สร้าง USB Boot Disk ในลีนุกซ์
คำสั่งพื้นฐาน:
sudo dd if=/path/to/image.iso of=/dev/sdX bs=4M status=progress && sync
sudo เปลี่ยนโหมดผู้ใช้เป็น root
dd คำสั่งหลัก
if=/path/to/image.iso ระบุตำแหน่งและชื่อไฟล์อิเมจที่จะไรท์ลง USB Flash drive
of=/dev/sdX ระบุตำแหน่งของไดร์ฟ USB
bs=4M กำหนดค่าการอ่านเขียนข้อมูล
status=progress กำหนดให้แสดงความคืบหน้าในการทำงาน
&& sync กำหนดให้ซิงค์ข้อมูลหลังจากไรท์เสร็จ
การใช้ USB Flash Drive สำหรับทำ ฺ Boot Disk เพื่อทำการติดตั้งระบบไม่ว่าจะเป็น การติดตั้งไมโครซอฟต์วินโดว์ หรือลีนุกซ์ดิสโทรต่างๆ เมื่อเราดาวน์โหลดไฟล์ ISO Image มาแล้ว ถ้าเราก็อปปีไฟล์ลงไปในแฟลชไดร์ฟโดยตรง ก็จะไม่สามารุถนำไปใช้งานเพื่อบูตเข้าไปติดตั้งระบบได้ จำเป็นต้องใช้โปรแกรมสำหรับเขียนไฟล์ลงในแฟลชไดร์ฟโดยเฉพาะ เนื่องจากต้องมีการจัดเซคเตอร์ของพาร์ติชันในแฟลชไดร์ฟเพื่อใช้ในการบูตโดยเฉพาะ
ในไมโครซอฟต์วินโดวส์ มีโปรแกรมใช้มากมาย เช่น Media Creation Tool, Rufus, Ventoy เป็นต้น ส่วนใน ลีนุกซ์ (รวมถึงยูนิกซ์อื่นๆ เช่น MacOS, BSD เป็นต้น) มีคำสั่งที่ใช้งานเฉพาะ (ใน CLI) นั้นคือคำสั่ง dd
ตามที่แสดงไว้ในตอนต้นคือรูปแบบการใช้คำสั่ง dd สิ่งสำคัญคือการระบุชื่อไฟล์อิเมจ และพาธของไดร์ฟ USB ส่วนไดร์ฟของ USB นั้น ตามธรรมดาการกำหนดไดร์ฟต่างๆ ในลีนุกซ์ จะมีรูปแบบเป็น
/dev/sdX
จะเรียงลำดับเป็นฮาร์ดดิสก์>>ไดร์ฟ CD/DVD>>USB ก็จะเป็น
/dev/sda = ฮาร์ดดิสก์
/dev/sdb = CD/DVD
/dev/sdc = Flash Drive
ถ้ามีฮาร์ดดิสก์หลายตัวจะไล่ฮาร์ดดิสก์ให้ครบก่อนค่อยไปหา CD/DVD และ Flash Drive ตามลำดับ
ดังนั้น ถ้ามีฮาร์ดดิสก์ในเครื่อง 1 ตัวและมีไดร์ฟ CD/DVD 1 ไดร์ฟ Flash Drive ก็จะเป็น /dev/sdc
ทีนี้ สมมติว่าไฟล์อิเมจชื่อ linux-live.iso ก่อนใช้คำสั่งแฟลชไดร์ดต้องไม่อยู่ในสถานะถูก mount เพื่อใช้งานในระบบ ดังนั้นต้อง unmount ไดร์ฟ USB ก่อนนะครับ (โดยการ mount/unmount ต้องระบุเป็นพาร์ติชัน คือ /dev/sdc1)_ การใช้งานจริงก็จะเป็น
sudo unmount /dev/sdc1
sudo dd if=linux-live.iso off=/dev/sdc bs=4M status=progress && sync
นั้นเป็นการใช้คำสั่ง dd แบบง่ายๆ
แล้วทีนี้ เนื่องจากวงการลีนุกซ์ อย่างที่รู้ๆ คือนิยมเอาเครื่องรุ่นเก่าๆ มาลงลีนุกซ์กัน ซึ่งในส่วนของฮาร์ดแวร์ ก็จะเป็นอุปกรณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านการใช้งานมาอาจจะยาวนานเป็นสิบปีขึ้นไป (อย่างเครื่องที่ใช้อยู่นี่ก็เป็นแล็ปท็อปรุ่นประมาณ 15 ปีที่แล้ว) ฮาร์ดแวร์ที่อาจจะมีปัญหาอย่างแรกๆ ก็คือพอร์ต USB นั่นแหละ เพราะมันโดนชักเข้าชักออกมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้งแล้ว ทำให้บางทีก็เชื่อมต่ออุปกรณ์ได้บ้างไม่ได้บ้าง ทำให้เราไม่รู้ตัวว่าตอนนี้แฟลชไดร์ฟที่เสียบเข้ามามันเชื่อมต่อได้เรียบร้อยหรือเปล่า ซึ่งคำสั่ง dd มันไม่ได้รู้เรื่องด้วย มันจะเขียนข้อมูลไปที่ /dev/sdc อย่างเดียว (เพราะ /dev/sdc เป็นแค่ไฟล์ Device ของระบบเท่านั้น) ดังนั้น จึงมีการสร้างโปรแกรมที่่เรียกกันว่า Frontend คือโปรแกรมทำงานในระบบกราฟิค (GUI) ที่จะไปเรียกใช้งานคำสั่งของ CLI (Command-Line Interface) อีกทีหนึ่ง ซึ่งในลีนุกซ์มีโปรแกรมจำพวกนี้อยู่เป็นจำนวนมาก อย่างเช่น คำสั่ง ffmpeg ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับ Encode Video ก็มี Winff เป็น Frontend เป็นต้น ในกรณีนี้ คำสั่ง dd ก็มีโปรแกรม Frontend ให้ใช้งานอยู่หลายตัว จะแนะนำสักตัวสองตัวก็แล้วกันนะครับ
ISO Image Writer จาก KDE
ตัวแรกมาจากค่าย KDE ซึ่งมีชุดโปรแกรม GUI ให้ใช้หลากหลายมาก มีโปรแกรม ISO Image Writer เป็นตัวช่วยในการไรท์ไฟล์อิเมจลงแฟลชไดร์ฟ ได้อย่างง่ายดาย ก่อนอื่น ไปติดตั้งกันก่อนครับ
Debian Base (Debian, Ubuntu, Mx Linux, Zurin, Antix เป็นต้น) ใช้คำสั่ง
sudo apt update
sudo apt install isoimagewriter
Arch Base (Arch, CachyOS, Garuda Linux, Artix เป็นต้น) ใช้คำสั่ง
sudo pacman -Syu
sudo pacman -S isoimagewriter
Fedora Base (Fedora, Nobata, Bazzite เป็นต้น) ใช้คำสั่ง
sudo dnf update
sudo dnf install isoimagewriter
ส่วนดิสโทรอื่นๆ ก็ใช้คำสั่งติดตั้งแพคเกจของตนเองตามสะดวก
หลังจากติดตั้งเสร็จก็เรียกใช้งานผ่านเมนูโปรแกรมได้เลย (เรามีไฟล์ iso ที่ดาวน์โหลดมาแล้วนะครับ)
คลิกเปิดโปรแกรม ISO Image Writer (จากภาพเป็นเมนู Fuzzel ใน Niri Desktop)
ข้อดีของโปรแกรมพวกนี้คือ มันจะแสดงสถานะของแฟลชไดร์ฟให้เราเห็นนะครับ ซึ่งสะดวกมากสำหรับเครื่องที่มีปัญหาเสียบติดบ้างไม่ติดบ้างอะไรทำนองนั้นแหละ ตอนนี้เรายังไม่ได้เสียบแฟลชไดร์ฟนะครับ มันจะบอกให้เราเสียบแฟลชไดร์ฟเสียก่อน
เมื่อเชื่อมต่อได้แล้วมันก็จะแสดงสถานะให้เห็น ต่อไปก็เลือกไฟล์อิเมจที่ต้องการโดยคลิกบราวซ์ที่ไอคอนรูปแฟ้ม
จากนั้นก็เข้าเลือกไฟล์ที่ต้องการจากไดเร็คทอรีที่เก็บไฟล์ในเครื่อ่ง แล้วคลิก Open
ตรวจดูความถูกต้องหน่อย เมื่อมั่นใจแล้วคลิกที่ Create ได้เลย
จะมีคำเตือนขึ้นมาว่า ข้อมูลในแฟลชไดร์ฟจะถูกเขียนทับ ในภาพจะแจ้งด้วยว่าไฟล์อิเมจตรวจสอบไม่ได้ ต้องมีไฟล์ .sig มาใช้ร่วมด้วย (บางกรณีเท่านั้น) แต่ไม่เป็นไร สามารถทำงานต่อได้ครับ คลิก OK และ Continue ไปเลย
การใช้คำสั่ง dd เป็นสิทธิ์ของผู้ดูแลระบบ(Super User)หรือ root เท่านั้น ดังนั้นเราจึงต้องป้อนรหัสผ่านของ root ก่อน แล้วคลิก ยืนยันตัวบุคคล
จากนั้นโปรแกรมก็จะทำงานโดยแสดงสถานะให้เห็นตามภาพ ใช้เวลามากน้อยแล้วแต่ขนาดของไฟล์และความเร็วของฮาร์ดแวร์นะครับเสร็จแล้ว ก็จะแจ้งให้เราทราบ คลิก Close เป็นอันเสร็จพิธี
MultiWriter จาก Gnome
โปรแกรมอีกตัวหนึ่งจากค่ายคู่แข่งคือ Gnome ได้แก่ MultiWriter ติดตั้งโดย
Debian Base (Debian, Ubuntu, Mx Linux, Zurin, Antix เป็นต้น) ใช้คำสั่ง
sudo apt update
sudo apt install gnome-multi-writer
Arch Base (Arch, CachyOS, Garuda Linux, Artix เป็นต้น) ใช้คำสั่ง
sudo pacman -Syu
sudo pacman -S gnome-multi-writer
Fedora Base (Fedora, Nobata, Bazzite เป็นต้น) ใช้คำสั่ง
sudo dnf update
sudo dnf install gnome-multi-writer
ส่วนดิสโทรอื่นๆ ก็ใช้คำสั่งติดตั้งแพคเกจของตนเองตามสะดวกเช่นกัน
หลังจากติดต้้งเสร็จ เรียกใช้งานโปรแกรมได้โดยคลิกที่ MultiWriter ในเมนูโปรแกรม หน้าต่างจะเตือนให้เสียบแฟลชไดร์ฟเข้ากับพอร์ต
เมื่อเชื่อมต่อแล้ว จะโชว์สถานะของแฟลชไดร์ฟให้เห็น จากนั้นคลิกไอคอนบราวส์ ที่ด้านบนซ้ายมือ
จากนั้นเลือกไฟล์อิเมจที่ต้องการแล้วคลิก Import
เมื่อกล้บมาที่หน้าต่างหลักให้คลิกที่ Start Copying จะมีไดอาล็อกให้ป้อนรหัสผ่านของ root ดังภาพ
ให้ป้อนรหัสแล้วคลิก ยืนยันตัวบุคคล
โปรแกรมจะแสดงสถานะการทำงานดังภาพ
เมื่อเสร็จแล้วก็จะแจ้งให้ทราบ เป็นอันเรียบร้อย
จะเห็นได้ว่าลักษณะการทำงานของโปรแกรมก็ไม่ไต้แตกต่างกันนัก แต่จะมีความสะดวกกว่าตรงที่ไม่ต้องพิมพ์คำสั่งให้ยุ่งยากและสามารถตรวจสอบการเชื่อมต่อของพอร์ต USฺB ได้ง่ายกว่า
นอกจากนี้แล้วยังมีโปรแกรมที่น่าสนใจอีกหลายตัว เช่นใน Fedora Linux ก็มีโปรแกมของตัวเองคือ Fedora Media Writer หรือใน Linux Mint ก็มี mintstick ซึ่งมีลักษณะการใช้งานเหมือนกัน ก็ลองเลือกใช้กันดูครับ
















ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น