แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การใช้งานเบื้องต้น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การใช้งานเบื้องต้น แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

Niri Desktop EP.02 : การปรับแต่ง Niri เบื้องต้น

Niri Desktop EP.02 : การปรับแต่ง Niri เบื้องต้น


 จากตอนที่แล้วเราพูดถึงการทำงานหลักโดยทั่วไปของ Niri ต่อไปก็จะมาถึงการปรับแต่งเบื้องต้นเพื่อการใช้งานได้เต็มที่ต่อไป 

   ตามธรรมดาการปรับแต่ง Niri คือปรับแต่งตัว Niri โดยตรง โดยการแก้ไขไฟล์คอนฟิกของ Niri คือไฟล์ ~/.config/niri/config.kdl

   การปรับแต่างไฟล์ config.kdl จะเป็นการปร้บแต่งสภาพแวดล้อมเบื้องต้นของ Niri คือ การแสดงผลทางหน้าจอ ความละเอียดของหน้าจอ  กำหนดค่าการใช้งานคีย์บอร์ด เมาส์ ทัชแพด  กำหนดค่าการทำงานของหน้าต่าง  การกำหนดคีย์ลัด และการตั้งค่าเวิร์คสเปช 

   นอกจากนี้ยังสามารถใช้ปรับแต่งการกำหนดค่าที่เหมาะสมเพื่อใช้งานซอฟต์แวร์บางอย่าง และการกำหนดให้รันโปรแกรมที่ต้องการในตอนเปิดเข้ามาในระบบด้วย

     การใช้ค่าที่ตั้งมาแล้วตั้งแต่ต้นก็เหมาะสมสำหรับการใช้งานในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีบางอย่างที่อาจจะต้องตั้งค่าเพิ่มเติมเพื่อความสะดวกในการใช้งานมากขึ้น

    โดยปกติ เมื่อเปิดใช้งานครั้งแรก ระบบจะสร้างไฟล์ config.kdl ไว้ให้แล้ว 

 เรามาดูกันว่าจะปรับแต่งอะไรกันได้บ้าง

การตั้งค่าคีย์บอร์ด

   เมื่อเราติดตั้งลีนุกซ์โดยทั่วไปจะมีการตั้งค่าคีย์บอร์ดมาเรียบร้อย แต่ที่จะพูดถึงคือการปรับแต่งค่า Keymaps เพื่อสลับใช้ภาษาไทยและอังกฤษ ถ้าเราติดตั้ง Niri เป็นเดสก์ท็อปโดยเลือกภาษาไทย ระบบจะตั้งค่าคีย์บอร์ดภาษาไทยไว้ให้แล้ว โดยใช้คีย์ลัดตามที่กำหนดตั้งแต่แรก แต่ถ้าติดตั้ง Niri ทีหลังหรือไม่ได้ติดตั้งภาษาไทยตั้งแต่ทีแรกก็อาจจะต้องมาตั้งค่าเอง โดยการเข้าไปแก้ไขไฟล์ ~/.config/niri/config.kdl สามารถใช้ Text Editor เข้าไปแก้ไข เช่น ใช้คำสั่งในเทอร์มินัล โดยใช้ nano เป็น editor ในโหมดของ user โดยไม่ต้องเป็นผู้ดูแลระบบ ดังนี้

  nano  ~/.config/niri/config.kdl

จากนั้น กด Ctrl+F แล้วพิมพ์ xkb  แล้วกด Enter เพื่อค้นหาจุดที่คอนฟิกคีย์บอร์ดแมป

(ที่จริงก็ไม่ได้ค้นหายากเพราะมันอยู่ตอนต้นไฟล์อยู่แล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า) 

เราจะเห็นตัวอย่างการคอนฟิกคีย์บอร์ดแมป ให้เพิ่มสองบรรทัดนี้ลงไป 

           layout "us,th"
           options "grp:alt_shift_toggle"


บรรทัดแรกคือกำหนดคีย์บอร์ดแมปให้มีสองตัวคือ us กับ th

บรรทัดที่สองคือกำหนดคีย์ลัดสำหรับสลับคีย์บอร์ดแมป นั่นคือ  alt+shift (สามารถตั้งเป็นคีย์อื่นก็ได้แต่ต้องแน่ใจว่าไม่ซ้ำกับคีย์ลัดที่มีกำหนดไว้แล้วในระบบ)

เสร็จแล้วกด Ctrl+X เพื่อออกจากโปรแกรม ซึ่งจะถูกถามกลับมาว่าจะบันทึกไฟล์หรือเปล่าให้กด y  เพื่อบันทึกแล้วกด Enter เป็นอันเสร็จเรียบร้อย 

การปรับแต่งคีย์ลัด 

   คีย์ลัด (Bind หรือ Hot keys) ซึ่งใช้ในการทำงานเป็นหลักใน Niri ในตอนก่อนเรารู้จักคีย์ลัดที่ใช้บ่อยๆ มาแล้วหลายตัว ซึ่งจะสังเกตได้ว่ามักจะใช้คีย์ Super (คีย์วินโดวส์) เป็นตัวหลักประกอบกับคีย์อื่นๆ ซึ่งอาจจะใช้สองคีย์หรือสามคีย์ร่วมกัน

  ตอนนี้เราลองมาเซ็ตคีย์ลัดด้วย Kate (Text editor ของ KDE) ซึ่งจะสะดวกกว่าใช้โปรแกรมในเท็กซ์โหมด


   ในไฟล์คอนฟิกของ Niri จะเรียกคีย์ Super ว่า Mod โดยการคอนฟิกง่ายๆ เช่น

   Mod+D   { spawn "alacritty"; }r

คือใช้ปุ่ม Super+D เพื่อเปิดโปรแกรม alacritty ซึ่งเป็นเทอร์มินัลอีมูเลเตอร์ที่มาคู่กับ wayland

   Mod+Shift+E { quit; }

คือคีย์ลัดที่ใช้สำหรับการ Log out ออกจาก Niri กลับไปหน้าจอล็อกอิน

ซึ่งถ้าเราตรวจสอบดูคีย์ลัดที่คอนฟิกมาแล้วใน Niri มีครอบคลุมการใช้งานแทบจะทั้งหมด

คีย์ลัดเพิ่มเติมที่แนะนำสำหรับการใช้งาน 

  ใน Niri ยังไม่มีคีย์ลัดสำหรับการรีบูตหรือปิดเครื่อง (แต่ใช้คำสั่ง reboot ในเทอร์มินัลได้อยู่)

เราสามารถติดตั้งโปรแกรมเพื่อใช้งานเพิ่มได้คือ nwg-bar (ติดตั้งก่อนโดยใช้คำสั่ง sudo pacman -S nwg-bar (Arch Base) หรือ apt install nwg-bar (Debian Base) หรือ dnf install nwg-bar (Fedora Base) เป็นต้น)

จากนั้นค้นหาบรรทัดนี้ ซึ่งอยู่ตอนท้ายๆ ไฟล์

    Ctrl+Alt+Delete { quit; } 

แล้วแก้เป็น     

      Ctrl+Alt+Delete { spawn "nwg-bar"; }  

จากนั้นก็บันทึกไฟล์ เราก็จำสามารถใช้คีย์ลัด Ctrl+Alt+Delelte (ซึ่งเป็นคีย์ลัดที่นิยมใช้ในการปิดเครื่อง) เพื่อเรียกเมนูบาร์สำหรับปิดเครื่อง หรือรีบูตเครื่องได้ตามภาพ

อีกอย่างหนึ่งที่เราต้องใช้งานประจำคือการปรับเสียงในระบบ ตามธรรมดาเราอาจจะใช้ alsamixer เพื่อปรับแต่งเสียงหรือใช้โปรแกรม pavucontrol สำหรับปรับแต่งในโหมด GUI  เราสามารถเพิ่มคีีย์ลัดเพื่อเรียกใช้ pavucontrol ได้โดยเพิ่มบรรทัดนี้ลงไป (ต่อจากบรรทัดคอนฟิก  nwg-bar )

 Ctrl+Alt+V { spawn "pavucontrol"; }

เราก็จะสามารถใช้คีย์ลัด Ctrl+Alt+V เพื่อเรียกใช้การปรับแต่งเสียงในโหมด GUI ได้ (คีย์ลัดนี้ผมกำหนดมาเอง)

ดังนั้น เราสามารถสร้างคีย์ลัดเพื่อเรียกโปรแกรมต่างๆ มาใช้งานได้ตามความต้องการ สิ่งที่ต้องระวังคือ การคอนฟิกไฟล์ config.kdl จะแบ่งการคอนฟิกออกเป็นเซสซัน บรรทัดที่เราเพิ่มเข้าไปต้องอยู่ในเซสซันของการกำหนดคีย์ลัดคือ Blinds  ห้ามไม่ให้ไปอยู่ในเซสซันของการคอนฟิกอื่นไม่งั้นจะใช้งานไม่ได้

 การกำหนดค่า Background Color

 ค่าปกติของ Niri ไม่สามารถมาใช้ภาพมาเป็นพื้นหลังได้ แต่สามารถใช้การคอนฟิกสีของพื้นหลังได้ โดยใช้รหัสสี Hex ที่เป็น RGB หรือ RGBA (เราสามารถเข้าไปหารหัสจากเวปต์ไซต์ที่ให้บริการแปลงค่าสี RGB หรือ RGBA เป็น Hex ได้มากมาย)

  การปรับแต่งสีพื้นหลังของ Niri จะอยู่ในเซสซัน laout  เมื่อเราเลื่อนหาเจอ จะพบว่ามีการคอนฟิกค่า

    gaps 16 

เป็นจุดสังเกต ให้เราเพิ่มบรรทัดนี้เป็นบรรทัดล่างต่อจากนี้

  background-color "#1a1a1a" 

ตามภาพจะเห็นว่ามีบรรทัดที่ขึ้นต้นด้วย // ซึ่งหมายความว่าบรรทัดนี้เป็นคำอธิบายหรือหมายเหตุเท่านั้น 

ส่วนค่า  ในเครื่องหมาย " " ให้เปลี่ยนเป็นรหัส Hex ของค่าสีที่ต้องการโดยมี # นำหน้า  โดยที่ Niri ใช้ระบบ Live Reloaded เมื่อเราบันทึกไฟล์ Niri จะแสดงผลการเปลี่ยนแปลงให้เห็นได้ทันที

 การกำหนดค่า Backdrop Color

  Backdrop (หรือ Overview) คือพื้นหลังซ้อนพื้นหลัง ซึ่งจะแสดงให้เห็นเมื่อเราใช้ฟังค์ชัน Hot Corners ซึ่งใช้สำหรับย่อเวิร์คสเปชลงแสดงแสดงรายการเวิร์คสเปชที่เปิดทำงานอยู่ให้เราสามารถเลือกไปใช้งานเวิร์คสเปชต่างๆ ได้ (Hot Corners มีใช้ใน Gnome  และ KDE หรืออาจจะมีใน DE ตัวอื่นอีกก็ยังไม่ได้สำรวจ) พื้นหลังที่ปรากฎตอนย่อเวิร์คสเปชก็คือ  Backdrop หรือ Overview  ใน Niri สามารถคอนฟิคค่าสีของ Backdrop ได้ โดยต้องเพิ่ม เซสซัน overview เข้าไป (ต่อท้ายไปเลย) ดังนี้ 

overview { 

// Sets the color of the empty area behind the workspaces 

backdrop-color "#111111" 

}

เราสามารถปรับแต่งค่าสีได้ตามต้องการ  

   ถ้าต้องการใช้รูปภาพเป็นพื้นหลังและแบ็คดรอป ต้องใช้โปรแกรมตั้งค่าวอลเปเปอร์โดยเฉพาะ ซึ่งจะยกไปกล่าวในอีกตอน

การตั้งค่า Policykit

   การใช้งานลีนุกซ์ จะเน้นให้เราใช้งานในโหมดยูสเซอร์ทั่วไป ดังนั้นเมื่อมีการใช้งานที่ต้องใช้สิทธิ์ของผู้ดูแลระบบ โดยเฉพาะ เช่น การเรียกใช้พาร์ติชันต่างๆ ในเครื่อง หรือการคอนฟิคฮาร์ดแวร์บางอย่าง หรือการติดตั้งโปรแกรม เป็นต้น จึงมีระบบคัดกรองผู้ใช้งานในโหมดผู้ดูแลระบบ ใน CLI ก็ใช้ su หรือ sudo เป็นเครื่องมือ ส่วนใน GUI จะมีระบบ Policy Kit (หรือเรียกสั้น ๆ ว่า polkit) เพื่อให้ผู้ใชัป้อนรหัสผ่านเพื่อเข้าไปใช้งานในโหมดผู้ดูแลระบบได้ชั่วคราวl
   ใน Niri ยังไม่มี polkit เป็นของตัวเอง ดังนั้น จึงต้องไปหยิบยืม polkit ของ DE ใหญ่ๆ มาใช้ เช่น gnome-polkit, kde-polkit, mate-polkit เป็นต้น
 

 
   เช่นถ้าสมมติเรามี KDE Plasma ติดตั้งอยู่แล้ว ก็สามารถคอนฟิกให้ Niri ใช้งาน kde-polkit ได้เิลย โดยเพิ่มบรรทัดนี้ลงไป

 spawn-at-startup "/usr/lib/polkit-kde-authentication-agent-1"

ซึ่งเป็นการเรียกโปรแกรมขึ้นมาในตอนล็อกอินเข้ามาใน Niri โดยกา้รคอนฟิก ถ้าจะใช้ polkit ตัวอื่นก็ต้องระบบพาธ ของ polkit ให้ถูกต้อง

   ตามภาพคือ kde-polkit ซึ่งเปิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติเมื่อจะเปิดเข้าไปใช้พาร์ติชัน /dev/sdb1 ผ่านโปรแกรมจัดการไฟล์  

     การคอนฟิคที่สำคัญๆ เท่าที่ได้ใช้งาน Niri มาหลายเดือนแล้ว ก็น่าจะมีเท่านี้ ส่วนอื่นๆ ก็ลองซอกแซกหาดูเพื่อปรับแต่งได้ครับ

  

 

วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

การใช้งานเบื้องต้น Fedora 44 KDE Plasma Desktop

 การใช้งานเบื้องต้น Fedora 44 KDE Plasma desktop

     หลังจากติดตั้งและตั้งค่าเบื้องต้นให้ Fedora 44 เสร็จแล้ว เมื่อเราล็อกอินเข้าไปใน KDE Plasma ก็จะมีไดอาล็อกเวลคัมขึ้นมาดังภาพ

   ถ้าเราอยากดูก็คลิก Next ไปสำรวจดูได้เลยครับ  ถ้าไม่อยากดูก็คลิก Skip เพื่อเข้าไปใช้งานกันต่อเลย

  ต่อไปเราจะปรับแต่งหน้าจอนิดหน่อยนะครับ พอดีเครื่องนี้ความละเอียดจอสูงเลยทำให้ตัวอักษรเล็กไปหน่อย เราจะไปปรับขนาดตัวอักษรกันก่อน โดยคลิกที่ไอคอนตั้งค่า (ไอคอนที่สองสีดำ)

     ตรงนี้จะเป็นหน้าจอหลักในการตั้งค่าของ KDE Plasma ทั้งหมดนะครับ ให้คลิกไปที่ ข้อความและฟอนต์ จะเห็นได้ว่าเดิมระบบตั้งค่าฟอนต์ไว้ที่ขนาด 10pt เท่านั้น ซึ่งมีขนาดเล็กเกินไป

    ต่อจากนั้นคลิกที่ Adjust All Fonts...

    คลิกเลือก Size แล้วเลือกขนาดฟอนต์ที่ต้องการ  ตามภาพตั้งไว้ที่ 12pt จากนั้นคลิก OK


ต่อไปก็คลิก Apply เพื่อปรับเปลี่ยนตามค่าที่ต้งไว้
 

 จากนั้น ลองคลิกที่เมนูโปรแกรมของระบบดูจะเห็นว่าฟอนต์ยังมีขนาดเท่าเดิมนะครับ เราจะเป็นต้องล็อกเอาต์ออกจากระบบไปก่อนและล็อกอินเข้ามาใหม่อีกครั้งเพื่อให้ระบบปรับใช้ค่าใหม่อย่างสมบูรณ์

 

  ที่เมนูโปรแกรม ให้คลิกที่ Session แล้วคลิก Log Out

 จากนั้นก็ล็อกอินเข้ามาใหม่อีกครั้งหนึ่ง

     เมื่อล็อกอินเข้ามาแล้ว คลิกที่เมนูโปรแกรมจะพบว่าขนาดฟอนต์ใหญ่ขึ้นตามที่ต้องการ  

     ต่อไป สิ่งที่ต้องทำก่อนหลังจากติดตั้งเสร็จก็คือการอัพเดตระบบ เนื่องจากที่เราติดตั้งไปนั้นซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่มาพร้อมกับแผ่นติดตั้งที่ยังเป็นเวอร์ชันเก่าอยู่ จำเป็นต้องอัพเดตให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด

    การทำงานในลีนุกซ์นั้น คุณอาจจะเคยทราบมาก่อนแล้วว่าพื้นฐานการทำงานโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับระบบใช้การทำงานแบบ Text Mode ซึ่งเรียกกันว่าเทอร์มินอล (Terminal) คือการพิมพ์คำสั่งในเชลล์ของระบบโดยตรง อาจจะมีการสร้างโปรแกรมกราฟิคขึ้นมาให้เลือกใช้งานโดยการคลิกๆ ได้เหมือนกัน แต่เนื้อแท้ก็คือการเรียกใช้คำสั่งเหมือนเดิม  ดังนั้นการใช้งานเทอร์มินัลจึงทำงานได้เร็วและคล่องกว่า  แถมยังมีข้อดีคือเราจะรู้เห็นการทำงานของคำสั่งทุกขั้นตอน ซึ่งทำให้เราสามารถเข้าใจระบบได้ดีขึ้น จะเป็นยังไงไปดูกัน

   ในเมนูโปรแกรมคลิกที่  ระบบ  แล้วคลิกที่ Konsole



  Konsole เป็นโปรแกรมจำลองเทอร์มินอล (Terminal Emulator) ที่รวมอยู่ในชุดโปรแกรมของ KDE เมื่อเปิดขึ้นมาแล้วอาจจะเห็นฟอนต์ขนาดเล็กไปหน่อย เราสามารถเพิ่มขนาดฟอนต์เพื่อใช้งานได้สะดวกขึ้น โดยกด Ctrl++  (เหมือนกับเพิ่มขนาดตัวอักษรใน Firefox นั้นแหละ)   

   เมื่อเปิดเข้ามาแล้วเราจะเห็นบรรทัดที่แสดงสถานะตามภาพเรียกขานกันว่า เชลล์ พรอมพ์ (Shell Prompt) หรือในไมโครซอฟต์วินโดวส์เรียกว่า คอมมานด์พรอมพ์ (Command Prompt)

   ก่อนอื่นมาทำความรู็จักกับระบบผู้ใช้ของลีนุกซ์เสียก่อน (รวมถึงยูนิกซ์อื่นๆด้วย) 

  ในลีนุกซ์ มีผู้ใช้ที่เรียกว่า Super User อยู่ท่านหนึ่งชื่อของเขาคือ root ซึ่งเป็นชื่อเฉพาะที่ทำหน้าที่ผู้ดูแลระบบแต่เพียงผู้เดียว มีอำนาจเบ็ดเสร็จทุกสิ่งอย่างในระบบ เปรียบไดัดังเป็นพระเจ้าในระบบเลยทีเดียว ที่เราสามารถสร้างยูสเซอร์ของตนเองขึ้นมานั้นก็ด้วยอำนาจของ root ที่อนุญาติไว้ตอนติดตั้งระบบเท่าน้น พอล็อกอินเข้ามาตามปกติ อำนาจของคุณก็คือยูสเซอร์ธรรมดา ซึ่งจะทำอะไรก็ต้องให้ root อนุญาตเสียก่อน

  ยูสเซอร์ธรรมดาจะมีสิทธิ์ในการใช้งานระบบ ปรับแต่งระบบได้เฉพาะในส่วนของตอนเอง มีไดเร็คทอรีส่วนตัว ภายใต้ไดเร็คทอรี /home/username/ เท่านั้นไม่มีสิทธิ์เข้าไปดูไดเร็คทอรีส่วนตัวของผู้ใช้อื่น เข้าไปดูไฟล์ในไดเรคทอรีอื่นๆ ได้แต่เปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้ และไม่มีสิทธิ์ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบเด็ดขาด

  ทั้งนี้ เป็นเพราะพื้นฐานของลีนุกซ์/ยูนิกซ์ เป็นระบบเซิร์ฟเวอร์ที่มีการทำงานแบบมัลติยูเซอร์ รองรับการทำงานระดับองค์กรขนาดใหญ่ จำเป็นต้องสร้างระบบความปลอดภัยให้มีผู้ดูแลระบบโดยเฉพาะ ไม่อนุญาตให้ยูสเซอร์ธรรมดาเข้ามายุ่มยามกับระบบโดยรวมเพื่อเสถียรภาพและความปลอดภัย (ลองนึกถึงว่าในองค์กรที่มีคนทำงานบนระบบเดียวกันเป็นสิบเป็นร้อยคน เกิดมีบางคนสติแตกขึ้นมาเข้าไปแก้ไขหรือลบไฟล์ที่สำคัญในระบบจะเกิดความเสียหายแค่ไหน)

   ทีนี้เมื่อเราติดตั้งลินุกซ์เพื่อใช้งานส่วนตัว ระบบจะให้เราใช้งานในโหมดยูสเซอร์ธรรมดา แต่ก็เปิดโอกาสให้เราเป็น Super User ได้ เพราะเราเป็นเจ้าของระบบเองนี่นา ในลีนุกซ์บางดิสโทร ตอนติดตั้งก็จะให้กำหนดพาสเวิร์ดสำหรับ root ไว้ด้วย  และสร้างยูสเซอร์ธรรมดาขึ้นมาอีกหนึ่งสำหรับใช้งานทั่วไป

   การเข้าไปใช้งานเป็นซูเปอร์ยูสเซอร์ทำได้สองแบบคือ ล็อกอินเป็น root มาตั้งแต่ต้น หรือล็อกอินเป็นยูสเซอร์ธรรมดาแล้วมาแปลงร่างเป็น root ภายหลัง 

  ใน Fedora เราจะเห็นได้ว่ามีการสร้างยูสเซอร์ใช้งานมาแล้ว แต่ยังไม่มีการสร้างพาสเวิร์ดสำหรับ root หรือซูเปอร์ยูสเซอร์เลย เราจะสามารถเข้าไปใช้งานในโหมดซูเปอร์ยูสเซอร์ด้วยการใช้คำสั่ง sudo ตามด้วยคำสั่งที่ต้องการใช้

   ในเซลล์พรอมพ์เราจะเห็นพรอมพ์ขึ้นมา ตามตัวอย่าง 


   nudee@fedora:~$

 หมายถึง ผู้ใช้ชื่อ nudee ทำงานอยู่ในระบบของเครื่องที่ชื่อ fedora  ส่วนเครื่องหมาย $ บอกสถานะให้รู้ว่าผู้ใช้นี้เป็นยูสเซอร์ธรรมดาทั่วไป (บางเครื่องอาจจะเป็นเครื่องหมาย % แล้วแต่ชนิดของเชลล์ที่ใช้ ส่วนสถานะของ root จะใช้เครื่องหมาย # แสดงให้รู้ว่าตอนนี้เป็นซูเปอร์ยูสเซอร์)

   ในที่นี้เราจะทำการอัพเดตระบบหลังจากการติดตั้งระบบเสร็จใหม่ๆ ซึ่งต้องอาศัยสิทธิ์หรืออำนาจของซูเปอร์ยูเซอร์เท่านั้น  เราจะใช้คำสั่ง

   sudo dnf update

  เมื่อเราพิมพ์คำสั่งแล้วกด Enter  

 ระบบจะแจ้งเตือนว่าเรากำลังจะทำงานเป็นซูเปอร์ยูสเซอร์และให้เราป้อนพาสเวิร์ด (ก็พาสเวิร์ดที่ใช้ล็อกอินตามปกตินั่นแหละ)

 

   เมื่อเราป้อนพาสเวิร์ดและ Enter แล้วระบบจะเริ่มดาวโหลดข้อมูลของแพ็คเกจล่าสุดที่สามารถใช้ได้

   หลังจากนั้นจะแจ้งข้อมูลแพ็คเกจที่จะติดตั้งอัพเดตเปลี่ยนแปลง และสรุปขนาดข้อมูลที่ต้องดาวน์โหลดและเนื้อที่ฮาร์ดดิสที่จะใช้  ซึ่งในภาพจะเห็นได้ว่ามีจำนวนแพ็คเก็จจำนวนมากและขนาดข้อมูลเยอะพอสมควร เพราะเป็นการอัพเดตครั้งแรก ก็ไม่ต้องตกใจนะครับ คราวหน้าอัพเดตไปเรื่อยๆ จะไม่เยอะขนาดนี้

    ระบบจะถามว่าเราตกลงหรือไม่ (คือให้ทำต่อหรือเปล่า) เราต้องกด y (yes) ก่อนนะครับเพราะค่าที่ตั้งไว้มันเป็น N  (no) แล้วกด Enter


  ต่อไประบบจะเริ่มทำการดาวน์โหลดแพคเกจของซอฟต์แวร์ที่จะทำการติดตั้ง อัพเกรด โดยจะแสดงสถานะการดาวน์โหลดให้เราสามารถตรวจสอบดูได้

    ในระหว่างการดาวน์โหลดข้อมูลนี้ (ซึ่งอาจจะกินเวลานานเกินสิบนาที) อาจจะเกิดความขัดข้องทางอินเทอร์เน็ตหรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้ระบบหยุดทำงานและเด้งกลับไปที่พรอมพ์ ก็ไม่ต้องตกใจนะครับ  เราสามารถใช้คำสั่งเดิมมาทำงานต่อไปได้ โดยที่ระบบจะดาวน์โหลดต่อจากการทำงานที่หยุดไป คือข้อมูลที่ดาวน์โหลดมาแล้วยังอยู่ ดาวน์โหลดข้อมูลใหม่เพิมเติมเท่านั้น

   ทริคเล็กๆ คือ ในการใช้งานเชลล์พรอมพ์เราสามารถเรียกคำสั่งเดิมมาใช้งานได้ โดยการกดคีย์ Up (ลูกศรขึ้น) เพื่อเรียกคำสั่งเดิมที่เคยเรียกใช้ สามารถเรียกไปได้เรื่อยๆ ไม่จำกัดนะครับ เลื่อนเลยไปก็เลื่อนกลับมาได้ด้วยคีย์  Down (ลูกศรลง) และสามารถแก้ไขคำสั่งได้ตามต้องการทำให้การใช้งานเชลล์พรอมพ์สะดวกขึ้นมาก


 หลังจากดาวน์โหลดเสร็จอาจจะมีการตรวจสอบคีย์ในการติดตั้งและให้เราคอมเฟิร์มอีกครั้ง

ให้กด y แล้วกด Enter อีกครั้ง

  แล้วระบบก็จะทำการอัพเดดแพคเกจไปจนเสร็จ เมื่อ Complete แล้วก็จะกลับมาอยู่ในพรอมพ์ พร้อมรับคำสั่งใหม่อีกครั้ง  จะสังเกตได้ว่าสถานะของพรอมพ์จะเป็น $ ซึ่งหมายถึงกลับมาเป็นยูสเซฮร์ธรรมดาเหมือนเดิมนั่นเอง

  เป็นอันว่าอัพเดตระบบเรียบร้อยแล้ว  หลังจากนี้ควรจะรีสตาร์ดเครื่องอีกครั้งเพื่อให้ระบบพร้อมใช้งานอย่างแท้จริง

  หมายเหตุ   ระบบเดิมของ Fedora 44 ที่ดิตตั้งจากแผ่นบูตจะยังเป็นเคอเนล 6.19.10 หลังจากอัพเดตแล้ว จะได้เป็นเคอเนล 7.0 ซึ่งสามารถทำงานกับฮาร์ดแวร์ได้ดีกว่าเดิม โดยเฉพาะ GPU ของ Nvidia ซึ่งใช้งานได้ไม่ค่อยดีกับเคอเนล 6.19

 

ตอนนี้ว่ากันเท่านี้ก่อน แล้วพบกันใหม่ครับ