แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Arch Linux Install แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Arch Linux Install แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2569

การติดตั้ง Arch Linux แบบทำมือ

 การติดตั้ง Arch Linux แบบทำมือ


   Arch Linux เป็นลีนุกซ์ที่มีต้นกำเนิดจาก Canada ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใช้กับคอมพิวเตอร์สถาปัตยกรรม X86_64 โดยเฉพาะ โดยเน้นสำหรับยูสเซอร์ที่มีความเชี่ยวชาญในระบบของ Linux ในระดับหนี่ง ออกแบบมาให้ผู้ใช้ต้องจัดการระบบด้วยตนเอง ซึ่งจะสามารถสร้างระบบที่มีความเบา เรียบง่ายและยึดหยุ่นในการใช้งาน 

    Arch Linux จะใช้ pacman เป็นตัวจัดการแพคเกจโดยมีแหล่งซอฟต์แวร์หลัก (Repository) ของตนเอง ซึ่งมีแพคเกจซอฟต์แวร์หลักให้เลือกติดตั้งได้ครบถ้วน จัดเป็นลีนุกซ์แบบ Rolling Release มีการปรับรุ่นแพคเกจให้เป็นรุ่นล่าสุดอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังมีแหล่งแพคเกจเพิ่มเติมจากผู้พัฒนาทั่วไป (AUR:Arch User Repository) เพื่อให้ผู้ใช้สามารถติดตั้งแพคเกจอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้หรือซอฟต์แวร์ใหม่ๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นมานอกจากซอฟต์แวร์หลักที่มีในแหล่งแพคเกจหลัก

     Arch Linux มีระบบการติดตั้งแบบ Text Mode คือใช้คำสั่งติดตั้งในบรรทัดคำสั่ง เป็นหลัก ซึ่งเป็นการติดตั้งแบบ Manual ที่ผู้ใช้ต้องทำการติดตั้งด้วยตนเอง  ทำให้ไม่สะดวกกับผู้ใช้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับลีนุกซ์มากนัก ดังนั้น จึงมีการแตกไลน์พัฒนาออกไปเป็นดิสโทรย่อยๆ อีกหลายตัวที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อเน้นการใช้งานเฉพาะอย่าง และใช้การติดตั้งในกราฟิคโหมดซึ่งทำให้ติดตั้งได้ง่ายกว่า เช่น CachyOS, Garuda Linux, EndeavourOS, Manjaro Linux, ArtixLinux, StreamOS เป็นต้น

การติดตั้ง Arch Linux

  การติดตั้ง Arch Linux นั้นอย่างที่ว่าไปแล้วว่าใช้การติดตั้งในเท็กซ์โหมด โดยสามารถติดตั้งได้สองรูปแบบคือแบบ Manual คือใช้คำสั่งติดตั้งโดยตรง ซึ่งมีความยืดหยุ่นการการติดตั้งมากกว่า และการติดตั้งในรูปแบบสคริปต์ โดยใช้คำสั่ง archinstall ซึ่งสะดวกตรงที่เข้าใจง่ายกว่า แต่มีความยืดหยุ่นน้อยกว่า เพราะใช้การตั้งค่าที่มีการกำหนดไว้ในสคริปต์แล้ว ทำให้การกำหนดค่าบางอย่างอาจจะไม่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้

   ในที่นี้เราจะใช้การติดตั้งแบบ Manual 

ก่อนอื่นมาดูสิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับการติดตั้ง Arch Linux กันก่อน

สเป็คเครื่องขั้นต่ำสำหรับติดตั้งทางเวปต์ไซต์ทางการของ Arch Linux บอกแค่ว่าเครื่องที่ใช้ CPU X86_64 แรม 512 MB พร้อมกับฮาร์ดดิสก์ สำหรับสเป็คที่ผู้เขียนแนะนำสำหรับการใช้งานเดสก์ท็อปคือ CPU 2Core แรม 2GB ขึ้นไปและเนื้อที่ในฮาร์ดดิสก์สำหรับติดตั้ง 40GB ขึ้นไป เพื่อความลื่นไหลในการใช้งาน (สเป็คยิ่งสูงยิ่งดี แต่แรมแค่ 8GB พร้อมกับฮาร์ดดิสก์แบบ SSD ก็ลื่นหัวแตกหัวแตนแล้ว)

ดังนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือแบ่งพาร์ติชันในฮาร์ดดิสก์ไว้สำหรับติดตั้งเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 40GB ฟอร์แมตเป็นอะไรไว้ก่อนก็ได้แต่ต้องจำได้ได้ว่าเป็นพาร์ติชันไหนในฮาร์ดดิสก์ 

-ดาวน์โหลดไฟล์อิเมจสำหรับติดตั้ง 

จากนั้นก็ไปดาวน์โหลดไฟล์ iso image สำหรับติดตั้งจากเวปไซต์ของ Arch Linux ซีงมันจะให้เลือก mirror สำหรับดาวน์โหลด โดยในไทยมี mirror site อยู่สองแห่ง ที่แนะนำก็คือ

   https://mirror.kku.ac.th/archlinux/iso/

จากนั้นเลือกดาวน์โหลดไฟล์จากเวอร์ชันล่าสุดตามวันที่ที่มีให้เลือก (ในขณะเขียนบล็อกคือ 2026-08-01)

ปกติชื่อไฟล์คือ  archlinux-x86_64.iso

  หมายเหตุไว้ก่อน  ไฟล์ iso เวอร์ชัน  2026-08-01 สำหรับเครื่องของผู้เขียนมีปัญหาบูตไม่เข้า จึงต้องเลือกใช้เวอร์ชัน 2026-07-01 แทนซึ่งสามารถใช้งานได้ปกติ ใครลองเวอร์ชัน 8 แล้วมีปัญหาก็ไปโหลดเวอร์ชันเดือน 7 มาใช้ก็แล้วกันนะครับ

หลังจากดาวน์โหลดเสร็จก็ไรท์ลงแฟลชไดร์ฟ (ใน MS Windows แนะนำให้ใช้ Rufus)   

จากนั้นก็เปิดเครื่องใหม่บู๊ตเข้าระบบจากแฟลชไดร์ฟ 

      หมายเหตุ ในการติดตั้งถ้าจะติดตั้งร่วมกับไมโครซอฟต์วินโดวส์ต้องบูตใน UEFI Mode เท่านั้น แต่ถ้าใช้ Legacy Mode จะใช้มัลติบูตร่วมกับไมโครซอฟต์วินโดวส์ไม่ได้  ในตอนนี้ผมใช้ Legacy Mode เพราะไม่ได้ใช้ร่วมกับไมโครซอฟต์วินโดวส์ แต่ใช้มัลติบูตร่วมกับลีนุกซ์ตัวอื่นได้อยู่ ซึ่งต้องใช้ Legacy Mode เหมือนกัน

เมื่อเข้ามาหน้าแรกก็ไม่ต้องคิดอะไรมากกด Enter เข้าไปได้เลย
 
  จากนั้นรอสักสองสามนาที จะมีการโหลดระบบเข้าไปไว้ในเมมโมรีก่อน ถ้าคุณเจอจอมืดโดยไม่เห็นการทำงานของระบบ โดยเฉพาะตอนที่โหลดข้อมูลเข้าเมมโมรี ก็ต้องไปดาวน์โหลดเวอร์ชันที่เก่ากว่ามาใช้ตามที่ว่าไปแล้ว

  เมื่อระบบโหลดเสร็จก็จะล็อกอินเข้ามาในโหมดของ root โดยอัตโนมัติ ซึงคุณจะเห็นพร็อมต์ขึ้นเครื่องหมาย # ตามภาพ

-เชื่อมต่อเข้ากับ wifi 

ด่านแรกที่ต้องจอหลังการบูตเข้าระบบแล้วก็คือการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย (ซึ่งต้องทำเป็นอย่างแรกไม่ว่าจะติดตั้งลีนุกซ์ตัวไหนก็ตาม) ถ้าเราเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายโดยใช้สายแลน ก็จะมีการคอนฟิึคระบบให้เรียบร้อยแล้ว 

แต่ถ้าจะใช้ Wifi เราจะเชื่อมต่อเองโดยพิมพ์คำสั่ง iwctl แล้วกด Enter


 เข้าไปสู่พรอมต์ของคำสั่ง โดยมีข้อความ [iwd]#  อยู่ด้านหน้าตามภาพ 

ขั้นแรกให้ใช้คำสั่ง 

device list

 

ซึ่งจะแสดงรายชื่ออุปกรณ์ให้เราเห็นดังภาพซึ่งก็คือ wlan0 จากนั้นให้ใช้คำสั่ง 

station wlan0 scan

 

ต่อด้วยคำสั่งให้แสดงแอคเซสพอยต์ 

station wlan0 get-networks

 

ซึี่งเราจะเห็นรายชื่อแอคเซสพอยต์ที่สามารถเชื่อมต่อได้ดังภาพ จากนั้นก็เชื่อมต่อกับแอคเซสพอยต์ที่ต้องการ (ในที่นี้จะเชื่อมต่อกับแอคเซสพอยต์ชือ Nudee) โดยใช้คำสั่ง 

station wlan0 connect Nudee

 

ระบบก็จะให้เราใส่พาสเวิร์ดเพื่อเชื่อมต่อตามภาพ เมื่อใส่พาสเวิร์ดแล้วก็กด Enter

จากนั้นก็ออกจากพรอมต์ iwd เพื่อกับไปสู่พรอมต์ปกติของระบบ โดยใช้คำสั่ง 

exit

เมื่อออกมาแล้วก็ต้องลอง ทดสอบการเชื่อมต่อด้วยการใช้คำสั่ง


ping www.google.com

สถานะการเชื่อมต่อจะขึ้นมาตามภาพ ถือว่าเชื่อมต่อพร้อมเรียบร้อย ให้กด Ctrl+C เพื่อออกจาก ping

 

- เริ่มการติดตั้งแบบ manual

ต่อไปก็จะทำการติดตั้งระบบ โดยใช้ Legacy boot mode ถ้าคุณจะใช้ UEFI Mode เพื่อทำมัลติบูตร่วมกับ MS Windows สามารถทำตามขั้นตอนนี้ได้เหมือนกัน ซึ่งจะมีขึ้นตอนเพิ่มเติมเล็กน้อยที่จะว่าต่อไป

เริ่มแรกเลยตรวจสอบฮาร์ดดิสก์ก่อน


 ใช่คำสั่ง fdisk /dev/sda เพื่อตรวจสอบพาร์ติชันในฮาร์ดดิสก์ตัวที่หนึ่งที่มีติดตั้งในเครื่อง

 ในคอมมานด์ของ fdisk ให้กด p และ Enter เพื่อดูรายละเอียดของพาร์ติชันในดิสก์

จากภาพเป็นข้อมูลของ /dev/sdb ซึ่งเป็นฮาร์ดดิสก็ตัวที่สองในเครื่อง (ในกรณีมีฮาร์ดดิสก็ตัวเดียวก็มีแค่ /dev/sda)

ตรงนี้เข้ามาตรวจสอบเพื่อความแน่ใจว่าพาร์ติชันที่เราต้องการติดตั้งอยู่ตำแหน่งไหนเท่านั้น

  ในกรณีนี้ ผมต้องการใช้ /dev/sdb2 สำหรับทำการติดตั้ง Arch Linux ซึ่งมีเนื้อที่ 39 GB กว่าๆ เป็นพาร์ติขันเก่าที่มีการลงลีนุกซ์ไว้แล้ว  

  

เมื่อแน่ใจว่าจะใช้พาร์ติชัน /dev/sdb2 สำหรับติดตั้งแล้ว กด q แล้วกด  Enter เพื่อออกจากโปรแกรม

จากนั้นฟอร์แมตพาร์ติชันที่จะใช้ด้วยคำสั่ง


mkfs.ext4 /dev/sdb2

 

จากนั้นเมาท์พาร์ติชันไปที่ /mnt ด้วยคำสั่ง 

mount /dev/sdb2 /mnt

 

การติดตั้งโดยใช้การบูตใน Legacy Mode สำหรับใช้งานเดสก์ท็อปทั่วไป ตัั้งค่าแค่นี้ก็พอแล้ว 

 

ถ้าคุณต้องการใช้ swap partition ให้สร้างพาร์ติชันสำหรับทำสวอปไว้เนื้อที่ประมาณ 2-5 GB  (ตัวอย่างในเครืี่องนี้ได้แบ่งพาร์ติชันไว้ทำสวอปไว้ที่  /dev/sda2) ถ้าสร้างใหม่ให้ใช้คำสั่ง

mkswap /dev/sda2

 

จากน้นกำหนด swap partitionด้วยคำสั่ง

swapon /dev/sda2

 หมายเหตุ  swap partitons มีไว้สำหรับเสริมการทำงานของแรมเพื่อรองรับการทำงานกับไฟล์ใหญ่ๆ ซึ่งมีก็ดีไม่มีก็ได้

  หมายเหตุอีกที กรณีที่ใช้การบูตใน UEFI Mode เพื่อทำมัลติบูตร่วมกับไมโครซอฟต์วินโดวส์ เครื่องที่ติดตั้งต้องมีไมโครซอฟต์วินโดวส์ติดตั้งอยู่แล้ว และจะมีพาร์ติชันที่เป็น UEFI Boot ใช้งานกับวินโดวส์แล้ว (ตามปกติจะเป็น /dev/sda1) ซึ่งห้ามฟอร์แมตเด็ดขาด  และต้องเมาท์พาร์ติชันเพิ่มด้วยคำสั่ง 

mount /dev/sda1 /boot

 สรุปอีกที ตรงนี้มีสามอย่างคือ

 -เมาท์พาร์ติขันที่จะติดตั้งไว้ที่ /mnt

- เปิดใช้งานสวอป (ถ้าต้องการ)

-เมาท์ UEFI พาร์ติชันไปที่ /boot  ในกรณีที่ต้องการใช้ UEFI Boot Mode

 


- ติดตั้ง base sytem และคอนฟิคระบบ  

   ต่อไปก็ติดตั้งระบบพื้นฐานโดยใช้คำสั่ง
 
pacstrap -K /mnt base linux linux-firmware
 
 

ระบบจะตรวจเช็คแพคเกจแล้วสอบถามเพื่อคอนเฟิร์มอีกครั้งให้ กด Y และ Enter (ใช้เวลาติดตั้งไม่นาน)
 

 
จากนั้นให้คอนฟิคระบบโดยใช้คำสั่ง
 
genfstab -U /mnt >> /mnt/etc/fstab
 
 
เสร็จแล้วเปลี่ยนโหมดเข้าไปในระบบใหม่โดยใช้คำสั่ง
 
arch-chroot -S /mnt
 
นั่นหมายความว่าเราเข้าไปใช้ระบบใหม่ในสถานะผู้ดูแลระบบแล้ว 
 
 


ต่อไปก็ตั้งเวลาของระบบโดยใช้คำสั่ง
 
 ln -sf /usr/share/zoneinfo/Area/Location /etc/localtime
 
ต่อด้วยคำสั่ง 
 hwclock --systohc
 
 


ต่ดไปเราจำเป็นต้องแก้ไขไฟล์ระบบบางตัว ต้องติดตั้ง  nano ซึ่งเป็นเท็กซ์เอดิเตอร์ ก่อน โดยใช้คำสั่ง
 
pacman -S nano
 
เมื่อระบบแจ้งคอนเฟิร์มให้กด Y และ Enter
เมื่อติดตั้งโปรแกรมเสร็จก็จะกลับมาที่พรอมต์อีกครั้ง
 

 
ต่อไปเป็นการเซ็ต Locale ของระบบ
 ให้เข้าไปแก้ไขไฟล์ /etc/locale.gen ด้วยคำสั่ง
 
nano /etc/locale.gen
 
เมื่อเปิดเข้าไปใน nano ให้เลื่อนลงมาจนถึงบรรทัด  #th_TH.UTF-8 แล้วลบเครื่องหมาย # ข้างหน้าออก
จากนั้นกด Ctrl+X เพื่อปิดโปรแกรม กด Y เพื่อบันทึกแล้วกด Enter

 

จากนั้นใช้คำสั่ง 
 
locale-gen 

  
เซ็ต Language โดยแก้ไขไฟล์ /etc/locale.conf ด้วยคำสั่ง
 
nano /etc/locale.conf
 
แก้ไขไฟล์โดยเพิ่มบรรทัดนี้เข้าไป
 
LANG=th_TH.UTF-8

จากนั้นก็ปิดโปรแกรม โดยกด Ctrl+X เพื่อปิดโปรแกรม กด Y เพื่อบันทึกแล้วกด Enter
 

 แล้วตั้งค่า hostname โดยแก้ไขไฟล์ /etc/hostname โดยใช้คำสั้ง
 
nano /etc/hostname
 
ตั้งชื่อตามที่ต้องการแล้วออกจาก nano โดยกด Ctrl+X เพื่อปิดโปรแกรม กด Y เพื่อบันทึกแล้วกด Enter
 


 
ต่อไปเซ็ต  Initramfs โดยใช้คำสั่ง
 
 mkinitcpio -P
 
 

 
จากนั้นเซ็ต Root Password  โดยใช้คำสั่ง
 
passwd 
 
ป้อนรหัสผ่านสองครั้งก็เสร็จ
 
 
เสร็จแล้วติดตั้ง grub เพื่อตั้งค่า  Boot Loader โดยใช้คำสั่ง

pacman -S grub

 

หลังจากติดตั้งเสร็จต้องใช้คำสั่งต่อไปนี้ 

grub-install /dev/sdb

เพื่อตั้งค่า grub เบื้องต้น

grub-mkconfig -o /boot/grub/grub.cfg

เพื่อสร้าง Boot Loader ของระบบ 

grub-install /dev/sdb 

ติดตั้งบูตโหลดเดอร์อีกครั้งเพื่อใช้ค่าใหม่  (ในที่นี้ติดตั้งไว้ที่ฮาร์ดดิสก์ตัวที่สอง ถ้ามีฮาร์ดดิสก์ตัวเดียวหรือติดตั้งในโหมด UEFI ให้ติดตั้งไว้ที่ /dev/sda)

------------------------  

 คำแนะนำในการติดตั้งในเวปทางการของ Arch Linux ได้จบการติดตั้งไว้ที่ตรงนี้ ซึ่งจะสามารถปิดเครื่องและบูตเข้าใช้งานในระบบได้ แต่จะเป็นการใช้งานในโหมด CLI (Command Line Interface) เท่านั้น 

   ดังนั้นเราจะยังไม่ออกจากระบบ จะทำการติดตั้งซอฟต์แวร์เพื่อใช้งานเดสก์ท็อปให้เรียบร้อยเสียก่อน

-------------------------

 


ขั้นตอนแรกให้ติดตั้ง networkmanager เพื่อสะดวกในการเชื่อม Wifi โดยใช้คำสั่ง

pacman -S  networkmanager

 


จากนั้นทำการติดตั้ง ระบบเดสก์ท็อป ด้วยคำสั่ง

pacman -S xorg lightdm lightdm-gtk-greeter gnome pipewire

จากคำสั่งสิ่งที่เราจะติดตั้งก็คือ xorg (ระบบ Xwindows) ระบบจัดการล็อกอิน (lightdm, lightdm-gtk-greeter) ระบบเดสก์ท็อปของ Gnome (gnome) ระบบจัดการเสียง (pipewire) 

  โดยสาระสำคัญคือ เราจะติดตั้ง Gnome เป็นพื้นฐานของเดสก์ท็อป เนื่องจาก Gnome  จะมีการจัดการระบบเซอร์วิสต่างๆ ให้แล้วโดยที่เราไม่ต้องไปยุ่งยากในการคอนฟืคภายหลัง (ใช้ KDE ก็ได้เช่นกัน โดยติดตั้ง plasma-desktop) และส่วนที่สำคัญในการใช้งานเบื้องต้นคือระบบล็อกอิน ระบบ Xwindows และระบบจัดการเสียง  

เมื่อรันคำสั่งแล้วระบบจะมีการถามตัวเลือกในการติดตั้งหลายครั้งให้กด Enter เพื่อใช้ตัวเลือกที่ระบบเลือกให้แล้วผ่านไปได้เลย จนกระทั่งระบบจะรวบรวมข้อมูลของแพคเกจทั้งหมดที่จะติดตั้งแล้วให้เราคอนเฟิร์มอีกครั้ง (ระบบการติดตั้งแพคเกจทั่วไปนั่นแหละ) ก็กด Enter ได้เลย

หลังจากนั้นให้เปิดเซอร์วิสของระบบเพื่อรองรับการรีบูตเข้ากราฟิคโหมด 

เปิดเซอร์วิส lihgtdm , nerworkmanager, pipewire โดยใช้คำสั่ง

systemctl enable lightdm

systemctl enable  NetworkManager.service

systemctl enable  pipewire.service

 

 เป็นอันเสร็จแล้วออกจากระบบ ด้วยคำสั่ง 

exit 

umount -U /mnt

reboot


 

หลังจากรีบูตจะเข้าสู่หน้าจอ lightdm 

ล็อกอินในชื่อ root เข้าไปใน gnome โดยป้อนชื่อและพาสเวิร์ด แล้วคลิก Login หรือกด Enter

 


การตั้งค่าเพิ่มเติม

   เมื่อล็อกอินเข้ามาแล้ว ตอนแรกจะยังไม่ได้เชื่อมต่อเข้ากับ Wifi ให้คลิกที่แถบมุมซ้ายด้านบนเพื่อเข้าไปสู่พาเนลของระบบ แล้วคลิกที่ไอคอนรูปฟันเฟืองเพื่อเข้าไปตั้งค่า
ถ้า Wifi อยู่ในสถานะปิดอยู่ก็เปิดขึ้นมาแล้ว เลือกเข้าไปเชื่อมต่อกับแอคเซสพอยต์ที่ต้องการ
 
 
 จากนั้นคลิกไปที่ ระบบ  สิ่งที่ต้องทำก่อนเลยคือเพิ่ม User เข้าไปในระบบเพื่อหลีกเลี่ยงในการใช้งานระบบด้วยสถานะของ root โดยคลิกไปที่ ผู้ใช้

จากนั้นก็ทำการเพิ่มผู้ใช้ใหม่เข้าไปให้เรียบร้อย

จากนั้นเช็คค่าใน ภูมิภาคและภาษา

แล้วเช็คค่าใน วันที่และเวลา 

ถ้าต้องการต้องค่าคีย์บอร์ดให้เข้าไปตั้งค่าใน แป้นพิมพ์ 

เสร็จแล้วก็  Log Out ออกจากระบบและ Log In เข้ามาใช้งานในระบบด้วยชื่อผู้ใช้ใหม่ที่เราเพิ่มเข้าไปแล้ว ก็เป็นอันเสร็จการตั้งค่าเบื้องต้น เราก็สามารถติดตั้งโปรแกรมใช้งานอื่นๆ ที่ต้องการได้ตามความพอใจ

เป็นอันเสร็จนะครับ  เนื่องจากในบทความตอนนี้ มีภาพประกอบมาก ถ้าต้องการทำการติดตั้ง Arch Linux ตามแนวทางนี้สามารถเข้าไปใน

การติดตั้ง Arch Linux แบบย่อ

ซึ่งจะมีเป็นรูปแบบข้อความลำดับขั้นตอนการติดตั้งโดยไม่มีรูปภาพเพื่อเป็นไกด์ในการติดตั้ง (เปิดบล็อกผ่านมือถือหรือเซฟออกเป็น PDF เพื่อเปิดดูในมือถือขณะทำการติดตั้ง)




วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2569

การติดตั้ง Arch Linux แบบย่อ

 การติดตั้ง Arch Linux แบบย่อ


ลำดับการทำงาน

-ดาวน์โหลดไฟล์อิเมจสำหรับติดตั้ง

- เชียนอิเมจลงแฟลชไดร์ฟ

- บู๊ตเช้าระบบ

-เชื่อมต่อเข้ากับ wifi ด้วยคำสั่ง iwctl

device list

station wlan0 scan

station wlan0 get-networks

station wlan0 connect Nudee

exit

ping www.google.com

 

ติดตั้งแบบ manaul

Lagacy boot mode

- ฟอร์แมตพาร์ติชันที่ใช้เป็นรูท

mkfs.ext4 /dev/sdX0 

 

-เมาท์พาร์ติชันไปที่ /mnt

mount /dev/sdX0 /mnt

 

- กำหนด swap partition (ถ้าต้องการ)

swapon /dev/sda2

 

-เมาท์ UEFI Partition (กรณีใช้ร่วมกับ MS Windows หรือใช้ UEFI BOOT)

mount /dev/sda1 /boot 

 

- ติดตั้ง base sytem และคอนฟิคระบบ ดูในคู่มือ

pacstrap -K /mnt base linux linux-firmware
 
genfstab -U /mnt >> /mnt/etc/fstab
 
arch-chroot -S /mnt

ตั้งเวลา
 ln -sf /usr/share/zoneinfo/Area/Location /etc/localtime
 hwclock --systohc
 
เซ็ต Local
ติดตั้ง  nano ก่อน pacman -S nano
nano /etc/locale.gen
locale-gen 
 
เซ็ต Language
 
nano /etc/locale.conf
LANG=th_TH.UTF-8
 
เซ็ต Host Name
 
nano /etc/hostname
hostname
 
เซ็ต  Initramfs
 mkinitcpio -P
 
เซ็ต Root Password
 
passwd 
 

- ติดตั้ง grub

pacman -S grub

grub-install /dev/sda

grub-mkconfig -o /boot/grub/grub.cfg

grub-install /dev/sda 

 

- ติดตั้ง networkmanager เพื่อสะดวกในการเชื่อมไวไฟ

pacman -S  networkmanager

ติดตั้ง เดสก์ท็อป

pacman -S xorg lightdm lightdm-gtk-greeter gnome pipewire

 

เปิดเซอร์วิส lihgtdm , nerworkmanager, pipewire

systemctl enable lightdm

systemctl enable --now NetworkManager.service
systemctl enable --now pipewire.service

 

ออกจากระบบ ด้วยคำสั่ง 

exit 

umount -U /mnt

reboot

หลังจากรีบูตจะเข้าสู่หน้าจอ lightdm 

ล็อกอินในชื่อ root เข้าไปใน  gnome

ตั้งค่า

เพิ่มยูสเซอร์

เปลี่ยนภาษา

เซ้ต TimeZone

ติดตั้งโปรแกรมใช้งาน