LMDE & Debian Base อัพเกรด Kernel 7 และติดตั้ง Niri+Noctalia
การอัพเกรด Kernel 7 สำหรับระบบที่เป็น Debian Trixie 13 Base
ตอนที่แล้วผมได้ติดตั้ง Linux Mint LDME 7 "Gigi" Edition ซึ่งเป็น Linux Mint ที่เป็น Debian Base (คือพัฒนาต่อจาก Debain เวอร์ชันนี้คือ Trixie 13) ซึ่งแตกต่างจาก Linux Mint 22.3 Xena ตัวหลักที่พัฒนาต่อจาก Ubuntu 24.04 Noble ซึ่งมีความแตกต่างกันพอสมควร โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ที่แยกกันชัดเจน คือ Linux Mint จะใช้แหล่งซอฟต์แวร์จาก Ubuntu ส่วน LMDE จะใช้แหล่งซอฟต์แวร์จาก Debian
โดยที่ LMDE 7 หลังจากอัพเกรดซอฟต์แวร์แล้วปรากฎว่ายังใช้เคอเนลเก่าคือ 6.12 อยู่เหมือนเดิม โดยความเห็นส่วนตัวยังมีความรู้สึกว่าวิ่งช้าไปหน่อย จึงจะทำการอัพเกรดเคอเนลเป็นเวอร์ชัน 7
อย่างที่ว่าไปแล้วว่า LMDE 7 มีเบสเป็น Debian และได้เพิ่มแหล่งแพ็คเกจ trixie-backport ซึ่งเป็นการอัพเกรดซอฟต์แวร์ต่างๆ ให้ทันสมัยมากกว่าแหล่งแพ็คเกจหลัก และจำเป็นสำหรับการอัพเกรดเคอเนลให้เป็นรุ่นใหม่ได้
โดยในที่นี่จะเป็นการอัพเกรดเคอเนล 7 สำหรับดิสโทรที่พัฒนาต่อจาก Debian Trixie สำหรับดิสโทรที่ยังไม่ได้ใช้แหล่งแพ็คเกจ trixie-backport ให้ตั้งค่าแหล่งแพคเกจ คือทำการแก้ไขไฟล์ /etc/sources.list โดยเพิ่มบรรทัดนี้เข้าไปในไฟล์
deb http://deb.debian.org/debian trixie-backports main contrib non-free non-free-firmware
หรือจะใช้สคริปต์คำสั่ง
echo "deb http://deb.debian.org/debian trixie-backports main contrib non-free non-free-firmware" | tee /etc/apt/sources.list.d/trixie-backports.list
ก็ได้เช่นกัน
จากนั้นก็ทำการอัพเกรดระบบด้วยคำสั่ง
sudo apt update
sudo apt upgrade
(ในกรณีของ LMDE 7 เราไม่ต้องทำในขั้นตอนนี้)
ต่อไปก็ทำการอัพเกรดเคอเนลตามขั้นตอนต่อไปนี้
- ตรวจสอบแพ็คเกจที่มีให้อัพเกรด
ใช้คำสั่ง sudo apt search linux-image
จะแสดงผลขึ้นมาดังภาพ
จะเห็นได้ว่ามีแพ็คเกจของเคอเนลที่มีอยู่ในแหล่งแพ็คเกจอยู่หลายตัว ตรงนี้เรามาเช็คดูเฉยๆ นะครับต่อไปก็ทำการติดตั้งเคอเนลด้วยคำสั่ง
apt install -t trixie-backports linux-image-amd64 linux-headers-amd64
ระบบจะตรวจเช็คหาแพคเกจใหม่ล่าสุดที่สามารถติดตั้งได้แล้วรายงานให้ทราบถึงแพ็คเกจที่จะติดตั้ง และให้เราคอนเฟิร์มอีกครั้งตามภาพ
ให้กด Enter เพื่อทำการติดตั้ง
ตามภาพระบบจะแสดงรายละเอียดการทำงานระหว่างการติดตั้ง ซึ่งเราจะเห็นได้ว่ามีการอัพเกรด Grub Boot Loader เพื่อให้เรียกใช้เคอเนลใหม่ให้ถูกต้อง หลังจากเสร็จแล้วก็จะกลับมาสู่เชลล์พรอมต์ปกติจากนั้นให้รีบูตเพื่อให้ระบบโหลดเคอเนลใหม่มาใช้งาน
ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็จะบูตเข้าระบบใหม่โดยใช้เคอเนลใหม่ก็เป็นอันเสร็จแล้วครับ
จากการที่ใช้งานดูปรากฎว่าระบบที่ใช้เคอเนลใหม่ (7.2) สามารถทำงานได้เร็วกว่าเคอเนลเก่า (6.12) อย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น แนะนำว่าควรทำการอัพเกรดมาใช้เคอเนลใหม่เพื่อประสิทธิภาพการทำงานที่ดีกว่า (เล่าให้ฟังก็ไม่เห็นภาพหรอกครับ ต้องลองของจริงจึงจะรู้ได้ด้วยตนเอง)
ตามขั้นตอนที่แสดงให้เห็น ใช้สำหรับการอัพเกรดเคอเนลของ LMDE 7 และ ดิสโทรที่ใช้ Debian Trixie 13 เป็น Base เท่านั้นนะครับ ส่วน Linux Mint 22.3 Xena ไม่รับรองว่าใช้วิธีการเดียวกันได้หรือเปล่าเพราะเป็น Ubuntu Base
การติดตั้ง Niri+Noctalia สำหรับ Debian Base และ Ubuntu Base
Niri เป็น Wayland Compositor สำหรับการทำงานกราฟิคโหมดใน Wayland โดยทั่วไปการใช้งานเดสก์ทอปในลีนุกซ์มีสองระบบควบคู่กันอยู่ในปัจจุบันคือระบบที่ใช้ Xorg และ Wayland โดยเดสก์ทอปหลักที่ใช้กันส่วนมาก็คือ Gnome และ KDE ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งใน Xorg และ Wayland ส่วน Niri จะใช้กับ Wayland เท่านั้น
Niri เป็น Scrollable-Tiling Wayland Compositor คือระบบการแสดงผลหน้าต่างแบบเรียงลำดับ ซึ่งสามารถเลื่อนได้ อธิบายคือ เมื่อเราเปิดโปรแกรมขึ้นมาจะแสดงผลเรียงต่อกันไปเรื่อยๆ โดยสามารถ ใช้เมาส์เลื่อนไปมาเพื่อเลือกเวิร์คสเปชในใช้งานโปรแกรมต่างๆ ที่เปิดอยู่ได้ ซึ่งอำนวยสะดวกในการใช้งานได้เป็นอย่างดี
โดยที่ตัว Niri มีหน้าที่แค่การจัดการเวิร์คสเปชและหน้าต่างโปรแกรม พร้อมทั้งฟังค์ชันระบบเบื้องต้นเท่่านั้น ดังนั้นจึงมีโปรแกมที่เรียกว่า Wayland Shell มาทำงานร่วมกัน โดยทำหน้าที่ในการเสริมการทำงานของ Compositor ในการปรับแต่งรูปลักษณ์ต่างๆ เพื่อให้สามารถใช้งานระบบได้สะดวกขึ้น
ในที่นี้เราจะเลือก ใช้ Noctalia Shell มาทำงานร่วมกับ Niri
การติดตั้ง Niri
ก่อนอื่นเราจะไปติดตั้ง Niri เสียก่อน โดยในตอนนี้จะกล่าวถึงการติดตั้ง Niri ใน Debian Base โดยเฉพาะ ส่วนดิสโทรอื่นสามารถเข้าไปดูได้ที่ การติดตั้ง Niri
การติดตั้ง Niri สำหรับ Debian Base จะต้องเป็นเวอร์ชัน Trixie 13 เป็นอย่าง่ต่ำ (ดังนั้น Linux Mint 22.3 Xena ไม่สามารถติดตั้งได้) โดยตัองเปิดใช้แหล่งแพคเกจ backport ด้วย (ตามที่ว่าไปตั้งแต่ตอนอัพเกรดเคอเนล)
หลังจากอัพเกรดระบบแล้ว ให้ติดตั้ง curl ซึ่งจำเป็นสำหรับการติดตั้ง Niri โดยใช้คำสั่ง
sudo apt install curl
จากนั้นก็จะทำการติดตั้ง Niri ซึ่งสามารถติดตั้งได้โดยเรียกใช้แหล่งแพคเกจ Avenge Media จากเวปไซต์ของ openSUSE โดยการเข้าไปใน google แล้วค้นหาด้วยคีย์เวิร์ด Debian install niri
โดยเราจะเห็นได้ว่ามีเวอร์ชันที่แยกกันสำหรับ Debian Testing/Unstable และ Debian 13 กรณีนี้เป็น Debian 13 ให้เลือกข้อความในเท็กซ์บ็อกซ์ดามภาพแล้วคลิกขวาคัดลอกคำสั่งมาเสียก่อน
จากนั้นก็เข้าไปที่เทอมินอลที่เปิดไว้ แล้ววางคำสั่งในเชลล์พรอมต์ (โดยการคลิกขวามแล้วเลือก วาง) ก็จะเห็นคำสั่งที่เราคัดลอกมาปรากฏในเชลล์พรอมต์ดังภาพ แล้วก็กด Enter
ระบบจะตรวจสอบแพ็คเกจแล้วให้เราคอนเฟิร์มอีกครั้ง
ระหว่างการติดตั้ง เนื่่องจากมีการติดตั้ง gdm ระบบจะให้เราเลือก Display Manager ที่จะใช้งาน ให้เลือกเป็น lightdm แล้วกด Enter
จากนั้น เมื่อติดตั้งเสร็จ ก็ให้เราอัพเกรดระบบอีกครั้ง เนื่องจากมีการติดตั้งซอฟต์แวร์ของ gnome บางส่วน เพื่อให้ปรับระบบให้เข้ากัน
เพื่อให้การใช้งาน Niri ได้อย่างสะดวกควรติดตั้งโปรแกรมเพิ่มคือ alacritty (เทอร์มินอล), fuzzel (เมนูเรียกใช้โปรแกรม) โดยใช้คำสั่ง
sudo apt install alacritty fuzzel
เมื่อติดตั้ง Niri เสร็จให้เราเข้าไปตั้งค่าเบื้องต้นสำหรับการใช้งานคือ กำหนดค่าคีย์บอร์ด, กำหนดค่า Policykit โดยดูรายละเอียดการใช้งานเบื้องต้นและการตั้งค่า Niri ได้ที่
https://niri-desktop-thailand.blogspot.com/2026/07/niri-desktop-ep1.html
https://niri-desktop-thailand.blogspot.com/2026/07/niri-desktop-ep02-niri.html
ตอนนี้เราสามารถใช้งาน Niri แบบเพียวๆ ได้แล้วนะครับ โดยสามารถล็อกอินเข้า niri ได้จากหน้าจอล็อกอินของระบบ
การติดตั้ง Noctalia
หน้านี้จะเป็นหน้าเวปของ Umbriel ซึ่งเป็น Wayland Compositor ตัวใหม่ที่ทางทีมงานของ Noctalia พัฒนาขึ้นมา (มีการรูปแบบการทำงานคล้ายกันกับ Niri ) เราจะเข้ามาเพื่ออาศัยการตั้งค่าแหล่งแพ็คเกจซอฟต์แวร์ของทีม Noctalia (ซึ่งในส่วนของการติดตั้ง Noctalia ตอนที่เขียนบล็อกนี้ยังไม่มีการอัพเดตข้อมูล โดยเฉพาะในการติดตั้งสำหรับดิสโทรที่เป็น Debian Base)
ให้คลิกที่ Installation
จากนั้นเลื่อนมาที่ส่วนของ Debian and Ubuntu
อันดับแรกจะทำการติดตั้งกุญแจสำหรับแหล่งแพ็คเกจเสียก่อน ในส่วน Install the repository signing key โดยเลื่อนเมาส์ที่ไปกล่องข้อความจะมีปุ่ม Copy to Clipboard ให้ก็อปปีสคริปต์ค่ำสั่งโดยคลิกที่ปุ่ม
จากนั้นมาที่เทอร์มินัลแล้ววางสคริปต์คำสั่งลงในเชลล์พรอมต์
เมื่อคำสั่งขึ้นมาในเชลล์พรอมต์ดังภาพก็กด Enterจากนั้น กลับไปหน้าเวปของ Umbriel แล้วเลือกคัดลอกสคริปต์คำสั่งในส่วนของ Add the repository ตามเวร์ชันของ Debian ตามภาพ เราจะคัดลอกส่วนของ Debian Trixie แล้วนำมาวางที่เชลล์พรอมต์ในเทอร์มินอล แล้วกด Enter เพื่อตั้งค่าแหล่งแพคเกจเพิ่ม
จากนั้นทำการอัพเดตข้อมูลแพคเกจโดยใช้คำสั่ง
sudo update
ตามภาพ
เมื่อติดตั้งเสร็จแล้วเราต้องเข้าไปปรับแต่งค่า config ของ niri นิดหน่อยนะครับ โดยเข้าไปแก้ไขไฟล์
~/,config/niri/config.kdl
ผมใช้วิธีเปิดเข้าไปในโปรแกรมจัดการไฟล์เช่น dolphin หรือ nuatilus (ไฟล์) แล้วเปิดไฟล์ด้วยโปรแกรมแก้ไขข้อความ
เมื่อเปิดเข้าไปใน nautilus ให้กด Ctrl+h เพื่อแสดง Hidden files แล้วเปิดเข้าไปในโฟลเดอร์ ./config/niri/
จากนั้นคลิกขวาที่ไฟล์ config.kdl แล้วเลือกเปิดด้วยโปรแกรมแก้ไขข้อความ (ในภาพเป็นโปรแกรม gdit)
จากนั้นเลื่อนไปที่ท้ายสุดของไฟล์ (ใช้ Ctrl+end ก็ได้)แล้วเพิ่มสคริปต์ต่อไปในเข้าไป ตามภาพ
spawn-at-startup "noctalia"
layer-rule {
match namespace="^noctalia-backdrop"
place-within-backdrop true
}
บรรทัดแรกเป็นการเรียกใช้ noctalia ในตอนที่เปิดเข้ามาใน niri
ส่วนที่เหลือเป็นการกำหนดค่า backdrop ของ niri ให้มาใช้แบคดรอปของ noctalia
เท่านี้ก็เรียบร้อย ให้ล็อกเอาต์ออกจากระบบกลับไปหน้าล็อกอินของระบบ แล้วล็อกอินโดยเลือกเซสชันเป็น niri
ตามภาพ เป็นหน้าจอของ niri ที่รัน noctalia (ภาพนี้มีการปรับแต่งวอลเปเปอร์ไปแล้ว) โดยปกติจะมีแค่พาเนลหลักขึ้นมาดังภาพ จะมีไอคอนต่างๆ ให้ใช้งาน เช่น ไอคอนรูปแว่นขยายคือ เมนูเรียกใช้โปรแกรมของ noctalia ต่อมาเป็นโปรแกรมจัดการวอลเปเปอร์ และที่เป็นตัวเลขก็คือเวิร์คสเปชที่เปิดอยู่โดยสามารถคลิกไปที่เวิร์คสเปชต่างๆ ตามหมายเลขที่ปรากฏ เป็นต้น
เมื่อคลิกขวาที่พาเนลหลัก จะมีหน้าต่าง Control Panel ของ noctalia ซึ่งสามารถปรับแต่งระบบต่างๆ เช่น เสียง ความสว่างของหน้าจอ ระบบเน็ตเวิร์คเป็นต้น โดยสามารถเข้าไปตั้งค่า Noctalia ได้โดยคลิกที่ไอคอนรูปฟันเฟืองตรงมุมขวาด้านบน
ต่อไปจะแสดงการตั้งค่าเบื้องต้นของ noctalia ในบางส่วน
ในส่วนของ Appearence เบื้องต้น ค่าธีม ปกติจะตั้งค่าเป็น Dark โดยสามารถเลือกเป็น Light หรือ Auto (กลางคืน Dark กลางวัน Light) ก็ได้ ตามชอบ
ส่วนที่น่าสนใจคือ Palette Source ถ้าเราสามารถตั้งค่าเป็น Wallpaper เพื่อให้ปรับเปลี่ยนสีไปตามโทนสีของวอลเปเปอร์ที่เราใช้ได้ ทำให้โทนสีของระบบจะเปลี่ยนไปเรื่อย โดยกำหนดค่าการเปลี่ยนวอลเปเปอร์โดยอัตโนมัติ (โดยตั้งค่า Wallpaper Generation scheme เป็น Vibrunt ด้วย)
การตั้งค่า Wallpaper ให้ไปตั้งค่า Wallpaper Directory โดยกำหนดค่าไดเร็คทอรีที่เราเก็บภาพวอลเปเปอร์ไว้
จากนั้นไปที่ Automation แล้วเปิดใช้งาน Automatic Rotation แล้วกำหนดค่าต่างๆ ที่ต้องการ เช่น เวลาในการเปลี่ยนภาพ รูปแบบการเลือกภาพ เป็นต้น
เมื่อเราตั้งค่าเสร็จแล้ว เมื่อมีการเปลี่ยนภาพวอลเปเปอร์ โทนสีของ noctalia ก็จะเปลี่ยนไปตามโทนสีของภาพ
อีกอย่างหนึ่งที่เราตั้งค่าค้างไว้คือ backdrop
ในหน้าจอการตั้งค่าของ noctalia ให้คลิกไปที่ Niri แล้วเปิดใช้งาน Overview และ Backdrop ตามภาพเมื่อเราใช้ฟังค์ชัน Hot Corner (คือการชีเมาส์ไปที่มุมจอด้านบนซ้ายมือหรือขวามือ) ซึ่งจะเป็นการแสดงรายการเวิร์คสเปชต่างๆ ที่ทำงานอยู่โดยย่อขนาดลงมาและเรียงลำดับไปด้านล่าง ซึ่งสามารถเลื่อนดูได้ด้วยการสกรอเมาส์ เราจะเป็น Backdrop ด้าน ซึ่งจะเป็นภาพวอลเปเปอร์ที่เบลอภาพไว้แล้วนั่นเอง
การปรับแต่ง Niri และ Noctalia ยังมีอีกหลายอย่างให้เราสามารถทำได้ ซึ่งจะได้นำมาเสนออีกในตอนต่อไป






















