แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Linux Mint แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Linux Mint แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

ติดตั้ง Linux Mint LMDE 7 "Gigi"Edition

 ติดตั้ง Linux Mint LMDE 7 "Gigi"Edition

   LMDE 7 "Gigi"  คือ Linux Mint ที่พัฒนาต่อจาก Debian Trixie 13   (ในขณะที่ Linux Mint 22.3 Xena พัฒนาต่อจาก Ubuntu 24.04 Noble) โดยใช้เคอเนล 6.12 และเดสก์ท็อปของ LMDE คือ Cinnamon 7  (ส่วนเดสก์ท็อปอื่นๆ ก็ติดตั้งจากแหล่งแพคเกจของ Debian) โดยที่ใช้แหล่งแพคเกจจาก Debian โดยตรง จึงสามารถอัพเกรดเคอเนลเป็นเวอร์ชัน 7 ได้ด้วย 

   การติดตั้ง LMDE 7 ก็คล้ายคลึงกับการติดตั้ง Linux Mint  (ดูการติดตั้ง Linux Mint ได้ที่นี่) แต่ก็มีบางส่วนที่แตกต่างกันบ้างนิดหน่อย ไปดูกันเลยว่าจะเป็นอย่างไร

   แรกเริ่มสำรวจฮาร์ดแวร์ของคุณก่อนว่ามีคุณสมบัติเพียงพอหรือไม่ 

   สเป็คเครื่องขั้นต่ำที่ใช้ติดตั้ง LMDE 7 คือ

  - ซีพียู X86_64  หมายถึง AMD หรือ INTEL 64 บิท (LMDE มีแค่เวอร์ชัน 64 บิท เท่านั้น)

  - แรม ไม่ต่ำกว่า 2 GB (แนะนำว่าควรมากกว่า 4 GB)

  - พาร์ติชันสำหรับดิดตั้ง LMDE ขนาด 20 GB ขึ้นไป (ถ้าจะทำ swap partition ด้วยก็ควรให้มีขนาดพาร์ติชันของ swap ประมาณสองเท่าของแรม แต่เท่าที่ใช้งานมาเครื่องผมเองมีแรม 8GB ทำ swap partion ไว้แค่ 2GB สังเกตดูก็ไม่เห็นว่าได้ใช้งาน swap สักเท่าไหร่ มันขึ้นอยู่กับการทำงานของเรามากกว่า ถ้าคุณใช้โปรแกรมที่ต้องใช้หน่วยความจำเยอะก็มีความจำเป็นมากที่ต้องใช้ swap )  นอกจากนี้ถ้าคุณแยกพาร์ติชัน /home แยกออกเป็นส่วนหนึ่งจะทำให้พาร์ติชันสำหรับติดตั้งระบบไม่จำเป็นต้องใหญ่มาก และยังเพิ่มระดับความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวในกรณีที่ต้องการติดตั้งระบบใหม่ด้วย

  อีกประการหนึ่งคือ ถ้าคุณจะทำเป็น Multi Boot ร่วมกับ MS Windows ซึ่งต้องใช้การบูตแบบ UEFI MODE คุณต้องมี UEFI Partition ซึ่งมีการสร้างไว้แล้วในตอนติดตั้งวินโดวส์ คือพาร์ติชันแรกของฮาร์ดดิสก์ ( /dev/sda1) แต่ถ้าคุณใช้การบูตแบบ Legacy  (Bios) ก็ไม่จำเป็นต้องมีพาร์ติชัน  UEFI

   ดังนั้น เมื่อแน่ใจว่า CPU และ Ram มีคุณสมบัติเพียงพอ คุณควรแบ่งพาร์ติชันไว้สำหรับติดตั้ง LMDE (แนะนำว่าควรมีขนาดประมาณ 40-50 GB)  และถ้าต้องการใช้ Swap ก็ต้องสร้างไว้อีกหนึ่งพาร์ติชัน และพาร์ติชันสำหรับเก็บข้อมูลส่วนตัว (/home) อีกหนึ่งพาร์ติชัน (ถ้าไม่สร้างไว้ก็จะไปใช้ร่วมกับพาร์ติชันที่ติดตั้งระบบแทน)

 จากนั้นก็ไปดาวน์โหลดไฟล์ iso image ได้จาก Linux Mint LMDE 7 "Gigi"  โดยเลือกดาวน์โหลดจาก Mirror ที่ใกล้ที่สุด ซึ่งมี Mirror ในประเทศไทยด้วยคือ  https://mirror.kku.ac.th/linuxmint/debian/lmde-7-cinnamon-64bit.iso มีขนาดไฟล์ประมาณ 2.8 GB

  จากนั้นให้เขียนไฟล์อิเมจใส่แฟลชไดร์ฟ (ใน MS Windows แนะนำให้ใช้ Rufus) 

 แล้วเปิดเครื่องใหม่และบูตเครื่องจากแฟลชไดร์ฟที่สร้างขึ้น

 

   เมื่อบูตเข้ามาสู่ Grub Menu ก็จะเห็นตามภาพ ให้เลือก Start LMDE แล้วกด Enter

  จากนั้นรอให้เครื่องบู๊ตระบบ  Live System เข้าไปสู่ Cinnamon Desktop ของ Linux Mint

เมื่อบูตเข้าสู่เดสก์ทอปแล้ว ถ้าเราเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านสายแลนจะมีการตั้งค่าเน็ตเวิร์คให้โดยอัตโนมัติ แต่ถ้าจะใช้การเชื่อมต่อไวไฟ ต้องทำการเชื่อมต่อเอง โดยคลิกที่ไอคอนไวไฟด้านล่างซ้ายมือ แล้วเลือกแอคเซสพอยต์ที่ต้องการ

ใส่รหัสไวไฟให้ถูกต้องแล้วคลิกที่ Connect 

 จากนั้นเราจะเริ่มทำการติดตั้ง โดยดับเบิลคลิกที่ไอคอน Install Linux Mint (ด้านบนขวามือ)

โปรแกรมจะขึ้นหน้าเวลคัมดังภาพ ให้คลิกที่ Let's go!

เลือกภาษาเป็น Thai แล้วคลิก Next

เขตเวลาจะตั้งไว้เป็น Asia Bangkok โดยอัตโนมัติ ถ้าไม่ใช้ให้ตั้งให้ถูกต้องโดยคลิกที่แผนที่ จากนั้นคลิก Next
ผังแป้นพิมพ์จะตั้งให้เป็น Thai ตามภาพ  ค่าที่ตั้งไว้โดยอัตโนมัติสำหรับคีย์ลัดในการเปลี่ยนคีย์บอร์ดเลย์เอาต์ คือ Super+Space Bar  แล้วคลิก Next
  

  ต่อไปก็ตั้งค่า User Account ของระบบ ใส่ชื่อที่ต้องการและรหัสผ่าน จากนั้นคลิก Next

ต่อไปกำหนดค่ารูปแบบการติดตั้ง 
ให้เลือก Manaul Partitioning  เพื่อกำหนดค่าพาร์ติชันด้วยตนเอง 
 
 
ในหน้าจอการจัดพาร์ติชัน 
 ให้คลิกเลือกพาร์ติชันที่ต้องการแล้วกำหนดค่าให้ถูกต้อง  ตามที่เราวางแผนการใช้งานพาร์ติชันไว้แล้ว
ตามภาพกำหนด พาร์ติชัน /dev/sdb2 ตำแหน่งเมานท์ที่ /home คือกำหนดค่าสำหรับ home directory เพื่อเก็บข้อมูลใช้งานของผู้ใช้ทั่วไป  ถ้าเป็นพาร์ติชันที่สร้างใหม่ควรกำหนดให้ฟอร์แมตเป็นรูปแบบที่ต้องการ เช่น exfat สำหรับใช้งานร่วมกับไมโครซอฟต์วินโดวส์ได้ด้วย  หรือถ้าไม่ต้องการฟอร์แมตก็ไม่ต้องกำหนด 
เสร็จแล้วคลิก ตกลง 

ถ้าจะใช้ swap partition  ก็เลือกพาร์ชันที่ต้องการแล้วกำหนดค่าให้ถูกต้อง

ตามภาพ ใช้ /dev/sda2  ตำแหน่งเมานท์เป็ฯ swap  ถ้ายังไม่ได้ฟอร์แมตก็เลือกฟอร์แมต เป็น swap (ในภาพไม่ได้เลือกฟอร์แมตเพราะเดิมใช้เป็น swap อยู่แล้ว)

เสร็จแล้วคลิก ตกลง 

ส่วนสำคัญที่สุดคือพาร์ติชันที่ใช้ติดตั้งระบบ 

ในภาพเลือก /dev/sdb1  ต้องกำหนดตำแหน่งเมานท์เป็น / เท่านั้น

และเลือกฟอร์แมตเป็น ext4 (สามารถเลือกรูปแบบอื่นที่ซัพพอร์ตได้ เช่น btrf หรือ xfs เป็นต้น)

เสร็จแล้วคลิก ตกลง

นอกจากนี้ สำหรับเครื่องที่ต้องการใช้  UEFI Boot Mode  (โดยเฉพาะเพื่อใช้ร่วมกับ MS Windows) ต้องกำหนดค่า พาร์ติชัน UEFI ซึ่งตามปกติก็คือ /dev/sda1 โดยกำหนดตำแหน่งเมานท์เป็น /boot/efi และห้ามฟอร์แมตเด็ดขาด

 

    เมื่อกลับหน้าหลักของการจัดพาร์ติชันก็ตรวจสอบว่าเรากำหนดค่าได้ถูกต้องตามความต้องการแล้วหรือยัง ถ้าแน่ใจแล้วก็คลิก Next

  ต่อไปตั้งค่า Boot Loader ซึ่งถ้ามีฮาร์ดดิสก์หลายตัวก็ให้เลือกฮาร์ดดิสก์ทึ่่ต้องการติดตั้ง ถ้ามีฮาร์ดดิสก์ตัวเดียว ใช้ตัวเลือกเป็น /dev/sda

  เสร็จแล้วคลิก Next 

  จากนั้นโปรแกรมจะสรุปข้อมูลในการติดตั้งทั้งหมดให้เราตรวจสอบ(ถ้าต้องการ) อีกครั้ง  ซึ่งหมายความว่าถ้าดำเนินการต่อไปจะไม่สามารถยกเลิกได้ ก็เมื่อแน่ใจแล้วคลิก ติดตั้ง

  โปรแกรมจะทำการติดตั้งระบบตามที่เราตั้งค่าไว้ โดยใช้ข้อมูลแพคเกจในแฟลชไดร์ฟติดตั้งในระบบไปก่อน ดังนั้นจะใช้เวลาในการติดตั้งไม่นาน (ของผมติดตั้งใน HDD จึงช้าหน่อยใช้เวลาประมาณ 15 นาที แถมใช้มัลติบูตกับลีนุกซ์ตัวอื่นอีก 4 ตัวจึงเสียเวลาเช็ค OS Prober นานไปนิด)

 

เมื่อติดตั้งระบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะมีป๊ฮปอัพแจ้งให้ทราบดังภาพ ถ้าต้องการรีบูตเครื่องก็คลิกที่ ใช่

เป็นติดตั้งเสร็จแล้ว เรารีบูตเข้าระบบใหม่กันได้เลย


 นี่คือ Grub Menu ในเครื่องของผม ซึ่งจะเห็นได้ว่าระบบได้ตรวจสอบพบ OS ที่ติดตั้งอยู่ในระบบคือ linux อีก 4 ตัว  ( Arch, Debian, Void, Fedora) ไม่มี MS Windows นะครับ โดยใช้การบูตแบบ Lagacy (Bios) ซึ่งเราสามารถเลือกบูตเข้าระบบปฏิบัติการต่างๆ ที่ปรากฏในเมนูได้ตามต้องการ

 ในที่นี้ก็เลือก LMDE 7 Gigi

 

 เมื่อบูตเข้าระบบแล้วจะหยุดอยู่ที่หน้าล็อกอินเมเนเจอร์ของ lightdm  ซึ่งจะแสดงรายชื่อยูสเซอร์ที่เราตั้งค่าไว้แล้ว ให้ป้อนพาสเวิร์ดแล้วกด Enter เพื่อเข้าสู่เดสก์ทอป

เดสก์ทอปหลักของ LMDE 7 ก็คือ Cinnamon ซึ่งมีหน้าตาคล้ายๆ กับ  Windows มากเลยทีเดียว ซึ่งน่าจะทำให้มือใหม่ทำความคุ้นเคยได้ง่าย เมื่อเปิดเข้ามาแล้วจะมีโปรแกรมเวลคัมขึ้นมาตามธรรมเนียม ซึ่งเราสามารถตั้งค่าให้แสดงขึ้นมาตอนเข้าระบบได้ตามภาพ  

  เมื่อเราเข้าไปเช็คข้อมูลระบบ (อยู่ในหมวดระบบในเมนู) LMDE ที่ติดตั้งมาแล้วใช้เคอเนล 6.12 ซึ่งเป็นเคอเนลดั้งเดิมของ Debian Trixie แต่สิ่งที่เพิ่มเติมมาก็คือใน LMDE ตั้งค่าให้ใช้แพคเกจในหมวด Debian backports มาให้แล้ว ซึ่งทำให้สามารถอัพเกรดซอฟต์แวร์ได้เวอร์ชันที่ใหม่กว่า รวมทั้งอัพเกรดเคอเนลเวอร์ชันใหม่ได้ด้วย  แต่ก่อนอื่นต้องอัพเกรดระบบเดิมก่อน เนื่องจากระบบที่ติดตั้งมายังเป็นเวอร์ชันที่เดิมที่ใช้ในการติดตั้งระบบเท่านั้น
 ให้เปิดเทอร์มินัลขึ้นมาก่อน (ไอคอนสีดำ ข้างๆ ไอคอน Linux Mint สีเขียว)
แล้วพิมพ์คำสั่ง
 
     sudo apt update
  
(sudo คือคำสั่งขอเข้าใช้งานในโหมด root/admin/super user ซึ่งเป็นผู้ดูแลระบบ เนื่องจากเรายังไม่ได้ตั้งค่า root จึงยังไม่สามารถใช้คำสั่ง su เพื่อแปลงร่างเป็น root ได้โดยตรง
   apt คือคำสั้่งจัดการแพคเกจของ Debian 
   update คือคำสั่งของ apt ให้อัพเดตข้อมูลของแพคเกจที่ระบุแหล่งที่มาไว้ในระบบ)
ระบบจะให้เราป้อนพาสเวิร์ด ก็คือพาสเวิร์ดที่เราใช้ในการเข้าสู่ระบบนั่นเอง
 เมื่อป้อนพาสเวิร์ดและกด Enter ระบบก็จะทำการดาวน์โหลดข้อมูลแพคเกจและอัพเดตข้อมูลในระบบ
ซึ่งระบบจะทำการตรวจสอบ แพคเกจที่ติดตั้งในระบบแล้ว ว่ามีแพคเกจไหนที่สามารถอัพเกรดเป็นเวอร์ชันที่ใหม่กว่าและจะแสดงรายงานให้ทราบตามภาพ 
 

จากนั้นเมื่อเสร็จแล้วจะกลับมาสู่เชลล์พร็อมพต์ (คือรอรับคำสั่งใหม่

ให้ใช้คำสั่ง

    sudo apt upgrade

เพื่อทำการอัพเกรดระบบ

 

ระบบจะตรวจเช็คอีกครั้งหนึ่งแล้วให้เราคอนเฟิร์ม ให้กด Enter ไปได้เลย

ระบบก็จะเริ่มทำการดาวน์โหลดไฟล์แพคเกจและทำการอัพเกรด ซึ่งเนื่องจากเป็นการอัพเกรดหลังจากติดตั้งเสร็จก็จะมีแพคเกจเป็นจำนวนมากที่มีการอัพเกรดซึ่งต้องใช้เวลาสักหน่อย (อาจจะประมาณ 10-20 นาทีแล้วแต่ความเร็วอินเทอร์เน็ตและความเร็วของฮาร์ดแวร์ด้วย)

ในระหว่างนั้นอาจจะมีการตั้งค่าบางอย่างเพิ่มเติมสำหรับแพคเกจที่มีการอัพเกรด เช่น


 การตั้งค่าคีย์บอร์ด มีการตั้งค่าอีกรอบให้กด Enter ไปเลย


 การตั้งค่า Grub Boot Loader ให้กด Enter


 จากนั้นเลือก ฮาร์ดดิสก์ที่ต้องการติดตั้งบูตโหลดเดอร์ที่ต้องการแล้วกด Enter

เมื่ออัพเกรดทุกอย่างเสร็จแล้วก็จะกลับมาสูเชลล์พรอมต์เพื่อรอรับคำสั่ง่ต่อไป ก็เป็นอันอัพเกรดเสร็จแล้ว  หลังจากนั้นควรรึบูตระบบใหม่เพื่อให้โหลดระบบมาใช้เวอร์ชันใหม่ให้สมบูรณ์ สามารถใช้งานตามปกติแล้วครับ

  ตามที่ใช้งานมา LMDE ก็ถือเป็นลีนุกซ์ที่เน้นความเรียบง่าย และการใช้งานคล้ายๆ กับ MS Windows เพื่อให้ผู้ใช้ใหม่ที่เพิ่งเริ่มใช้ลีนุกซ์ปรับตัวได้ง่าย ส่วนตัว LMDE ยังวิ่งช้าอยู่นิดหนึ่ง เนื่องจากยังใช้เคอเนล 6.12 ซึ่งเป็นเคอเนลรุ่นเก่าอยู่  ในตอนหน้าเราจะมาทำการอัพเกรดเคอเนลเป็นเวอร์ชัน 7  ดูกันว่าจะเร็วขึ้นตามที่คิดไว้หรือไม่ และแถมการติดตั้ง Niri+Noctalia สำหรับคนที่ต้องการเดสก์ทอปสวยๆ ของ Wayland ก็ติดตามกันได้ที่