวแปลงสัญญาณมัลติมีเดีย สำหรับใช้กับไฟล์ Audio และ Video ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์จากผู้พัฒนาอื่นที่สามารถติดตั้งเพิ่มได้ ให้คลิกเลือกแล้ว คลิกดำเนินการต่อ  (ใช้เวลาดาวน์โหลดซอฟต์แวร์สักครู่หนึ่ง)

 

จากนั้นเลือกรูปแบบการติดตั้ง ให้เลือก อื่นๆ แล้วคลิก ดำเนินการต่อ
 
 ต่อไปเป็นการตั้งค่าพาร์ติชัน เลือกพาร์ติชันที่เตรียมไว้สำหรับการติดตั้ง แล้วคลิก  เปลี่ยน
จากนั้นตั้งค่าใช้เป็น  ระบบแฟ้ม  ่journaling ext4
   เลือก  ฟอร์แมตพาร์ติช้น
   ตำแหน่งเมาท์ เป็น  /
   แล้วคลิก OK
 
 
จะมีคำเตือนขึ้นมาเพื่อให้คุณแน่ใจว่าต้องการใช้พาร์ติชันนี้จริงๆ ให้คลิก ดำเนินการต่อ

จากนั้นเลือกพาร์ติชันที่ต้องการทำเป็น swap แล้วคลิก เปลี่ยน
ตั้งค่าใช้เป็น  พื้นที่สลับ  จากนั้นคลิก  OK
 
  *ในกรณีที่จะทำมัลติบูตในโหมด UEFI ต้องตั้งค่าพาร์ติชันสำหรับทำ UEFI (ธรรมดาจะเป็น /dev/sda1) ให้ตั้งค่าเป็น EFI โดยไม่ต้องฟอร์แมต แต่ในที่นี้เราจะทำมัลติบูตในโหมด Legacy จึงไม่จำเป็นต้องทำพาร์ติชัน UEFI
 
  จากนั้นตรวจดูการตั้งค่าพาร์ติชัน ถ้าถูกต้องแล้วก็คลิก  ติดตั้งเดี๋ยวนี้

เมื่อเราไม่ได้ตั้งค่า UEFI ระบบจึงแจ้งให้เราทราบ และแจ้งให้เรากลับไปแก้ไข แต่เนื่องจากเราไม่ต้องการใช้ UEFI จึงคลิก ดำเนินการต่อ  ได้เลย

ต่อไประบบจะให้ตั้งค่า Timezone ให้เลือกเป็น Bangkok
แล้วคลิก  ดำเนินการต่อ


ต่อไปเป็นการเซ็ตค่า User 
การติดตั้งในโหมดภาษาไทย จะมีปัญหาคือเมื่อเซ็ตคีย์บอร์ดเป็นภาษาไทย จะไม่สามารถสลับกลับมาเป็นคีย์บอร์ดอังกฤษได้ ให้เข้าไปตั้งค่า ในเมนู Preferences >> Keyboard แล้วเซ็ตเลเอาต์ Thai เพิ่ม และตั้งค่า Keyboard Layout Options ในตัวเลือก Switching to another layout เป็น Alt+Shift
 
แล้วกลับมาตั้งค่า User ให้เรียบร้อย
 จากนั้นคลิก ดำเนินการต่อ
 
จากนั้นจะทำการติดตั้งระบบให้เราจนเสร็จก็จะมีไดอาล็อกแจ้งมาดังภาพ  ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

  จะเห็นว่ารูปแบบการติดตั้งก็คล้ายๆ กับการติดตั้งลีนุกซ์ดิสโทรอื่นๆ ที่ใช้การติดตั้งผ่าน Calamares เพียงแต่มีการเพิ่มการขั้นตอนบางอย่าง และมีการสลับขั้นตอนการตั้งค่าเท่านั้น แต่ในสาระยังคงมีรูปแบบการตั้งค่าเหมือนๆ กัน
  
ต่อไปก็บูตเครื่องเข้าไปใช้งานระบบกัน
 

 
เมื่อบูตเครื่องเข้าไปใน Grub Menu (จอมัลติบูตเพื่อให้เลือกระบบปฏิบัติการที่จะใช้งาน) จะเห็นได้ว่ามีการตั้งค่าให้สามารถบูตเข้าระบบปฏฺิบัติการที่มีการติดตั้งไว้ในเครื่องเรียบร้อยแล้ว มีการตั้งค่าให้ Linux Mint 22.3 Mate เป็นตัวเลือกแรกก็ให้กด Enter เพื่อเริ่มบูตระบบ
 
  
เมื่อบูตเสร็จจะเข้าสู่หน้าจอล็อกอิน ซี่งมีชื่อ User ที่เราตั้งค่าไว้แล้ว 
 ให้ป้อนรหัสผ่านแล้วกด Enter
 
จะมีหน้าจอต้อนรับขึ้นมาดังภาพ เราสามารถเข้าไปดูรายละเอียดคำแนะนำต่างๆ ได้ ถ้าไม่ต้องการให้หน้าจอนี้เปิดขึ้นมาทุกครั้งที่ล็อกอิน ก็ให้เอาคลิกเช็คบอกซ์ตรง  แสดงกล่องโต้ตอบนี้เมื่อเริ่มวาระ  ออกเสีย แล้วปิดหน้าจอตอนร้บ
 
   ขั้นตอนสุดท้ายก่อนจะใช้งานจริง คุณควรอัพเดตระบบเสียก่อน โดยคลิกที่ เทอร์มินัล (ไอคอนสีดำที่สามซ้ายมือ)
 
เมื่อเปิดหน้าต่างเทอร์มินัลขึ้นมาแล้วให้พิมพ์คำสั่ง
 
   sudo apt update  
 
( sudo คือการเข้าสู่โหมด Super User หรือ root เพื่อเข้าไปใช้คำสั่งจัดการระบบ 
  apt คือคำสั่งจัดการแพคเกจของลีนุกซ์ที่เป็นดิสโทรที่พัฒนาจาก Debian Linux
  update  คือคำสั่งของ apt เพื่อทำการอัพเดตข้อมูลแพคเกจให้เป็นรุ่นล่าสุด)
 
จากนั้นระบบจะดึงข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ที่เป็นแหล่งที่เก็บของแพคเกจ  เราจะสังเกตุเห็นได้ว่า Linux Mint ใช้แหล่งแพคเกจจาก Ubuntu Noble ซึ่งเป็นเวอร์ชัน 24.04
  เมื่อดาวน์โหลดข้อมูลเสร็จก็จะกลับมาที่พรอมพ์เพื่อรับคำสั่งอีกครั้ง ให้พิมพ์คำสั่ง
 
   sudo apt upgrade
 
  (upgrade เป็นคำสั่งของ apt ให้ทำการอัพเกรดระบบให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดหลังจากอัพเดตข้อมูลแพคเกจแล้ว)

  จากนั้นกด Enter เพื่อรันคำสั่ง
  ตอนนี้จะไม่มีการป้อนรหัสผ่าน เพราะเป็นการรันคำสั่ง sudo ต่อเนื่องกัน
  ระบบจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบว่ามีแพคเกจไหนบ้างที่ต้องอัพเกรดพร้อมปริมาณข้อมูลที่จะต้องดาวน์โหลดและเนื้อที่ดิสก์ที่ต้องใช้ แล้วถามว่าต้องการทำต่อหรือไม่ (ตอนอัพเกรดครั้งแรกหลังจากติดตั้งจะมีแพคเกจที่ต้องอัพเดตมากกว่านี้ ซึ่งจะทำให้ใช้เวลาอัพเกรดนิดหน่อย แต่ก็ไม่นานเท่าไหร่)
 
  ให้กด y แล้วกด Enter
    
หลังจากอัพเกรดเสร็จก็จะกลับมาที่พรอมพ์เพื่อรอรับคำสั่งอื่นๆ ต่อไป
    ก็เป็นอันว่า Linux Mint  ใช้งานแล้วครับ ต่อไปก็ควรสำรวาจว่ามีแอพพลิเคชันตัวไหนบ้างที่ติดตั้งมาให้แล้ว และมีตัวไหนที่ต้องติดตั้งเพิ่มเติมเพื่อการใช้งานตามความต้องการ

 ควรดูเพิ่ม 

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569

การติดตั้งฟอนต์ไทยในลีนุกซ์ Debian, Fedora, Arch

 การติดตั้งฟอนต์ไทยในลีนุกซ์

 

   เมื่อเราติดตั้งลีนุกซ์ดิสโทรไหนก็ตาม ถ้าเราติดตั้งภาษาไทยมาแล้วก็จะมีฟอนต์อักษรภาษาไทยมาให้เราใช้งานจำนวนหนึ่ง ซึ่งโดยมากจะเป็นฟอนต์ในตระกูล Noto และถ้าเราต้องการฟอนต์ภาษาไทยเพื่อใช้งานเพิ่มเติมเราสามารถทำได้หลายวิธีคือ

ติตตั้งฟอนต์ไทยที่มีในแพคเกจของลีนุกซ์

   ในลีนุกซ์มีนักพัฒนาได้สร้างฟอนต์ไทยให้เราสามารถใช้งานได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งสามารถค้นหาได้จากแพคเกจของดิสโทรต่าง ดังนี้

  ดิสโทรที่เป็น Debian Base (ใช้ apt ในการจัดการแพคเกจ) ใช้คำสั่งในการค้นหาแพคเกจตามคีย์เวิร์ด

    sudo apt update   

    sudo apt search font thai   

Fedora Base (มี dnf จัดการแพคเกจ) ใช้    

   sudo dnf update

   sudo dnf search font thai

Arch Base (มี pacman จัดการแพคเกจ) ใช้

   sudo pacman -Syu

   sudo pacman -Ss font thai

  จากภาพคือผลการค้นหาใน Debian Linux จะเห็นว่ามีฟอนต์อยู่ชุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ fonts-tlwg ซึ่งมีฟอนต์หลายตัวในชุด เราสามารถใช้คำสั่งติดตั้งแพคเกจง่าย ๆ ด้วยคำสั่ง 

   sudo apt install fonts-tlwg*

คือการติดตั้งแพคเกจที่มีชื่อขึ้นต้นด้วย fons-tlwg ทั้งหมด แค่นั้นก็ติดตั้งได้ยกชุดแล้ว

  ใน Fedora จะเห็นว่าชื่อแพคเกจไม่เหมือนกัน ก็ใช้คำสั่ง

   sudo dnf install tlwg*

ส่วนใน Arch Base คือ CachyOS, Manjaro, Artix เป็นต้น ลองแล้วหาไม่เจอนะครับ ไม่รู้ว่าเขาเอาไปยัดไว้ในแพคเกจไหน หรืออาจจะไม่มีใครทำแพคเกจไว้ให้ก็ไม่ทราบ ซึ่งก็ไม่เป็นไรเราไปติดตั้งฟอนต์เพิ่มในวิธีต่อไปก็ได้ครับ

ดิดตั้งฟอนต์ที่ดาวน์โหลดมาจากที่อื่น

   ถ้าคุณมีฟอนต์ที่เก็บไว้ใช้งานในเครื่องหรือต้องการดาวน์โหลดฟอนต์จากแหล่งอื่นๆ มาใช้งานเพิ่มเติม ก็สามารถติดตั้งได้ง่ายๆ 

  ก่อนอื่นไปหาที่ดาวน์โหลดฟอนต์กันก่อน  การนำฟอนต์จากภายนอกมาใช้นั้น สิ่งที่ต้องระวังคือเรื่องลิขสิทธิ์ เพราะเราก็เคยได้ยินข่าวเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ฟอนต์กันมาแล้ว ในไทยนี่แหละ (งั้นก็ให้เขาเก็บไว้ใช้คนเดียวก็แล้วกัน) เราไปหาฟอนต์ที่เขาเต็มใจให้เรามาใช้ฟรีๆ กันดีกว่า ซึ่งแนะนำตามนี้เลยครับ

   ฟอนต์ไทยมาตรฐาน 13 ฟอนต์ มีให้ดาวน์โหลดจากเวปไซต์ราขการหลายแห่ง เช่นจากเวปไซต์ของมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งขาติ วิทยาเขตมหาสารคาม  https://www.tnsumk.ac.th/web/index.php/news-university/document-download/category/8-government-font

    

  อีกที่หนึ่งก็คือ Google Fonts ซึ่งมีฟอนต์ไทยให้ดาวน์โหลดมาใช้ได้เป็นจำนวนมาก  ส่วนถ้าจะดาวน์โหลดจากที่อื่นก็ดูข้อตกลงลิขสิทธิ์การใช้งานให้ดีเสียก่อน  แต่แค่สองแหล่งนี้ก็นับว่าเหลือใช้แล้วล่ะครับ

  หลังจากดาวน์โหลดมาแล้ว ไฟล์ที่ดาวน์โหลดมาจะเป็น Zip ไฟล์ ต้องแตกไฟล์ออกก่อน  จากนั้นก็ให้ย้ายไฟล์ไปเก็บไว้ในไดเร็คทอรีเดียวกัน 

  วิธีการติดตั้งมี 2 แบบคือ

ติดตั้งในโหมด CLI (Command-Line Interface)  

คือติดตั้งโดยใช้คำสั่งในเชลล์ผ่านเทอร์มินอล ตามนี้

  เข้าไปในไดเร็คทอรีของฟอนต์ที่ดาวน์โหลดมาเก็บไว้แล้วเสียก่อน    
   cd /path/to/font/
 
  สร้างไดเร็คทอรีฟอนต์ของระบบ
   sudo mkdir -p /usr/local/share/fonts/TTF

คัดลอกฟอนต์ไปที่ไดเร็คทอรีฟอนต์ของระบบ 
   sudo cp *ttf /usr/local/share/fonts/TTF/

รีเฟรชฟอนต์แคชเพื่อให้ระบบเรียกใช้ฟอนต์ใหม่
   sudo fc-cache -fv


ก็เป็นอันเสร็จครับ

ติดตั้งด้วยโปรแกรมในโหมด GUI (Graphical User Interface)

 มีสองโปรแกรมที่แนะนำคือ

    Font Manager ของ Gnome

ติดตั้งโปรแกรมด้วยคำสั่ง

    (Debian Base)

    sudo apt update   

    sudo apt install font-manager

  (Fedora Base)

    sudo dnf update   

    sudo dnf install font-manager

  (Arch Base)

    sudo pacman -Syu   

    sudo pacmna -S font-manager


  หลังจากติดตั้งเสร็จก็เรียกโปรแกรมขึ้นมาใช้งาน โดยคลิกที่ Font Manager ในเมนูโปรแกรม

  เมื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมาแล้วจะเห็นได้ว่ามีฟอนต์ที่ระบบได้ติดตั้งไว้แล้วจำนวนมาก โดยเฉพาะฟอนต์ในตระกูล Noto ซึ่งซัพพอร์ตการใช้งานภาษาต่างๆ ครอบคลุมทั่วโลก (มีขนาดไฟล์รวมแล้วใหญ่กว่าโปรแกรมชุดออฟฟิศเสียอีก)

  เมื่อเราจะติดตั้งฟอนต์เพิ่มให้คลิกที่เครื่องหมาย +  (มุมบนขวามือ) 

   จากนั้นให้เข้าไปที่ไดเร็คทอรีที่เก็บฟอนต์ไว้ แล้วกด Ctrl+a เพื่อเลือกฟอนต์ทั้งหมดในไดเร็คทอรี แล้วคลิก  Open
เมื่อเรามาตรวจดูจะเห็นว่าฟอนต์ใหม่ได้ถูกติดตั้งในระบบเรียบร้อยพร้อมใช้งาน

Font Management ของ KDE 

  สามารถเข้าไปใช้งานได้โดยเปิด ตั้งค่า ของ KDE  

คลิกไปที่ ข้อความและฟอนต์ แล้วคลิกที่ Font Management  ซึ่งเราจะเห็นข้อมูลฟอนต์ที่ติดตั้งไว้ในระบบ

เมื่อเราจะติดตั้งฟอนต์เพิ่มให้คลิกที่ Install from file... 

  จากนั้นเข้าไปในไดเร็คทอรีที่เก็บฟอนต์แล้วกด Ctrl+a เพื่อเลือกไฟล์ทั้งหมดในไดเร็คทอรี แล้วคลิก เปิด
  ระบบจะให้เราเลือกว่าจะติดตั้งเป็นฟอนต์ส่วนตัว(ใช้ได้เฉพาะยูสเซอร์นี้)หรือของระบบ(เพื่อให้ยูสเซอร์อื่นใช้ได้)  ให้เลือกระบบ  ต้องป้อนพาสเวิร์ดของ root เสียก่อน 
จากนั้นก็จะติดตั้งฟอนต์ให้เราจนเสร็จก็จะแจ้งให้ทราบ  คลิก Close

เมื่อกลับมาที่หน้าหลัก ก็จะตรวจสอบได้ว่าฟอนต์ที่เราเลือกถูกติดตั้งในระบบเรียบร้อยแล้ว

เป็นอันว่าเรื่องการติดตั้งฟอนต์ก็จบเพียงเท่านี้ครับ สวัสดี
 


 

 

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569

การติดตั้ง CachyOS

 การติดตั้ง CachyOS

 CachyOS  เป็น Arch Base Linux (พัฒนาต่อมาจาก Arch Linux) โดย Arch Linux ซึ่งเป็นดิสโทรหลักนั้น มีจุดเด่นที่เป็น Rolling Distro คือมีการอัพเดตซอฟต์แวร์เป็นรุ่นล่าสุดอยู่เสมอ ซึ่งมีข้อดีคือผู้ใช้จะมีซอฟต์แวร์รุ่นล่าสุดที่ทันสมัย โดยไม่จำเป็นต้องล้างระบบลงใหม่ แต่อาจจะเสี่ยงที่จะพบข้อบกพร่อง (Bug) ของซอฟต์แวร์ได้ง่าย ถึงอย่างไรก็ตาม เนื่องจากการอัพเดตอยู่ตลอด จึงสามารถแก้ไข Bug ได้รวดเร็วเช่นเดียวกัน และเป็นข้อดีสำหรับการทดสอบซอฟต์แวร์เวอร์ชันใหม่ๆ ด้วย มีการติดตั้งแบบ Manual คือ ผู้ใช้ต้องกำหนดค่าคอนฟิกระบบด้วยตนเอง  ทำให้สามารถเซ็ตระบบได้ตรงกับสเป็คของฮาร์ดแวร์และความต้องการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคน Arch Linux ติดตั้งในโหมด CLI (Command-line Interface) เท่านั้น จึงไม่ค่อยสะดวกสำหรับผู้ใช้มือใหม่สักเท่าไหร่นัก
   สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการใช้ Arch Linux บางคนจึงนิยมหันมาใช้ลีนุกซ์ Arch Base ซึ่งมีการติดตั้งในระบบกราฟฟิค ซึ่งใช้งานง่ายกว่า มีให้เลือกใช้หลายดิสโทร เช่น Garuda Linux, Manjaro, EndeavourOS เป็นต้น ซึ่งแต่ละดิสโทรก็จะมีการคอนฟิกเคอเนลในแบบฉบับของตนเอง เพื่อให้ใช้งานได้เหมาะกับความต้องการใช้งาน นอกจากนั้นยังสามารถเลือกไปใช้เคอเนลของดิสโทรอื่นที่เป็น Arch Base เหมือนกันได้ด้วย
   ส่วนในตอนนี้จะว่าถึง CachyOS ซึ่งเป็น Arch Base อีกตัวหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงมาก โดยได้รับอันดับหนึ่งใน Hit Page Rank ของเวปไซต์ Distrowatch,com ซึ่งเป็นเวปไซต์ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของการพัฒนาลีนุกซ์ดิสโทรต่างๆ
   CachyOS ได้รับการพัฒนาให้ใช้กับฮาร์ดแวร์สถาปัตยกรรม AMD64/Inter64 โดยเฉพาะ โดยเน้นที่การใช้งานแบบเดสก์ท็อปและเกมเมอร์ มีความหลากหลายในการติดตั้งแพคเกจของซอฟต์แวร์ในแบบของ Arch Linux คือสามารถติดตั้งแพคเกจากแหล่งที่มาของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ครอบคลุมแทบจะทุกรูปแบบทั้ง Repo ของ Arch Linux, Github, flatpak, snap เป็นต้น ซึ่งเรียกได้ว่าทำให้มีซอฟต์แวร์ให้เลือกใช้มากกว่าดิสโทรอื่น
   การติดตั้ง CachyOS ใช้การติดตั้งด้วย Calamares ซึ่งรันผ่าน KDE Plasma Live Desktop ดังนั้นผู้ใช้สามารถทดลองใช้งานเบื้องต้นดูก่อนจะทำการติดตั้งจริง

การดาวน์โหลด ISO Image

 การดาวน์โหลด ISO Image ของ CachyOS สามารถดาวน์โหลดได้จาก https://cachyos.org/download/ 
 

มี ISO Image ให้เลือกสองเวอร์ชันคือ Desktop Edition สำหรับการใช้งานเดสก์ทอปทั่วไป และ Hanheld Edition สำหรับเกมเมอร์โดยเฉพาะ

   ในที่นี้จะใช้เป็น Desktop Edition ซึ่งดาวน์โหลดได้โดยคลิกที่ Downloa  Desktop Edtion แล้วคลิก Direct มีขนาดไฟล์ประมาณ  2.9 GB

    เสร็จแล้ว สร้าง USB Boot Disk ด้วยโปรแกรมที่ถนัด (ใน MS Windows แนะนำ Rufus)

    หลังจากหลังจากทำ USB Boot Disk เสร็จแล้ว  เราควรแบ่งพาร์ติชันในฮาร์ดดิสก์สำหรับใช้ในการติดตั้ง 1 พาร์ติชัน (ขนาดไม่น้อยกว่า 30 GB) และอีก 1 พาร์ติชันสำหรับทำ swap (ไม่น้อยกว่า 1 GB)

     จากนั้นก็มาบูตเครื่องจากแฟลชไดร์ฟเพื่อทำการติดตั้งเลยครับ

การติดตั้งครั้งนี้จะติดตั้งใน Legacy Mode นะครับ เพราะไม่ได้ใช้บูตร่วมกับ MS Windows

 (ถ้ายังไม่เข้าใจเรื่องการบูตใน Legacy Mode ให้เข้าไปดูในตอน การติดตั้ง Fedora Linux )

 

  เมื่อบูตเข้าหน้า Grub Menu ให้เลือกตัวแรก CachyOS default (x86_64. BIOS) แล้วกด Enter

 

ระบบจะเข้าสู่ KDE Plasma Desktop โดยอัตโนมัติ และต้องเซ็ตค่าหน้าจอ ก่อน ให้เลือกเป็น Mirror Screen (ตัวเลือกที่ 3)

 

   เมื่อเข้าสู่ระบบเรียบร้อยจะมีหน้าต่าง Welcome to CachyOS ขึ้นมา 

   ก่อนอื่นต้องตั้งค่าเน็ตเวิร์คก่อนเพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ต ถ้าใช้การเชื่อมต่อด้วยสายแลน ก็จะมีการตั้งค่าให้แล้วโดยอัตโนมัติ  แต่ถ้าใช้ Wifi Nerwork ต้องเข้าไปเชื่อมต่อเข้ากับ Wifi เสียก่อน โดยคลิกที่ ไอคอน Wifi  แล้วเลือกแอคเซสพอยต์ที่จะใช้งาน จากนั้นก็ป้อนรหัสผ่านแล้วคลิก Connect

   จากนั้น คลิกที่ Launch Installer ที่หน้าต่าง Welcome

  ระบบจะเปิดโปรแกรม Calamares ซึ่งใช้เป็นโปรแกรมสำหรับติดตั้งระบบดังภาพ จะเห็นว่ามีการตั้งค่าเป็นภาษาไทยให้แล้ว (น่าจะมีการเช็คกับ IP Address ของเครือข่ายที่เราเชื่อมต่อแล้ว)


   

  เมื่อโปรแกรมพร้อมให้คลิกที่ ถัดไป

   ต่อไปเป็นการตั้งค่า Time Zone  โดยตั้งภูมิภาคเป็น Asia และ โซนเป็น  Bangkok  (ซึ่งอาจจะตั้งค่าให้โดยอัตโนมัติแล้วก็ได้)

  ส่วนภาษาของระบบกับหมายเลขและวันที่จะถูกตั้งค่าให้เป็น ไทย โดยอัตโนมัติ (ถ้าไม่ใช่ต้องตั้งค่าเป็น ไทย เพื่อให้ระบบติดตั้งภาษาไทยได้อย่างสมบูรณ์)

  จากนั้นคลิก  ถัดไป

  การตั้งค่าคีย์บอร์ดจะเซ็ตเป็นไทยให้โดยอัตโนมัติ แต่ต้องเลือก Switch Keyboard เอง โดยมากนิยมตั้งเป็น Alt+Shift เพื่อเป็นปุ่มสำหรับสลับภาษาของคีย์บอร์ด หรือจะใช้ตัวอื่นก็เลือกได้ตามชอบ
   จากนั้นคลิก ถัดไป

   ต่อไปเป็นการตั้งค่า Boot Loader ซึ่งมีให้เลือก 2 อย่างคือ Grub และ Limine แนะนำให้ใช้ Grub นะครับ สวยกว่า และจัดการง่ายกว่า 

   จากนั้นคลิก ถัดไป


 ต่อไปเป็นการตั้งค่าพาร์ติชันสำหรับติดตั้ง CachyOS

ให้เลือก กำหนดพาร์ติชันด้วยตนเอง  แล้วคลิก ถัดไป

  จากภาพ เราจะเห็นได้ว่า ฮาร์ดดิสก์ตัวที่ 1 ของเครื่องคือ /dev/sda มีการแบ่งพาร์ติชันไว้แล้ว ซึ่งสภาพเดิมของเครื่อง จะมีพาร์ติชัน /dev/sda1 เป็น FAT32 ซึ่งเคยใช้เป็น EFI เพื่อบูตระบบของ MS Windows ซึ่งผมไม่ต้องการใช้แล้วและมีพาร์ติชันของ CachyOS (/dev/sda4)ที่เคยติดตั้งมาก่อนอยู่แล้วและผมต้องการลงใหม่ โดยจะเอาพื้นที่ของ sda1 มารวมกับ sda4 โดยมีพาร์ติชัน sda2 เป็น swap สำหรับใช้กับ Linux และพาร์ติชัน sda5 ผมได้ติดตั้ง Kubuntu เป็นระบบปฏิบัติการอีกตัวหนึ่งที่ติดตั้งไว้แล้วด้วย

  ดังนั้น ผมจะลบพาร์ติชันเดิมทิ้งไปเสียก่อน โดยคลิกเลือกที่ /dev/sda1 แล้ว คลิก ลบ  และคลิกที่ /dev/sda4 และคลิก  ลบ  อีกรอบ

  เมื่อลบทั้งสองพาร์ติชันเสร็จแล้ว เราจะเห็นได้ว่ามีพื้นที่ว่างปรากฎให้เห็น  ให้คลิกที่  พื้นที่ว่าง  แล้วคลิก Create เพื่อสร้างพาร์ติชันใหม่

  การสร้างพาร์ติชัน ให้ตั้งค่าดังนี้

   File System  เป็น ext4   (ใช้ Multiboot ร่วมกับลีนุกซ์ตัวอื่นได้สะดวกกว่า)

   จุดเชื่อมต่อ  เป็น /

   FS Label  แล้วแต่ชอบหรือจะไม่ตั้งก็ได้  ในที่นี้ผมตั้งเป็น CachyOSroot
   เสร็จแล้วคลิก OK

  จะเห็นได้ว่า มีการกำหนดค่าพาร์ติขันใหม่ ตามที่เราต้องการ (New Partition)

  จากนั้นคลิกที่ /dev/sda2 แล้วคลิก แก้ไข   เพื่อกำหนดค่าพาร์ติชัน swap

  ให้คลิกเช็คบอกซ์ที่  ฟอร์แมต 

  แล้วตั้งค่า File System เป็น swap  

  เสร็จแล้ว คลิก OK

 

  เมื่อกลับมาหน้าจอตั้งค่าพาร์ติชันอีกครั้ง ให้เช็คดูที่ด้านล่าง ที่ Install boot loader on: ซึ่งจะเป็นการเลือกว่าจะติดตั้ง boot loader (Grub) ไว้ที่ฮาร์ดิสก์ตัวไหน (ในกรณีที่มีฮาร์ดดิสก์ในเครื่องหลายตัว)  ธรรมดาก็ตั้งไว้ที่ /dev/sda ซึ่งเป็นฮาร์ดดิสก์ตัวแรกในเครื่อง

  จากนั้นคลิก ถัดไป

 จะมีคำแนะนำเรื่องการตั้งค่าการบูต คลิก  ตกลง  ไปได้เลย

   ต่อไปจะเป็นการเลือกระบบเดสก์ท็อปที่จะติดตั้งใช้งาน ซึ่งในส่วนนี้ ถ้าใครได้อ่าน ติดตั้ง Debian Linux 13.5 Trixie ด้วย Calamares  จะเห็นได้ว่าในการติดตั้ง Debian Linux จะไม่มีตัวเลือกแบบนี้ให้เพราะจะติดตั้งเดสก์ท็อปตาม Live Desktop ที่เราเลือกมาเป็นตัวบูตติดตั้ง 

  ส่วนในการติดตั้ง CachyOS เราสามารถจะเลือกเดสก์ท็อปที่จะติดตั้งได้ตามชอบ แต่จะสามารถเลือกได้ตัวเดียวเท่านั้น ไม่สามารถเลือกหลายตัวพร้อมๆ กันได้  โัดยมากจะเลือก Gnome หรือ KDE Plasma (ทริคก็คือ ถ้าอยากติดตั้งโดยใช้เวลาเร็วที่สุดก็ให้เลือกเดสก์ท็อปตัวเล็กๆ อย่าง Mate หรือฮาร์ดคอร์หน่อยก็ Hyprland  Niri จะใช้เวลาในการติดตั้งได้เร็วกว่า) แต่ถ้าคุณเลือก No Desktop คุณก็จะได้แค่ Base System ของ CachyOS ซึ่งจะมีแค่ระบบ Command-Line Interface ให้คุณใช้งานได้เพียงล็อกอินและใช้งานคำสั่งในเทอร์มินัลเท่านั้น (เหมาะกับการใช้งานเป็นเซิร์ฟเวอร์)

  เมื่อเลือกเดสก์ทอปได้ให้คลิก ถัดไป 

  ต่อไปจะให้เลือกแพคเกจเพิ่มเติม  ซึ่งอย่างที่บอกไว้ว่าเลือกเดสก์ทอปได้เพียงตัวเดียว เราสามารถเปลี่ยนเดสก์ทอปในหน้านี้ได้ และสามารถเลือกแพคเกจเพิ่มเติมจำพวก Printing Sytems และซอฟต์แวร์จำพวกออฟฟิศ เกม เป็นต้น โดยเลื่อนไปเลือกได้จากส่วนท้าย

  เมื่อเลือกเสร็จหรือไม่ต้องการเลือกเพิ่ม ก็คลิก  ถัดไป

ต่อไปก็ตั้งค่า User ให้ป้อนข้อมูลชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านให้เรียบร้อย

ถ้าต้องการให้ root หรือผู้ดูแลระบบใช้รหัสผ่านเดียวกัน ก็ให้คลิกเลือก Use the same password for the administrator account แต่ถ้าไม่เลือกจะมีช่องให้กำหนดรหัสผ่าน

 จากนั้นคลิก ถัดไป

จากนั้นระบบจะขึ้นข้อมูลการติดตั้งที่คอนฟิกไว้แล้วให้เราตรวจสอบความถูกต้อง  เมื่อแน่ใจแล้วก็คลิก ติดตั้ง

ระบบจะมีไดอาล็อกมาให้เราคอนเฟิร์มอีกรอบ ให้คลิก Install Now

  จากนั้นระบบจะแสดงสถานะความคืบหน้าของการติดตั้งดังภาพ

   ในระหว่างนี้เราสามารถคลิกที่ togle log เพื่อดูรายละเอียดต่างๆ ในการติดตั้งได้  

    การติดตั้งใช้เวลามากน้อยขึ้นอยู่กับซอฟต์แวร์ที่เราเลือกติดตั้ง ถ้าเลือกเดสก์ท็อปตัวใหญ่ อย่าง KDE Plasma หรือ Gnome ก็ใช้เวลานานหน่อย แต่ถ้าเลือกตัวเล็กๆ อย่าง Mate หรือ Niri ก็ใช้เวลาน้อยกว่า

เมื่อเสร็จแล้วก็จะแจ้งให้ทราบดังภาพ ถ้าต้องการรีบูตเลยก็ให้เลือ  เริ่มต้นใหม่ทันที แล้ว คลิก Done

เมื่อบูตเครื่องใหม่ จากฮาร์ดดิสก์ในเครื่อง เราก็จะพบกับ Grub Menu ของ CachyOS จะเห็นได้ว่ามีระบบปฏิบัติการอื่นที่มีในเครื่อง ซึ่งได้ตรวจพบและสามารถเลือกบูตได้ในหน้าเมนูนี้  เมื่อจะเข้า CachyOS ก็เลือก CachyOS Linux แล้วกด Enter

  เมื่อบูตเข้าสู่ระบบจะเข้าสู่หน้าจอล็อกอิน ให้เลือก User ที่ตั้งค่าไว้

จากนั้นป้อนรหัสผ่านแล้วกด Enter เพื่อเข้าสู่เดสก์ทอป  

ก็เป็นอันติดตั้ง CachyOS เสร็จเรียบร้อย

ทั้งนี้ หน้าจอล็อกอินอาจจะแตกต่างจากนี้ แล้วแต่เราจะเลือกติดตั้งเดสก์ทอปตัวไหน

ตอนนี้ก็ขอสวัสดีก่อนแล้วครับ